
ว่างงานยังไม่น่าห่วง!! 6 เดือนเข้าระบบประกันสังคมพุ่ง 2 แสนคน
ช่วงนี้ถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นข่าวบ่อยกรณีเลิกจ้าง ยอดคนตกงานพุ่ง ขณะที่ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ขอรับเงินทดแทนกรณีว่างงานทั้งถูกเลิกจ้างและสมัครใจลาออก เมื่อเทียบกับจำนวนแรงงานที่มาเข้าระบบประกันสังคมเพิ่มขึ้นหรือลดลงยังต้องตรวจสอบให้ครบ 2 ด้าน
[caption id="attachment_80806" align="aligncenter" width="700"]
สถานะแรงงานในประเทศไทย[/caption]
ต่อเรื่องนี้ข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคม(สปส.) ระบุถึงสถิติ จำนวนผู้ประกันตนในช่วง6 เดือนแรกปี 2559 พบว่าเพิ่มขึ้น ราว 2 แสนคน หรือมียอดผู้ประกันตน 10.34 ล้านคน เปรียบเทียบ 6 เดือนแรกปี 2558 เรามีผู้ประกันตน 10.12 ล้านคน ขณะที่ทั้งปี 2558 เฉพาะในมาตรา 33 มีผู้ประกันตนจำนวน 10.39ล้านคน เหล่านี้คือแรงงานในระบบ ขณะที่ข้อมูลแจ้งเลิกจ้างช่วง 6 เดือนปีนี้ มีจำนวน 36,606 คน ส่วนที่แจ้งลาออกมีจำนวน 759,518 คน ตรงนี้ถ้าเทียบกับช่วง 6 เดือนแรกปี 2558 มีเลิกจ้าง 26,051 คน และมีลาออก 745,351 คน
ส่วนประเด็นที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าการผลักดันให้ไทยไปสู่อินดัสตรี 4.0 นั้น เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้แรงงานว่างงานมากขึ้น ซึ่งประเด็นนี้หลายฝ่ายยังมองว่า เร็วเกินไปที่จะฟันธงแบบนั้น เพราะการก้าวจากอินดัสตรี 2.0 ไปสู่อินดัสตรี 4.0 นั้นต้องใช้เวลาปรับตัว และการปรับเปลี่ยนจะค่อยเป็นค่อยไป
อย่างไรก็ตาม หากมาดูสถานะแรงงานในประเทศไทยถ้าเป็นแรงงานในระบบตามมาตรา 33 จะมีราว 10 ล้านคน มีแรงงานในมาตรา 39 ประมาณ 1.5 ล้านคน และมีแรงงานนอกระบบประมาณ 24 ล้านคน ส่วนแรงงานต่างด้าว จากข้อมูลเมื่อต้นปี 2559 พบว่ามีที่มาขึ้นทะเบียนแล้ว 3.1-3.5 ล้านคน และคาดว่ายังมีแรงงานต่างด้าวที่ยังไม่มาขึ้นทะเบียนอีกราว 7 แสนคน(ดูตารางประกอบ)
เข้าระบบประกันสังคมพุ่ง 2 แสนคน
นายโกวิท สัจจวิเศษ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม(สปส.) กล่าวกับ ”ฐานเศรษฐกิจ” ถึงสาเหตุที่มีผู้ประกันตนลาออกในช่วงนี้ว่า เกิดจากตัวลูกจ้างประสงค์ที่จะเปลี่ยนงานหรือไปประกอบธุรกิจส่วนตัว แต่ทั้งหมดยังหมุนเวียนในระบบโดยยังมีงานทำ ส่วนสาเหตุที่มีการเลิกจ้างนั้น มาจากเศรษฐกิจชะลอตัว บางบริษัทจึงมีโครงการเออร์ลี่รีไทร์ ซึ่งตรงนี้ในระบบประกันสังคมไม่จัดว่าลาออก แต่อยู่ในข่ายเลิกจ้าง ซึ่งจะได้รับเงินประกันตนสูงขึ้นคือ 180 วันได้ค่าจ้าง 50% ของค่าจ้างที่นำส่งประกันสังคม ซึ่งถ้าลาออกจะได้รับเงินประกันตน 90 วัน จะได้ค่าจ้าง 30% ของค่าจ้างที่นำส่งประกันสังคม ซึ่งจะเห็นว่าคนยังอยู่ในระบบประกันสังคม ฉะนั้นข่าวที่ระบุว่ามีคนตกงาน หรือเลิกจ้างเพิ่มขึ้นนั้น ความจริงแล้วไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่กลับตรงกันข้าม เพราะ 6 เดือนแรกปีนี้มีคนมาเข้าระบบประกันสังคมเพิ่มขึ้นถึง 2 แสนคน ทั้งๆที่ตัวเลขนี้มีคนจำนวนหนึ่งที่เกษียณอายุงานและออกนอกระบบประกันสังคมไปแล้วส่วนหนึ่ง และคาดว่าถึงสิ้นปี 2559 จำนวนผู้ประกันตนจะเพิ่มมากกว่าปีที่แล้วอย่างแน่นอน
“กรณีที่มีผู้ประกันตนลาออกจากระบบประกันสังคมถือเป็นเรื่องปกติ เพราะปัจจุบันทุกปีจะมีเกิดขึ้นอยู่แล้ว เพียงแต่เราต้องรายงานภาพให้เห็นทั้ง 2 ด้านระหว่างผู้ประกันตนที่ลาออกกับคนที่มาเข้าระบบประกันสังคม ซึ่งการลาออกก็ยังไม่น่าตกใจเพราะคนลาออกสุดท้ายไม่ได้ว่างงานจริงทั้งหมด ส่วนมากจะกลับมาเข้าระบบอีกเพราะมีการเปลี่ยนงาน หรือหันไปทำธุรกิจส่วนตัวตามมาตรา 39 ก็มีการจ่ายประกันตนเอง เท่ากับว่ายังอยู่ในระบบ ประกันสังคมตามมาตรา 33” เลขาธิการสปส.กล่าว
ต่อเรื่องนี้หากวิเคราะห์ให้ดีจะพบว่า การเลิกจ้างยังไม่ได้เกิดขึ้นทั่วไป หรือยังไม่ได้ลามไปทุกกลุ่มอุตสาหกรรม และการเลิกจ้างที่เกิดขึ้นก็มีเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมและมีที่มาที่ไป เช่น กลุ่มยานยนต์ สืบเนื่องจากมาตรการประชานิยมเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว ที่รัฐบาลส่งเสริมให้คนนำดีมานด์ในอนาคตมาใช้ก่อนตามนโยบายรถคันแรก ทำให้ตลาดรถในประเทศบูมมาก จะเห็นว่าค่ายรถประกาศรับคนเพิ่ม และโหมโรงทำงานล่วงเวลา โดยเฉพะโตโยต้า ซึ่งเป็นผู้นำในตลาด แต่พอมาตรการรถคันแรกสิ้นสุดลงยอดออร์เดอร์ในประเทศก็ต้องหดตัวลง การผลิตและคนผลิตก็ต้องลดลงตามไปด้วย ในขณะเดียวกันก็ยังมีอีกหลายอุตสาหกรรมที่ครึ่งปีหลังเริ่มมองเห็นสัญญาณบวกแล้ว สอดคล้องกับพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรม สวนอุตสาหกรรม ที่พบว่ามีการเคลื่อนไหว โดยการขยายธุรกิจ ขยายพื้นที่ลงทุนโดยเฉพาะกลุ่มทุนเก่าที่ขยายการลงทุนเพิ่มขึ้น
แรงงานเอาต์ซอร์ซยังไม่ผิดปกติ
สอดคล้องกับที่นางสาวสุธิดา กาญจนกันติกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท แมนพาวเวอร์ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้ในมุมของแรงงานเอาต์ซอร์ซ ยังไม่เห็นสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นถึงการเลิกจ้าง และคาดว่าในครึ่งปีหลังนี้ จะมีการใช้แรงงานกลุ่มนี้มากขึ้น หลังจากคำสั่งซื้อเริ่มเข้ามา ส่วนการปรับตัวจากอินดัสตรี 2.0 ไปสู่อินดัสตรี 4.0 นั้น ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับ 4 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักก่อนคือ กลุ่มยานยนต์ ที่ปัจจุบันก็นำหุ่นยนต์มาใช้แล้ว ต่อไปก็จะนำอินโนเวชันใหม่ๆ เข้ามา มีการใช้ความแม่นยำโดยเครื่องจักรมากขึ้น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ มีการนำหุ่นยนต์มาใช้ควบคุมเครื่องจักรแทนคน ส่วนงานผลิตประเภทที่ใช้มือจับ หรือ เจาะ เช่น แผงวงจรไฟฟ้า ที่มีการขันนอตก็จะใช้เครื่องจักรมาแทนมากขึ้น และกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า กลุ่มนี้ตามปกติจะใช้แรงงานตามฤดูการ โดยเหมาเป็นช่วงๆ ไปรวมถึงกลุ่มสิ่งทอที่มีมูลค่าสูง จะใช้เครื่องจักรมากขึ้น ส่วนสิ่งทอที่ใช้ฝีมือแรงงานมากขณะนี้ย้ายฐานการผลิตไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมากแล้ว
