
จับตาการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ของกัมพูชาที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ภายใต้ยุทธศาสตร์ Thailand+1
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกบทวิเคราะห์เรื่อง จับตาการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ของกัมพูชาที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ภายใต้ยุทธศาสตร์ Thailand+1
ประเด็นสำคัญ
•ภายใต้ข้อจำกัดที่มากขึ้นสำหรับการส่งออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งเป็นสินค้าที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกัมพูชา ทำให้ทางการกัมพูชาจำเป็นต้องเพิ่มความหลากหลายให้กับภาคการส่งออกและยกระดับภาคการผลิต ผ่านการดึงดูด FDI ในสาขาการผลิตอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์จากญี่ปุ่นมากขึ้น
•ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าในปี 2568 สัดส่วนการส่งออกสินค้าในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมไปถึงจักรยานและชิ้นส่วนยานยนต์จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 10 และร้อยละ 14 จากเพียงร้อยละ 4 และร้อยละ 6 ในปี 2558 ตามลำดับ ในขณะที่ การส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มจะยังมีบทบาทสำคัญต่อภาคการส่งออก และคงเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
•ทั้งนี้ การเกิดขึ้นของอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ในกัมพูชา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจาก การลงทุนของญี่ปุ่นนี้ อาจทำให้ผู้ประกอบการไทยที่เกี่ยวข้องต้องเผชิญกับแรงกดดันในด้านการจัดการต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นผลให้ต้องมีการปรับตัวหรือพิจารณาย้ายเข้าไปลงทุนในกัมพูชา โดยเฉพาะการผลิตชิ้นส่วนที่ใช้แรงงานเข้มข้น เพื่อใช้ประโยชน์จากค่าแรงที่ยังถูกกว่าไทย ควบคู่ไปกับการรักษาฐานลูกค้าเดิมที่น่าจะทยอยเข้าไปลงทุนในกัมพูชามากขึ้นในระยะข้างหน้า
จากการที่ Cambodia-Japan Association for Business and Investment รายงานว่า ในไตรมาสแรกของปี 2559 ที่ผ่านมา มีบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นได้เริ่มต้นดำเนินธุรกิจในกัมพูชาทั้งหมดกว่า 262 บริษัท เพิ่มขึ้นร้อยละ 40 (YoY) สะท้อนความสำคัญของกัมพูชาในการเป็นอีกหนึ่งฐานการลงทุนสำหรับนักลงทุนญี่ปุ่นในภูมิภาค ในขณะเดียวกัน การหลั่งไหลเข้ามาของ FDI ญี่ปุ่น ซึ่งส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ในภาคการผลิต โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนยานยนต์ ยังจะช่วยเพิ่มความหลากหลายให้กับสินค้าส่งออกกัมพูชา สอดคล้องกับนโยบายของทางการกัมพูชาที่ต้องการจะลดบทบาทและการพึ่งพิงทางเศรษฐกิจที่มีต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ทั้งในภาคการส่งออก การจ้างงานและระบบเศรษฐกิจโดยรวม
ทั้งนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมา กัมพูชาขับเคลื่อนด้วยภาคการส่งออกเป็นหลัก ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 64 ของ GDP ในปี 2557 โดยสินค้าส่งออกประมาณร้อยละ 78 เป็นสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อันเป็นสินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้นและมีมูลค่าเพิ่มภายในประเทศต่ำ ทว่า ภายใต้ข้อจำกัดที่มากขึ้น การยกระดับภาคการผลิตและลดการพึ่งพิงอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ผ่านการดึงดูด FDI ในสาขาการผลิตอื่นๆ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยรักษาความสามารถทางการแข่งขันของกัมพูชา อย่างไรก็ดี การหลั่งไหลเข้าไปของ FDI โดยเฉพาะจากญี่ปุ่นในอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์นี้ เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า การผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่เคยกระจุกอยู่แต่ในไทย เริ่มมีการกระจายการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ อาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทยที่เกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญต่อไป
อุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ในกัมพูชาขยายตัวต่อเนื่อง จากการลงทุนของญี่ปุ่นภายใต้ยุทธศาสตร์ Thailand+1
สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกัมพูชาเป็นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ทว่า การที่ตลาดส่งออกหลักของกัมพูชาอาทิ สหภาพยุโรปที่กำลังอยู่ในช่วงสภาวะเศรษฐกิจเปราะบาง ขณะที่ กำลังซื้อของสหรัฐฯ ก็ยังไม่ได้กลับมาแข่งแกร่ง ประกอบกับการเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มในเมียนมา ความกดดันภายในประเทศด้านค่าจ้างแรงงาน และการที่กัมพูชากำลังจะถูกเลื่อนสถานะจากประเทศด้อยพัฒนา (Least developed country) มาเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างต่ำ (Lower-Middle Income Country) ซึ่งมีโอกาสทำให้กัมพูชาสูญเสียสิทธิพิเศษในการส่งออกสินค้าไปยังสหภาพยุโรปภายใต้โครงการ “Everything But Arms (EBA) ” มาเป็นสิทธิพิเศษ GSP แทน คงทำให้อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มอันเป็นอุตสาหกรรมหลักของกัมพูชา จะต้องเผชิญกับโจทย์การส่งออกที่ยากขึ้นในอนาคตข้างหน้า
ทั้งนี้ ทางการกัมพูชาจึงมีนโยบายที่จะลดความเสี่ยงดังกล่าว โดยเพิ่มความหลากหลายให้กับภาคส่งออกและลดการพึ่งพิงสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม สะท้อนจากสัดส่วนการส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่ลดลงจากร้อยละ 81 ในปี 2553 มาเป็นร้อยละ 63 ในปี 2558 ในขณะเดียวกัน สัดส่วนสินค้าส่งออกในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนจักรยานและชิ้นส่วนยานยนต์ได้ปรับเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 4 และร้อยละ 6 จากเพียงร้อยละ 0 และร้อยละ 2 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ตามลำดับในช่วงเวลาเดียวกัน โดยสินค้าส่งออกของทั้งสองกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ได้แก่ ส่วนประกอบกล้องและกล้องวีดีโอ (HS 8529) ลวดและสายเคเบิล (HS 8544) มอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (HS 8501) จักรยาน (HS 8712) และชิ้นส่วนเบาะ (HS 9041) เป็นต้น
ทั้งนี้ ความหลากหลายของสินค้าส่งออกที่เพิ่มขึ้นของกัมพูชาคงจะมาจากปัจจัยดังต่อไปนี้
1.FDI จากญี่ปุ่นที่ส่วนใหญ่อยู่ในภาคการผลิตเข้ามาลงทุนในกัมพูชา ตามยุทธศาสตร์ Thailand+1 โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เพื่อใช้กัมพูชาเป็นส่วนขยายเพิ่มเติมจากฐานการผลิตในไทย ผ่านการใช้ประโยชน์จากการยกเลิกภาษีศุลกากรระหว่างไทยและกัมพูชาในฐานะสมาชิกอาเซียน ประกอบกับค่าจ้างแรงงานที่ถูกกว่าไทยอยู่มาก เพื่อผลิตสินค้าที่ต้องใช้แรงงานเข้มข้นและส่งกลับไปยังฐานการผลิตในไทย อันเป็นผลให้สัดส่วน FDI สะสมของญี่ปุ่นในช่วงปี 2554-2558 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 5.5 จากเพียงร้อยละ 0.7 ในช่วงปี 2537-2553 ของมูลค่า FDI สะสมทั้งหมด ทั้งนี้ แม้สัดส่วนการลงทุนจะน้อยกว่าจีน เวียดนาม เกาหลีใต้และมาเลเซีย แต่การลงทุนของประเทศข้างต้นส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคเกษตร การบริการและอสังหาริมทรัพย์ เป็นหลัก
2. การเชื่อมโยงภาคการผลิตของกัมพูชาเข้ากับเครือข่ายการผลิตภายในภูมิภาค ตามแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมปี 2558-2568 (Industrial Development Policy 2015-2025) ของทางการกัมพูชา ผ่านการพัฒนาเส้นทางการคมนาคมขนส่งเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษรอบๆพื้นที่ชายแดน ตลอดจนส่งเสริมการลงทุนในสาขาอื่นๆ ที่นอกเหนือจากสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม คงทำให้กัมพูชามีความน่าสนใจที่จะเป็นฐานการผลิต เพื่อเชื่อมต่อกับภาคการผลิตในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย สะท้อนจากมูลค่าการนำเข้าสินค้าของไทยจากกัมพูชาขยายตัวโดยเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ร้อยละ 41 ระหว่างปี 2554-2558 และสินค้าที่นำเข้าส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าขั้นกลางน้ำ
