thansettakij
thansettakij
คิดการณ์ใหญ่

คิดการณ์ใหญ่

05 ส.ค. 59 | 14:00 น.
อัปเดตล่าสุด :08 ส.ค. 59 | 12:38 น.
ชื่อของ "ซีทีเอช" ดังเป็นพลุแตก เมื่อคว้าชัยชนะการประมูลลิขสิทธิ์การถ่ายทอดพรีเมียร์ลีก ลีกฟุตบอลดังจากอังกฤษที่มีผู้คนติดตามชมมากเป็นอันดับ 1 ในเมืองไทย ด้วยเม็ดเงินลงทุนสูงกว่า 1 หมื่นล้านบาท เฉือนตัดหน้าเจ้าของลิขสิทธิ์เดิมอย่าง "ทรู วิชั่นส์" ที่ถือครองยาวนานเกือบ 10 ปี

ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า "ซีทีเอช" คือใคร มาจากไหน ทำไมมีเงินก้อนโต และทำไมกล้าทุ่มเงินมหาศาลสร้างปรากฏการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ในวงการทีวีเมืองไทย ก่อนที่จะเฉลยว่า ผู้อยู่เบื้องหลัง "ซีทีเอช" ไม่ใช่ใครที่ไหน "วิชัย ทองแตง" พ่อมดการเงินอันดับ 1 ของเมืองไทย ผู้สร้างตำนานในตลาดหุ้นไทยที่ใช้เวลาเพียง 3 ปีสามารถกำไรจากการลงทุนหุ้นได้สูงถึง 2 หมื่นล้านบาทนั่นเอง

เส้นทางของซีทีเอช ออกสตาร์ทในปี 2553 "ซีทีเอช" มีชื่อเดิมว่าบริษัท เคเบิลไทยโฮลดิ้ง จำกัด (Cable Thai Holding Co,Ltd. : CTH) เกิดจากการรวมตัวกันของผู้ประกอบกิจการเคเบิลทีวีท้องถิ่นที่ต้องการเพิ่มอำนาจต่อรอง ในการซื้อคอนเทนท์ (รายการ) หลังจากที่ผู้ประกอบการเคเบิลทีวีท้องถิ่นต้องเผชิญกับปัญหาการซื้อลิขสิทธิ์ช่องรายการทั้งในด้านของราคาและอำนาจการต่อรองเพื่อให้ได้ช่องรายการดังๆ มาครอบครอง แข่งกับเคเบิลรายใหญ่ที่มีเงินมากกว่า

การรวมตัวกันเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง ดูเหมือนจะเป็นทางออกที่กลุ่มผู้ประกอบกิจการเคเบิลท้องถิ่นทั่วประเทศมีความเห็นตรงกันว่า หากคิดที่จะประกอบกิจการเคเบิลท้องถิ่นต่อไป เคเบิลท้องถิ่นจะต้องมีช่องรายการที่ถูกต้องตามกฎหมายเป็นของตนเอง

ซีทีเอช จึงเป็นเหมือนบริษัทกลาง ที่ทำหน้าที่เป็นผู้รวบรวมซื้อช่องรายการลิขสิทธิ์ต่างๆ จากทั้งภายในประเทศและจากต่างประเทศแล้วนำมาขายต่อให้กับผู้ประกอบกิจการเคเบิลท้องถิ่นในราคาที่เป็นธรรม หรือช่องรายการอื่นๆที่ เคเบิลท้องถิ่นแต่ละราย ในแต่ละพื้นที่มีให้บริการกับสมาชิกอยู่แล้ว

ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 50 ล้านบาท จากการลงขันของผู้ประกอบกิจการเคเบิลท้องถิ่นที่เข้าร่วมถือหุ้น โดย 1 รายจะถือหุ้นไม่เกิน 2 ล้านบาท เพื่อป้องกันสิทธิ์ในการออกเสียง พร้อมจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทำหน้าที่บริหาร โดยผลงานชิ้นแรกเป็นการเจรจาซื้อลิขสิทธิ์ช่องรายการมาได้ 16 ช่อง โดยส่งช่องรายการให้เคเบิลท้องถิ่นทั่วประเทศผ่านระบบจานรับสัญญาณดาวเทียมแบบ C-Band แต่ในระยะเวลาไม่นานนัก ซีทีเอชต้องเผชิญกับปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน จึงต้องเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 150 ล้าน และ 300 ล้าน รวมถึงแก้ไขหลักเกณฑ์ให้แต่ละรายสามารถซื้อหุ้นได้ไม่จำกัด

แต่ดูเหมือนปัญหาสภาพคล่องก็ยังไม่ดีขึ้น ทำให้ในปี 2554 จึงมีชื่อของนายวิชัย ทองแตง เข้ามาร่วมลงหุ้น และกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในเวลาถัดมา ส่งผลให้อำนาจการตัดสินใจตกเป็นของนายวิชัยทั้งหมด พร้อมกับแผนการยกระดับซีทีเอช ให้เป็นผู้ประกอบการเคเบิลทีวี (Operator) จากเดิมที่จะทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ให้บริการช่องรายการ (Content Provider) เท่านั้น

เส้นทางของซีทีเอช เริ่มขยายโมเดลธุรกิจ โดยใช้โครงข่ายทางสายของเคเบิลท้องถิ่นทั่วประเทศเป็นช่องทางให้บริการกับสมาชิกเคเบิลทีวี รวมถึงเปลี่ยนระบบการให้บริการจาก "อนาล็อก" (Analog) เป็น "ดิจิตอล" (Digital) ด้วยแผนงานที่วางไว้แน่นอนว่า ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เดินหน้าได้คือเรื่องของ "เงิน" นายวิชัยจึงตัดสินใจเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 1,000 ล้านบาท พร้อมแปรรูปบริษัทเป็นบริษัทมหาชน ในวันที่ 3 เมษายน 2555 โดยมี 3 ผู้ถือหุ้นใหญ่ ประกอบด้วย นายวิชัย ทองแตง ถือหุ้นในสัดส่วน 25% หรือประมาณ 250 ล้านบาท, นางยิ่งลักษณ์ วัชรพล 25% หรือประมาณ 250 ล้านบาท และผู้ประกอบการเคเบิลท้องถิ่น 30%

"ซีทีเอช" เริ่มก้าวเดินอย่างแข็งแรง พร้อมนโยบายก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการเคเบิลทีวีอันดับ 1 ของเมืองไทย ด้วยการขยายฐานสมาชิกให้เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากเดิมที่มีอยู่กว่า 3.5 ล้านครัวเรือน กลายเป็นโจทย์ท้าทายที่ทำให้ "ซีทีเอช" ต้องคิดการณ์ใหญ่ นั่นคือ การดึงคอนเทนต์ระดับโลกอย่าง "พรีเมียร์ลีกอังกฤษ" เข้ามาเป็นจุดขาย แต่การท้าชิงกับเจ้าของลิขสิทธิ์เดิม "ทรู วิชั่นส์" ซึ่งถือครองมายาวนานเกือบ 10 ปี ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่สุดแล้ว "ซีทีเอช" ก็คว้าชัยชนะ กำลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกอังกฤษ 3 ฤดูกาล (2013/2014 , 2014/2015 และ2015/2016) ได้สำเร็จ เส้นทางของซีทีเอชดูเหมือนจะรุ่งโรจน์ แต่สาเหตุใดที่ทำให้ซีทีเอชเชื่อมั่นและตัดสินใจควักเงินหมื่นล้านบาท ลงทุนซื้อลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีก … ติดตามได้ในตอนต่อไป

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,180 วันที่ 4 - 6 สิงหาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • business