
บล.เคทีบี(ประเทศไทย)มองตลาดหุ้นไทยวันนี้ มีแนวโน้มเดินหน้าต่อ
นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (KTBST) เปิดเผยว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยในวันนี้ (15ก.ค.) จากการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ หรือ BOE ที่ไม่ได้มีการลดดอกเบี้ยหรือปรับเพิ่มวงเงิน QE ซึ่งแม้ว่าจะทำให้ตลาดผิดหวัง แต่มองในทางที่เป็นบวกว่าสถานการณ์ทางการเงินของอังกฤษยังคงดีอยู่ และหากมีการลดดอกเบี้ยอาจไปกดดันต่อค่าเงินปอนด์ให้ร่วงลงไปมากกว่านี้ ตลาดหุ้นจึงควรที่ตอบรับในทางที่เป็นบวกมากกว่า เพราะหากกังวลว่าเงินทุนเคลื่อนย้ายจะน้อยลง ปัจจุบันปริมาณเงินที่ไหลเวียนในตลาดโลกก็มากแล้ว โดยภาพรวมๆ ของตลาดหุ้นทั่วโลกจึงยังคงเป็นบวกจากเม็ดเงินของนักลงทุนที่ยังไหลเข้ามาในตลาดหุ้นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ปัจจัยลบในต่างประเทศ จะไปเป็นเรื่องของราคาน้ำมันดิบที่ทรงๆตัวและลดลงในบางวัน จากความกังวลเรื่องการผลิตน้ำมันเพิ่มของกลุ่ม OPEC และ ตัวเลขสต๊อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯที่ค่อนข้างสูง แต่คาดว่าจะกระทบเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตน้ำมัน มากกว่าหุ้นในสายสินค้าโภคภัณฑ์ตัวอื่นๆ
ด้านปัจจัยในประเทศ วันนี้คงต้องไปรอดูการตอบรับของราคาหุ้นกลุ่มเช่าซื้อหลังเข้าพบสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) วานนี้(14 ก.ค.) ซึ่งยังไม่มีข้อสรุป แต่หากมีการปรับลดดอกเบี้ยค่าปรับจ่ายล่าช้า ลงเหลือ 15% จริง ผลกระทบต่อบริษัทที่เรียกเก็บเงินตามกฎอยู่แล้ว จะมีผลกระทบเล็กน้อย (S11 เราคำนวณได้ 1-1.5% ของกำไร) ภาพของตลาดหุ้นไทยวันนี้ จึงมีแนวโน้มที่จะเดินหน้าต่อ แต่ระดับการบวกจะไม่มากนัก เพราะนักลงทุนบางส่วนจะชะลอการซื้อขายก่อนเข้าวันหยุดยาว แต่ตลาดจะมีความผันผวนสูงจากการเข้ามาเก็งกำไรช่วงสั้นๆ และปัจจัยที่จะมีผลระหว่างวันจะเป็นทิศทางตลาดหุ้นเอเซียต่อผลการประชุม BOE และตัวเลขเศรษฐกิจของจีน 3 ตัว คือ GDP ไตรมาส 2 ที่คาดว่าจะขยายตัว 6.6% และตัวเลขปล่อยกู้ใหม่และตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรม
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนจากกระแสเงินลงทุนที่มีแนวโน้มเข้ามาในตลาดต่อหลังผ่านการประชุม BOE ไปแล้วและทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศปรับตัวสูงขึ้น แม้เราจะยังแนะนำให้รอดูสถานการณ์ หรือถือหุ้น เพื่อให้ผ่านวันหยุดไปก่อน แต่นักลงทุนสามารถเข้าเก็งกำไรช่วงสั้นๆ ในหุ้นที่นักลงทุนต่างประเทศหรือนักลงทุนสถาบันฯเข้าลงทุน มองกรอบดัชนีวันที่ 1,478-1,493 สำหรับหุ้นกลุ่มที่คาดว่า จะได้รับความสนใจจากนักลงทุน ประกอบด้วย BANPU , IVL , TOP , ASP , TACC