3.การดึงดูดแรงงานส่วนเกินในภาคเกษตร ซึ่งเป็นภาคที่มีจำนวนแรงงานมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 45.3 ของแรงงานทั้งหมดภายในประเทศ หรือกว่า 3.9 ล้านคนในปี 2557 ที่ยังมีทักษะต่างๆในระดับต่ำเข้ามาพัฒนาในศูนย์ฝึกทักษะแรงงานของเขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆ ภายในประเทศ คงจะช่วยให้แรงงานกัมพูชามีความพร้อมและจำนวนมากพอที่จะรองรับภาคการผลิตที่กำลังเติบโตมากขึ้น นอกจากนี้ การตั้งเขตเศรษฐกิจในพื้นที่รอบๆ ชายแดน ก็เป็นอีกกลยุทธ์สำคัญในการดึงดูดแรงงานที่ข้ามไปทำงานยังต่างประเทศ ซึ่งได้รับการพัฒนาทักษะมาแล้วระดับหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไทยกลับเข้ามาทำงานในประเทศมากขึ้น ทว่า อาจต้องอาศัยระยะเวลาพอสมควร เนื่องจากค่าแรงระหว่างไทยกับกัมพูชายังต่างกันอยู่มาก
อนึ่ง การใช้จุดแข็งในด้านต่างๆ นี้ คงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของภาคการผลิตในกัมพูชา โดยชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์จะมีบทบาทต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกัมพูชามากขึ้น ในขณะที่ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มก็ยังคงมีความสำคัญ และคงเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากเดิม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงคาดว่าในปี 2568 สัดส่วนการส่งออกสินค้าในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมไปถึงจักรยานและชิ้นส่วนยานยนต์จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 10 และร้อยละ 14 จากเพียงร้อยละ 4 และร้อยละ 6 ในปี 2558 ในขณะที่ การส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม จะยังมีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ทั้งนี้ หากในระยะยาว กัมพูชาสามารถดึงดูด FDI ที่เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ ประกอบกับพัฒนาทักษะแรงงานตามความต้องการของตลาดได้ ก็คงทำให้กัมพูชากลายเป็นฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ที่สำคัญ เพื่อเชื่อมต่อกับฐานการผลิตรถยนต์ต่างๆ ภายในภูมิภาคที่นอกเหนือจากไทยอย่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย เนื่องจากปัจจุบันชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มีความสำคัญต่อการพัฒนาโมเดลรถยนต์ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้มากขึ้น
การเกิดขึ้นของอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในกัมพูชา อาจทำให้ผู้ประกอบการไทยที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องมีการปรับตัว โดยเฉพาะด้านการจัดการต้นทุนที่ต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ความพยายามของทางการกัมพูชาในการยกระดับภาคการผลิต ประกอบการเร่งพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะเขตเศรษฐกิจพิเศษซันโค-ปอยเปต (Sanco-Poipet Special Economic Zone) เพื่อเป็นคลัสเตอร์สำหรับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์โดยภาคเอกชนญี่ปุ่นและกัมพูชานี้ คงจะยิ่งทำให้กัมพูชามีความพร้อมสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ยิ่งขึ้นจากเดิมที่มีการขยายตัวในระดับค่อนข้างสูงอยู่แล้ว สะท้อนจากอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ของกลุ่มสินค้าส่งออกอย่างชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนจักรยานและชิ้นส่วนยานยนต์ในช่วงปี 2554-2558 ที่ร้อยละ 174.2 และร้อยละ 58.9 ตามลำดับ
อย่างไรก็ดี การขยายตัวของอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ในกัมพูชานี้ ยังคงขึ้นอยู่กับฐานการผลิตยานยนต์ในไทยเป็นหลัก เนื่องจากการเกิดขึ้นของอุตสาหกรรมการผลิตดังกล่าวเป็นผลจากการโยกย้ายการผลิตบางส่วนที่ใช้แรงงานเข้มข้นในไทยไปยังกัมพูชา เพื่อลดต้นทุนการผลิตตามนโยบายของผู้ผลิตยานยนต์ญี่ปุ่น สะท้อนจากการเข้าไปลงทุนของบริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่นระดับเทียร์ 1 เพื่อผลิตชิ้นส่วนเบาะ ตลอดจนมอเตอร์สำหรับยานยนต์ในกัมพูชา และส่งกลับมายังฐานการผลิตในไทย ดังนั้น การเกิดขึ้นในข้างต้นนี้ อาจสร้างแรงกดดันให้กับผู้ประกอบการไทย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในระดับเทียร์ 2 และ 3 ในด้านการบริหารจัดการต้นทุนที่จำเป็นต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น อันทำให้ต้องมีการปรับตัวหรือพิจารณาเข้าไปลงทุนในกัมพูชา เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ผลิตยานยนต์ ควบคู่ไปกับการรักษาฐานลูกค้าเดิมที่คาดว่าจะทยอยเข้าไปในกัมพูชามากขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่ใช้แรงงานเข้มข้น ทั้งนี้ เขตเศรษฐกิจพิเศษที่น่าสนใจไปลงทุนคงเป็น เขตเศรษฐกิจพิเศษพนมเปญ (Phom Phen SEZ) และเขตเศรษฐกิจซันโค-ปอยเปต (Sanco-Poipet SEZ) ซึ่งมีการกระจุกตัวของอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์จากญี่ปุ่นเป็นส่วนใหญ่