“จะเห็นว่านอกจากกลุ่มอาชีพที่จะนำเทคโนโลยีใหม่ๆมาแทนจะมาจากกลุ่มสายงานผลิตแล้ว อีกด้านหนึ่งก็มาจากกลุ่มที่เป็นงานค้าขายในรูปแบบดั้งเดิม ที่หันมาขายในรูปแบบอี-คอมเมิร์ซมากขึ้นด้วย”
เปอร์เซ็นต์คนว่างงานยังไม่น่าห่วง
สำหรับปฏิกิริยาในมุมนายจ้างในฐานะผู้ประกอบการนั้น นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า ข้อมูลด้านแรงงานที่รายงานออกมาทุกปี ถือเป็นเรื่องปกติ และถ้ามองสถานะของแรงงานไทยในเวลานี้ยังดีกว่าอีกหลายประเทศ ตราบใดที่เรายังมีการจ้างแรงงานต่างด้าวอยู่แสดงว่าปัญหาแรงงานไทยยังไม่น่าเป็นห่วง อีกทั้งเปอร์เซ็นต์คนว่างงานในไทยยังเป็นอัตราที่น้อยมาก ซึ่งมาตรฐานคนว่างงานโลก ถ้ามีสัดส่วนเกิน 5% ถือว่าน่าเป็นห่วง ขณะที่สัดส่วนคนว่างงานของไทยยังต่ำมากอยู่ที่ระดับราว 1% เท่านั้น แต่ในระยะยาวจากนี้ไปจะเห็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของอุตสาหกรรมที่เริ่มเห็นสัญญาณใช้แรงงานไร้ฝีมือลดลงมากขึ้น เพราะไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านการเข้าสู่ฐานการผลิตใหม่ ผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น ใช้ฝีมือมากขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงตรงนี้จะค่อยๆปรับตัวไป
สอดคล้องกับที่นางเพชรรัตน์ สินอวย ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงานและประธานอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ภาพรวมการว่างงานทั้งประเทศอยู่ในระดับที่ไม่น่าเป็นห่วงโดยอยู่ในอัตรา 1-1.04% หรือทั่วประเทศมีคนว่างงานราว 4 แสนคน ซึ่งรวมนิสิตจบใหม่แล้ว ซึ่งอัตราการว่างงานของไทยเคยสูงอย่างมากก็ราว 2% เมื่อครั้งที่เกิดวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540
คสรท.ชี้ 3 เหตุผลถูกเลิกจ้าง
ด้านนายชาลี ลอยสูง รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย(คสรท.) กล่าวว่า เวลาพูดถึงการเลิกจ้าง ควรดูเป็นรายอุตสาหกรรมไป เพราะการเลิกจ้างเกิดขึ้นเฉพาะบางกลุ่มอุตสาหกรรม นอกจากนี้ให้มองถึงแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาด้วย ที่เวลานี้มาขึ้นทะเบียนสูงถึง 3.1 -3.5 ล้านคน ยังไม่รวมแรงงานต่างด้าวที่ไม่มาขึ้นทะเบียนอีกหลายแสนคนนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่สนับสนุนให้แรงงานต่างด้าวที่ถูกต้องเข้าไปทำงานได้ ตรงนี้ก็จะเป็นจุดอ่อนที่ทำให้แรงงานในภาคประมงขาดแคลน จากเดิมที่พึ่งพาแรงงานต่างด้าวเป็นหลัก แต่ระยะหลังแรงงานต่างด้าวไหลเข้าสู่โรงงานมากขึ้นเพราะทำงานสบายกว่างานด้านประมง
โดยสรุปจะมี 3 เหตุผลที่มองว่า เป็นประเด็นที่ทำให้แรงงานไทยถูกเลิกจ้างคือ 1.มีแรงงานต่างด้าวเข้ามามากขึ้น 2. เป็นช่วงที่ฐานการผลิตไทยกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่อินดัสตรี 4.0 ทำให้แรงงานที่มีอยู่ถูกพัฒนาฝีมือสูงขึ้นเพื่อรองรับเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยที่ไม่มีการรับคนใหม่เข้ามา 3.ยอดคำสั่งซื้อในอุตสาหกรรมบางกลุ่มลดลง จึงต้องปรับลดคนให้เหมาะสมกับการผลิต นายชาลี กล่าวสรุป
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,181 วันที่ 7 - 10 สิงหาคม พ.ศ. 2559
[caption id="attachment_80806" align="aligncenter" width="700"]
ต่อเรื่องนี้ข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคม(สปส.) ระบุถึงสถิติ จำนวนผู้ประกันตนในช่วง6 เดือนแรกปี 2559 พบว่าเพิ่มขึ้น ราว 2 แสนคน หรือมียอดผู้ประกันตน 10.34 ล้านคน เปรียบเทียบ 6 เดือนแรกปี 2558 เรามีผู้ประกันตน 10.12 ล้านคน ขณะที่ทั้งปี 2558 เฉพาะในมาตรา 33 มีผู้ประกันตนจำนวน 10.39ล้านคน เหล่านี้คือแรงงานในระบบ ขณะที่ข้อมูลแจ้งเลิกจ้างช่วง 6 เดือนปีนี้ มีจำนวน 36,606 คน ส่วนที่แจ้งลาออกมีจำนวน 759,518 คน ตรงนี้ถ้าเทียบกับช่วง 6 เดือนแรกปี 2558 มีเลิกจ้าง 26,051 คน และมีลาออก 745,351 คน
ส่วนประเด็นที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าการผลักดันให้ไทยไปสู่อินดัสตรี 4.0 นั้น เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้แรงงานว่างงานมากขึ้น ซึ่งประเด็นนี้หลายฝ่ายยังมองว่า เร็วเกินไปที่จะฟันธงแบบนั้น เพราะการก้าวจากอินดัสตรี 2.0 ไปสู่อินดัสตรี 4.0 นั้นต้องใช้เวลาปรับตัว และการปรับเปลี่ยนจะค่อยเป็นค่อยไป
อย่างไรก็ตาม หากมาดูสถานะแรงงานในประเทศไทยถ้าเป็นแรงงานในระบบตามมาตรา 33 จะมีราว 10 ล้านคน มีแรงงานในมาตรา 39 ประมาณ 1.5 ล้านคน และมีแรงงานนอกระบบประมาณ 24 ล้านคน ส่วนแรงงานต่างด้าว จากข้อมูลเมื่อต้นปี 2559 พบว่ามีที่มาขึ้นทะเบียนแล้ว 3.1-3.5 ล้านคน และคาดว่ายังมีแรงงานต่างด้าวที่ยังไม่มาขึ้นทะเบียนอีกราว 7 แสนคน(ดูตารางประกอบ)
เข้าระบบประกันสังคมพุ่ง 2 แสนคน
นายโกวิท สัจจวิเศษ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม(สปส.) กล่าวกับ ”ฐานเศรษฐกิจ” ถึงสาเหตุที่มีผู้ประกันตนลาออกในช่วงนี้ว่า เกิดจากตัวลูกจ้างประสงค์ที่จะเปลี่ยนงานหรือไปประกอบธุรกิจส่วนตัว แต่ทั้งหมดยังหมุนเวียนในระบบโดยยังมีงานทำ ส่วนสาเหตุที่มีการเลิกจ้างนั้น มาจากเศรษฐกิจชะลอตัว บางบริษัทจึงมีโครงการเออร์ลี่รีไทร์ ซึ่งตรงนี้ในระบบประกันสังคมไม่จัดว่าลาออก แต่อยู่ในข่ายเลิกจ้าง ซึ่งจะได้รับเงินประกันตนสูงขึ้นคือ 180 วันได้ค่าจ้าง 50% ของค่าจ้างที่นำส่งประกันสังคม ซึ่งถ้าลาออกจะได้รับเงินประกันตน 90 วัน จะได้ค่าจ้าง 30% ของค่าจ้างที่นำส่งประกันสังคม ซึ่งจะเห็นว่าคนยังอยู่ในระบบประกันสังคม ฉะนั้นข่าวที่ระบุว่ามีคนตกงาน หรือเลิกจ้างเพิ่มขึ้นนั้น ความจริงแล้วไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่กลับตรงกันข้าม เพราะ 6 เดือนแรกปีนี้มีคนมาเข้าระบบประกันสังคมเพิ่มขึ้นถึง 2 แสนคน ทั้งๆที่ตัวเลขนี้มีคนจำนวนหนึ่งที่เกษียณอายุงานและออกนอกระบบประกันสังคมไปแล้วส่วนหนึ่ง และคาดว่าถึงสิ้นปี 2559 จำนวนผู้ประกันตนจะเพิ่มมากกว่าปีที่แล้วอย่างแน่นอน
