
บล.KTBST ชี้เงินไหลเข้ายังเป็นตัวดันดัชนี เตรียมรับมือตลาดเปลี่ยนทาง
นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (KTBST) กล่าวว่า ดัชนี Dow Jones และดัชนีตลาดหุ้นยุโรป ที่ปรับตัวลดลงในคืนที่ผ่านมา (28ก.ค.) จากปัจจัยเฉพาะตัว โดยดัชนี Dow Jones ปรับตัวลงเพราะหุ้นกลุ่มสายการบิน ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวลงเพราะรอดูผล stress test กลุ่มธนาคารวันนี้ (29 ก.ค.) ขณะที่การร่วงลงของราคาน้ำมันที่ส่งผลลบต่อตลาดมาหลายวันติดต่อกันแล้วและมีความเป็นไปได้ที่ราคาน้ำมันดิบจะไหลลงสู่ระดับ $40 เหรียญ จาก $41 เหรียญในปัจจุบัน ล่าสุดตัวเลขส่งออกน้ำมันดิบเดือน ส.ค.ของกลุ่ม OPEC คาดจะเพิ่ม 90 kbd เป็นสัญญาณของภาวะ oversupply ที่จะกลับมาให้นักลงทุนกังวลกันอีกครั้ง รวมไปถึงหุ้นในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ที่กำลังปรับตัวลงตามราคาน้ำมัน (Bloomberg Commodity Index ลดลง 1.4% จากปลายสัปดาห์ก่อน) ยกเว้นราคาเหล็กในตลาดโลกที่สวนกระแสขึ้นมาได้ต่างจากตัวอื่นๆ ขณะที่การแข็งค่าของเงินเยน และราคาพันธบัตรที่ปรับตัวสูงขึ้น ยังเป็นลบต่อตลาดหุ้นทั่วโลก ส่งผลให้วันนี้ปัจจัยต่างประเทศ บล.KTBST มองเป็นลบ แต่เงินทุนไหลเข้าของนักลงทุนต่างประเทศที่เข้ามาในตลาดหุ้นไทย เป็นปัจจัยบวกที่สำคัญต่อตลาดหุ้นไทยมากกว่าปัจจัยอื่นๆ และคาดการณ์ไม่ได้ว่าจะเป็นแบบนี้อีกนานขนาดไหน
ทั้งนี้ เงินที่เข้ามาในตลาดหุ้นจะมาทั้งมาจากต่างประเทศโดยตรง และอาจย้ายมาจากตลาดพันธบัตรที่เข้ามาถือก่อนหน้านี้ ดังนั้นวันนี้ (29 ก.ค.) จึงประเมินว่านักลงทุนกลุ่มนี้ จะยังมีสถานะเป็นซื้อ (net buy) ในเรื่องของโครงการรถไฟไทย-จีน มูลค่าโครงการ 1.79 แสนล้านบาท ที่ถูกกลับมาพูดถึง น่าจะสร้างกระแสในทางบวกต่อเศรษฐกิจไทยเองและหุ้นกลุ่มรับเหมาฯ ส่วนปัจจัยอื่นๆที่จะมีผลต่อตลาดหุ้นในระหว่างวัน จะเป็นการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่ไม่แน่นอนว่า BOJ จะปรับลดดอกเบี้ยหรือ QE หรือไม่ ผลการประชุมที่ออกมาประมาณเที่ยงของวันนี้ จึงมีผลต่อตลาดมากพอควร
ด้านกลยุทธ์การลงทุน แรงซื้อของนักลงทุนต่างประเทศที่มีอย่างต่อเนื่อง จนจับทางไม่ได้ว่าจะจบลงเมื่อใด นักลงทุนอาจเลือกที่จะถือหุ้นแล้วไปรอขายเมื่อตลาดจบ หรือทยอยขายไปเรื่อยๆในหุ้นที่ราคาขึ้นมามาก แต่อย่างไรก็ตามควรพร้อมที่จะขายหุ้นเมื่อตลาดเกิดเปลี่ยนทิศ สำหรับการเข้าเก็งกำไรช่วงสั้นๆ ในวันนี้กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ , อีเล็คทรอนิคส์ และหุ้นที่เป็น Domestic play รวมถึงหุ้นกลุ่มเหล็กบางตัวจากราคาเหล็กที่ปรับตัวสูงขึ้น เป็นกลุ่มที่ บล.KTBST ให้ความสนใจ โดยหุ้นที่แนะนำได้แก่ SAT, KCE ,SVI , CPALL , COM7, UAC , และ TMT มองกรอบดัชนีวันนี้ที่ 1,517-1,530 จุด
ทั้งนี้ เงินที่เข้ามาในตลาดหุ้นจะมาทั้งมาจากต่างประเทศโดยตรง และอาจย้ายมาจากตลาดพันธบัตรที่เข้ามาถือก่อนหน้านี้ ดังนั้นวันนี้ (29 ก.ค.) จึงประเมินว่านักลงทุนกลุ่มนี้ จะยังมีสถานะเป็นซื้อ (net buy) ในเรื่องของโครงการรถไฟไทย-จีน มูลค่าโครงการ 1.79 แสนล้านบาท ที่ถูกกลับมาพูดถึง น่าจะสร้างกระแสในทางบวกต่อเศรษฐกิจไทยเองและหุ้นกลุ่มรับเหมาฯ ส่วนปัจจัยอื่นๆที่จะมีผลต่อตลาดหุ้นในระหว่างวัน จะเป็นการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่ไม่แน่นอนว่า BOJ จะปรับลดดอกเบี้ยหรือ QE หรือไม่ ผลการประชุมที่ออกมาประมาณเที่ยงของวันนี้ จึงมีผลต่อตลาดมากพอควร
ด้านกลยุทธ์การลงทุน แรงซื้อของนักลงทุนต่างประเทศที่มีอย่างต่อเนื่อง จนจับทางไม่ได้ว่าจะจบลงเมื่อใด นักลงทุนอาจเลือกที่จะถือหุ้นแล้วไปรอขายเมื่อตลาดจบ หรือทยอยขายไปเรื่อยๆในหุ้นที่ราคาขึ้นมามาก แต่อย่างไรก็ตามควรพร้อมที่จะขายหุ้นเมื่อตลาดเกิดเปลี่ยนทิศ สำหรับการเข้าเก็งกำไรช่วงสั้นๆ ในวันนี้กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ , อีเล็คทรอนิคส์ และหุ้นที่เป็น Domestic play รวมถึงหุ้นกลุ่มเหล็กบางตัวจากราคาเหล็กที่ปรับตัวสูงขึ้น เป็นกลุ่มที่ บล.KTBST ให้ความสนใจ โดยหุ้นที่แนะนำได้แก่ SAT, KCE ,SVI , CPALL , COM7, UAC , และ TMT มองกรอบดัชนีวันนี้ที่ 1,517-1,530 จุด