โดยสรุป กัมพูชาคงจะกลายเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ของไทยมากขึ้นจากการเข้าไปลงทุนของญี่ปุ่น โดยเฉพาะในชิ้นส่วนที่ใช้แรงงานเข้มข้น ซึ่งคงส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมดังกล่าวต้องมีการปรับตัว มากขึ้น เพื่อรักษาความสามารถทางการแข่งขันในด้านต้นทุนการผลิตที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ควบคู่ไปกับการรักษาฐานลูกค้าเดิมผ่านการเข้าไปลงทุนกัมพูชา อย่างไรก็ดี การเข้าไปลงทุนในกัมพูชานั้นจะต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่าในการดำเนินธุรกิจให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อน เนื่องจากปัจจัยต่างๆที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน เช่น โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่มีความพร้อม ค่าจ้างแรงงานที่ปรับขึ้นบ่อยครั้งและการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะภายในประเทศ อาจส่งผลต่อต้นทุนสำหรับการดำเนินธุรกิจในกัมพูชาอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ แม้การโยกย้ายฐานการผลิตบางส่วนของนักลงทุนญี่ปุ่นในไทยไปยังกัมพูชา โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น จะเป็นเรื่องที่มีการคาดการณ์ไว้แล้ว แต่ในระยะแรกก็อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจที่มีความเชื่อมโยงกับชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ตลอดจนการจ้างงานภายในประเทศ ดังนั้น การยกระดับภาคธุรกิจของผู้ประกอบการไทย ควบคู่ไปกับการพัฒนาฝีมือแรงงานให้สามารถรองรับ FDI ในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ที่มีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยรักษาความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจและภาคการผลิตของไทยในอนาคตต่อไป
ประเด็นสำคัญ
•ภายใต้ข้อจำกัดที่มากขึ้นสำหรับการส่งออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งเป็นสินค้าที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกัมพูชา ทำให้ทางการกัมพูชาจำเป็นต้องเพิ่มความหลากหลายให้กับภาคการส่งออกและยกระดับภาคการผลิต ผ่านการดึงดูด FDI ในสาขาการผลิตอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์จากญี่ปุ่นมากขึ้น
•ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าในปี 2568 สัดส่วนการส่งออกสินค้าในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมไปถึงจักรยานและชิ้นส่วนยานยนต์จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 10 และร้อยละ 14 จากเพียงร้อยละ 4 และร้อยละ 6 ในปี 2558 ตามลำดับ ในขณะที่ การส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มจะยังมีบทบาทสำคัญต่อภาคการส่งออก และคงเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
•ทั้งนี้ การเกิดขึ้นของอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ในกัมพูชา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจาก การลงทุนของญี่ปุ่นนี้ อาจทำให้ผู้ประกอบการไทยที่เกี่ยวข้องต้องเผชิญกับแรงกดดันในด้านการจัดการต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นผลให้ต้องมีการปรับตัวหรือพิจารณาย้ายเข้าไปลงทุนในกัมพูชา โดยเฉพาะการผลิตชิ้นส่วนที่ใช้แรงงานเข้มข้น เพื่อใช้ประโยชน์จากค่าแรงที่ยังถูกกว่าไทย ควบคู่ไปกับการรักษาฐานลูกค้าเดิมที่น่าจะทยอยเข้าไปลงทุนในกัมพูชามากขึ้นในระยะข้างหน้า