“กรณีที่มีผู้ประกันตนลาออกจากระบบประกันสังคมถือเป็นเรื่องปกติ เพราะปัจจุบันทุกปีจะมีเกิดขึ้นอยู่แล้ว เพียงแต่เราต้องรายงานภาพให้เห็นทั้ง 2 ด้านระหว่างผู้ประกันตนที่ลาออกกับคนที่มาเข้าระบบประกันสังคม ซึ่งการลาออกก็ยังไม่น่าตกใจเพราะคนลาออกสุดท้ายไม่ได้ว่างงานจริงทั้งหมด ส่วนมากจะกลับมาเข้าระบบอีกเพราะมีการเปลี่ยนงาน หรือหันไปทำธุรกิจส่วนตัวตามมาตรา 39 ก็มีการจ่ายประกันตนเอง เท่ากับว่ายังอยู่ในระบบ ประกันสังคมตามมาตรา 33” เลขาธิการสปส.กล่าว
ต่อเรื่องนี้หากวิเคราะห์ให้ดีจะพบว่า การเลิกจ้างยังไม่ได้เกิดขึ้นทั่วไป หรือยังไม่ได้ลามไปทุกกลุ่มอุตสาหกรรม และการเลิกจ้างที่เกิดขึ้นก็มีเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมและมีที่มาที่ไป เช่น กลุ่มยานยนต์ สืบเนื่องจากมาตรการประชานิยมเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว ที่รัฐบาลส่งเสริมให้คนนำดีมานด์ในอนาคตมาใช้ก่อนตามนโยบายรถคันแรก ทำให้ตลาดรถในประเทศบูมมาก จะเห็นว่าค่ายรถประกาศรับคนเพิ่ม และโหมโรงทำงานล่วงเวลา โดยเฉพะโตโยต้า ซึ่งเป็นผู้นำในตลาด แต่พอมาตรการรถคันแรกสิ้นสุดลงยอดออร์เดอร์ในประเทศก็ต้องหดตัวลง การผลิตและคนผลิตก็ต้องลดลงตามไปด้วย ในขณะเดียวกันก็ยังมีอีกหลายอุตสาหกรรมที่ครึ่งปีหลังเริ่มมองเห็นสัญญาณบวกแล้ว สอดคล้องกับพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรม สวนอุตสาหกรรม ที่พบว่ามีการเคลื่อนไหว โดยการขยายธุรกิจ ขยายพื้นที่ลงทุนโดยเฉพาะกลุ่มทุนเก่าที่ขยายการลงทุนเพิ่มขึ้น
แรงงานเอาต์ซอร์ซยังไม่ผิดปกติ
สอดคล้องกับที่นางสาวสุธิดา กาญจนกันติกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท แมนพาวเวอร์ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้ในมุมของแรงงานเอาต์ซอร์ซ ยังไม่เห็นสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นถึงการเลิกจ้าง และคาดว่าในครึ่งปีหลังนี้ จะมีการใช้แรงงานกลุ่มนี้มากขึ้น หลังจากคำสั่งซื้อเริ่มเข้ามา ส่วนการปรับตัวจากอินดัสตรี 2.0 ไปสู่อินดัสตรี 4.0 นั้น ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับ 4 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักก่อนคือ กลุ่มยานยนต์ ที่ปัจจุบันก็นำหุ่นยนต์มาใช้แล้ว ต่อไปก็จะนำอินโนเวชันใหม่ๆ เข้ามา มีการใช้ความแม่นยำโดยเครื่องจักรมากขึ้น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ มีการนำหุ่นยนต์มาใช้ควบคุมเครื่องจักรแทนคน ส่วนงานผลิตประเภทที่ใช้มือจับ หรือ เจาะ เช่น แผงวงจรไฟฟ้า ที่มีการขันนอตก็จะใช้เครื่องจักรมาแทนมากขึ้น และกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า กลุ่มนี้ตามปกติจะใช้แรงงานตามฤดูการ โดยเหมาเป็นช่วงๆ ไปรวมถึงกลุ่มสิ่งทอที่มีมูลค่าสูง จะใช้เครื่องจักรมากขึ้น ส่วนสิ่งทอที่ใช้ฝีมือแรงงานมากขณะนี้ย้ายฐานการผลิตไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมากแล้ว
“จะเห็นว่านอกจากกลุ่มอาชีพที่จะนำเทคโนโลยีใหม่ๆมาแทนจะมาจากกลุ่มสายงานผลิตแล้ว อีกด้านหนึ่งก็มาจากกลุ่มที่เป็นงานค้าขายในรูปแบบดั้งเดิม ที่หันมาขายในรูปแบบอี-คอมเมิร์ซมากขึ้นด้วย”