ส่วนหุ้นที่ บล .เคทีบี ให้ความสนใจ คือ BDMS (ราคาปิด 23.20 บาท; ราคาที่เหมาะสมโดย KTBST 24.10 บาท) จากประเด็นเรื่องที่ว่าในปีหน้า รพ.เปาโล (พหลโยธิน) ที่ BDMS ถือหุ้นอยู่ 100% จะยกเลิกคนไข้ประกันสังคมทั้งหมดที่มีอยู่ประมาณ 1.2-1.3 แสนราย ซึ่งประเมินว่าเรื่องนี้มีผลกระทบต่อ BDMS น้อยมาก โดยในปีนี้เครือ รพ.กรุงเทพ มีแผนเปิดโรงพยาบาลใหม่ 2 แห่ง โดยอยู่ระหว่างก่อสร้าง รพ.กรุงเทพสุราษฎร์ธานี ขนาด 150 เตียง คาดว่าจะสร้างเสร็จภายในปีนี้ ส่วนอีกแห่งคือ รพ.กรุงเทพเชียงราย ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการออกแบบ จะส่งผลให้สิ้นปีนี้จะมีโรงพยาบาลในเครือ รพ.กรุงเทพทั้งสิ้น 44 แห่ง และมีจำนวนเตียง 7,819 เตียง
โดย BDMS อยู่ระหว่างก่อสร้าง BDMS Center of Excellence Network (COE) หรือฟีนิกซ์ ตั้งงบลงทุนไว้ที่ 4,000 ล้านบาท คาดว่าจะเสร็จในอีก 2 ปี ซึ่งจะช่วยขยายฐานลูกค้า Medical Tourism จากเอเชีย-แปซิฟิก และเพิ่มศักยภาพให้เทียบเท่ากับโรงพยาบาลในสหรัฐฯและเยอรมนี ขณะที่ผู้บริหารโรงพยาบาลเปิดเผยว่า บริษัทฯกำลังเร่งขยายธุรกิจในส่วนของ Non-Hospital ซึ่งปัจจุบันยังมีสัดส่วนค่อนข้างน้อย โดยปีนี้ตั้งเป้าโต 35% คาดว่าธุรกิจในส่วนนี้จะช่วยผลักดันกำไรของบริษัทฯได้ และมีแผนขยายสาขาร้านยาเซฟดรักให้ครบ 150 สาขา จากปัจจุบัน 111 สาขา อีกทั้งยังเข้าไปถือหุ้นผ่านบริษัทย่อยในสัดส่วน 44.67% ในบมจ. เยเนอรัล ฮอสปิตัล โปรดัคส์ ที่ทำธุรกิจผลิตน้ำเกลือ น้ำตาลกลูโคส และเวชภัณฑ์อื่นๆ
ดังนั้นเราคาดว่ารายได้ของ BDMS ยังเติบโตได้ในระดับปกติที่ 10% จากปริมาณผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นทั้งชาวไทยและต่างชาติ ซึ่งเป็นผลมาจากการมีเครือข่ายโรงพยาบาลที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ส่งผลให้แนวโน้ม EBITDA Margin ปรับตัวดีขึ้น
ด้านปัจจัยในประเทศ วันนี้คงต้องไปรอดูการตอบรับของราคาหุ้นกลุ่มเช่าซื้อหลังเข้าพบสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) วานนี้(14 ก.ค.) ซึ่งยังไม่มีข้อสรุป แต่หากมีการปรับลดดอกเบี้ยค่าปรับจ่ายล่าช้า ลงเหลือ 15% จริง ผลกระทบต่อบริษัทที่เรียกเก็บเงินตามกฎอยู่แล้ว จะมีผลกระทบเล็กน้อย (S11 เราคำนวณได้ 1-1.5% ของกำไร) ภาพของตลาดหุ้นไทยวันนี้ จึงมีแนวโน้มที่จะเดินหน้าต่อ แต่ระดับการบวกจะไม่มากนัก เพราะนักลงทุนบางส่วนจะชะลอการซื้อขายก่อนเข้าวันหยุดยาว แต่ตลาดจะมีความผันผวนสูงจากการเข้ามาเก็งกำไรช่วงสั้นๆ และปัจจัยที่จะมีผลระหว่างวันจะเป็นทิศทางตลาดหุ้นเอเซียต่อผลการประชุม BOE และตัวเลขเศรษฐกิจของจีน 3 ตัว คือ GDP ไตรมาส 2 ที่คาดว่าจะขยายตัว 6.6% และตัวเลขปล่อยกู้ใหม่และตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรม
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนจากกระแสเงินลงทุนที่มีแนวโน้มเข้ามาในตลาดต่อหลังผ่านการประชุม BOE ไปแล้วและทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศปรับตัวสูงขึ้น แม้เราจะยังแนะนำให้รอดูสถานการณ์ หรือถือหุ้น เพื่อให้ผ่านวันหยุดไปก่อน แต่นักลงทุนสามารถเข้าเก็งกำไรช่วงสั้นๆ ในหุ้นที่นักลงทุนต่างประเทศหรือนักลงทุนสถาบันฯเข้าลงทุน มองกรอบดัชนีวันที่ 1,478-1,493 สำหรับหุ้นกลุ่มที่คาดว่า จะได้รับความสนใจจากนักลงทุน ประกอบด้วย BANPU , IVL , TOP , ASP , TACC
ส่วนหุ้นที่ บล .เคทีบี ให้ความสนใจ คือ BDMS (ราคาปิด 23.20 บาท; ราคาที่เหมาะสมโดย KTBST 24.10 บาท) จากประเด็นเรื่องที่ว่าในปีหน้า รพ.เปาโล (พหลโยธิน) ที่ BDMS ถือหุ้นอยู่ 100% จะยกเลิกคนไข้ประกันสังคมทั้งหมดที่มีอยู่ประมาณ 1.2-1.3 แสนราย ซึ่งประเมินว่าเรื่องนี้มีผลกระทบต่อ BDMS น้อยมาก โดยในปีนี้เครือ รพ.กรุงเทพ มีแผนเปิดโรงพยาบาลใหม่ 2 แห่ง โดยอยู่ระหว่างก่อสร้าง รพ.กรุงเทพสุราษฎร์ธานี ขนาด 150 เตียง คาดว่าจะสร้างเสร็จภายในปีนี้ ส่วนอีกแห่งคือ รพ.กรุงเทพเชียงราย ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการออกแบบ จะส่งผลให้สิ้นปีนี้จะมีโรงพยาบาลในเครือ รพ.กรุงเทพทั้งสิ้น 44 แห่ง และมีจำนวนเตียง 7,819 เตียง
โดย BDMS อยู่ระหว่างก่อสร้าง BDMS Center of Excellence Network (COE) หรือฟีนิกซ์ ตั้งงบลงทุนไว้ที่ 4,000 ล้านบาท คาดว่าจะเสร็จในอีก 2 ปี ซึ่งจะช่วยขยายฐานลูกค้า Medical Tourism จากเอเชีย-แปซิฟิก และเพิ่มศักยภาพให้เทียบเท่ากับโรงพยาบาลในสหรัฐฯและเยอรมนี ขณะที่ผู้บริหารโรงพยาบาลเปิดเผยว่า บริษัทฯกำลังเร่งขยายธุรกิจในส่วนของ Non-Hospital ซึ่งปัจจุบันยังมีสัดส่วนค่อนข้างน้อย โดยปีนี้ตั้งเป้าโต 35% คาดว่าธุรกิจในส่วนนี้จะช่วยผลักดันกำไรของบริษัทฯได้ และมีแผนขยายสาขาร้านยาเซฟดรักให้ครบ 150 สาขา จากปัจจุบัน 111 สาขา อีกทั้งยังเข้าไปถือหุ้นผ่านบริษัทย่อยในสัดส่วน 44.67% ในบมจ. เยเนอรัล ฮอสปิตัล โปรดัคส์ ที่ทำธุรกิจผลิตน้ำเกลือ น้ำตาลกลูโคส และเวชภัณฑ์อื่นๆ
ดังนั้นเราคาดว่ารายได้ของ BDMS ยังเติบโตได้ในระดับปกติที่ 10% จากปริมาณผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นทั้งชาวไทยและต่างชาติ ซึ่งเป็นผลมาจากการมีเครือข่ายโรงพยาบาลที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ส่งผลให้แนวโน้ม EBITDA Margin ปรับตัวดีขึ้น