เปอร์เซ็นต์คนว่างงานยังไม่น่าห่วง
สำหรับปฏิกิริยาในมุมนายจ้างในฐานะผู้ประกอบการนั้น นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า ข้อมูลด้านแรงงานที่รายงานออกมาทุกปี ถือเป็นเรื่องปกติ และถ้ามองสถานะของแรงงานไทยในเวลานี้ยังดีกว่าอีกหลายประเทศ ตราบใดที่เรายังมีการจ้างแรงงานต่างด้าวอยู่แสดงว่าปัญหาแรงงานไทยยังไม่น่าเป็นห่วง อีกทั้งเปอร์เซ็นต์คนว่างงานในไทยยังเป็นอัตราที่น้อยมาก ซึ่งมาตรฐานคนว่างงานโลก ถ้ามีสัดส่วนเกิน 5% ถือว่าน่าเป็นห่วง ขณะที่สัดส่วนคนว่างงานของไทยยังต่ำมากอยู่ที่ระดับราว 1% เท่านั้น แต่ในระยะยาวจากนี้ไปจะเห็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของอุตสาหกรรมที่เริ่มเห็นสัญญาณใช้แรงงานไร้ฝีมือลดลงมากขึ้น เพราะไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านการเข้าสู่ฐานการผลิตใหม่ ผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น ใช้ฝีมือมากขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงตรงนี้จะค่อยๆปรับตัวไป
สอดคล้องกับที่นางเพชรรัตน์ สินอวย ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงานและประธานอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ภาพรวมการว่างงานทั้งประเทศอยู่ในระดับที่ไม่น่าเป็นห่วงโดยอยู่ในอัตรา 1-1.04% หรือทั่วประเทศมีคนว่างงานราว 4 แสนคน ซึ่งรวมนิสิตจบใหม่แล้ว ซึ่งอัตราการว่างงานของไทยเคยสูงอย่างมากก็ราว 2% เมื่อครั้งที่เกิดวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540
คสรท.ชี้ 3 เหตุผลถูกเลิกจ้าง
ด้านนายชาลี ลอยสูง รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย(คสรท.) กล่าวว่า เวลาพูดถึงการเลิกจ้าง ควรดูเป็นรายอุตสาหกรรมไป เพราะการเลิกจ้างเกิดขึ้นเฉพาะบางกลุ่มอุตสาหกรรม นอกจากนี้ให้มองถึงแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาด้วย ที่เวลานี้มาขึ้นทะเบียนสูงถึง 3.1 -3.5 ล้านคน ยังไม่รวมแรงงานต่างด้าวที่ไม่มาขึ้นทะเบียนอีกหลายแสนคนนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่สนับสนุนให้แรงงานต่างด้าวที่ถูกต้องเข้าไปทำงานได้ ตรงนี้ก็จะเป็นจุดอ่อนที่ทำให้แรงงานในภาคประมงขาดแคลน จากเดิมที่พึ่งพาแรงงานต่างด้าวเป็นหลัก แต่ระยะหลังแรงงานต่างด้าวไหลเข้าสู่โรงงานมากขึ้นเพราะทำงานสบายกว่างานด้านประมง
โดยสรุปจะมี 3 เหตุผลที่มองว่า เป็นประเด็นที่ทำให้แรงงานไทยถูกเลิกจ้างคือ 1.มีแรงงานต่างด้าวเข้ามามากขึ้น 2. เป็นช่วงที่ฐานการผลิตไทยกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่อินดัสตรี 4.0 ทำให้แรงงานที่มีอยู่ถูกพัฒนาฝีมือสูงขึ้นเพื่อรองรับเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยที่ไม่มีการรับคนใหม่เข้ามา 3.ยอดคำสั่งซื้อในอุตสาหกรรมบางกลุ่มลดลง จึงต้องปรับลดคนให้เหมาะสมกับการผลิต นายชาลี กล่าวสรุป
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,181 วันที่ 7 - 10 สิงหาคม พ.ศ. 2559