จากการที่ Cambodia-Japan Association for Business and Investment รายงานว่า ในไตรมาสแรกของปี 2559 ที่ผ่านมา มีบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นได้เริ่มต้นดำเนินธุรกิจในกัมพูชาทั้งหมดกว่า 262 บริษัท เพิ่มขึ้นร้อยละ 40 (YoY) สะท้อนความสำคัญของกัมพูชาในการเป็นอีกหนึ่งฐานการลงทุนสำหรับนักลงทุนญี่ปุ่นในภูมิภาค ในขณะเดียวกัน การหลั่งไหลเข้ามาของ FDI ญี่ปุ่น ซึ่งส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ในภาคการผลิต โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนยานยนต์ ยังจะช่วยเพิ่มความหลากหลายให้กับสินค้าส่งออกกัมพูชา สอดคล้องกับนโยบายของทางการกัมพูชาที่ต้องการจะลดบทบาทและการพึ่งพิงทางเศรษฐกิจที่มีต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ทั้งในภาคการส่งออก การจ้างงานและระบบเศรษฐกิจโดยรวม
ทั้งนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมา กัมพูชาขับเคลื่อนด้วยภาคการส่งออกเป็นหลัก ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 64 ของ GDP ในปี 2557 โดยสินค้าส่งออกประมาณร้อยละ 78 เป็นสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อันเป็นสินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้นและมีมูลค่าเพิ่มภายในประเทศต่ำ ทว่า ภายใต้ข้อจำกัดที่มากขึ้น การยกระดับภาคการผลิตและลดการพึ่งพิงอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ผ่านการดึงดูด FDI ในสาขาการผลิตอื่นๆ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยรักษาความสามารถทางการแข่งขันของกัมพูชา อย่างไรก็ดี การหลั่งไหลเข้าไปของ FDI โดยเฉพาะจากญี่ปุ่นในอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์นี้ เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า การผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่เคยกระจุกอยู่แต่ในไทย เริ่มมีการกระจายการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ อาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทยที่เกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญต่อไป
อุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ในกัมพูชาขยายตัวต่อเนื่อง จากการลงทุนของญี่ปุ่นภายใต้ยุทธศาสตร์ Thailand+1
สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกัมพูชาเป็นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ทว่า การที่ตลาดส่งออกหลักของกัมพูชาอาทิ สหภาพยุโรปที่กำลังอยู่ในช่วงสภาวะเศรษฐกิจเปราะบาง ขณะที่ กำลังซื้อของสหรัฐฯ ก็ยังไม่ได้กลับมาแข่งแกร่ง ประกอบกับการเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มในเมียนมา ความกดดันภายในประเทศด้านค่าจ้างแรงงาน และการที่กัมพูชากำลังจะถูกเลื่อนสถานะจากประเทศด้อยพัฒนา (Least developed country) มาเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างต่ำ (Lower-Middle Income Country) ซึ่งมีโอกาสทำให้กัมพูชาสูญเสียสิทธิพิเศษในการส่งออกสินค้าไปยังสหภาพยุโรปภายใต้โครงการ “Everything But Arms (EBA) ” มาเป็นสิทธิพิเศษ GSP แทน คงทำให้อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มอันเป็นอุตสาหกรรมหลักของกัมพูชา จะต้องเผชิญกับโจทย์การส่งออกที่ยากขึ้นในอนาคตข้างหน้า
ทั้งนี้ ทางการกัมพูชาจึงมีนโยบายที่จะลดความเสี่ยงดังกล่าว โดยเพิ่มความหลากหลายให้กับภาคส่งออกและลดการพึ่งพิงสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม สะท้อนจากสัดส่วนการส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่ลดลงจากร้อยละ 81 ในปี 2553 มาเป็นร้อยละ 63 ในปี 2558 ในขณะเดียวกัน สัดส่วนสินค้าส่งออกในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนจักรยานและชิ้นส่วนยานยนต์ได้ปรับเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 4 และร้อยละ 6 จากเพียงร้อยละ 0 และร้อยละ 2 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ตามลำดับในช่วงเวลาเดียวกัน โดยสินค้าส่งออกของทั้งสองกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ได้แก่ ส่วนประกอบกล้องและกล้องวีดีโอ (HS 8529) ลวดและสายเคเบิล (HS 8544) มอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (HS 8501) จักรยาน (HS 8712) และชิ้นส่วนเบาะ (HS 9041) เป็นต้น
ทั้งนี้ ความหลากหลายของสินค้าส่งออกที่เพิ่มขึ้นของกัมพูชาคงจะมาจากปัจจัยดังต่อไปนี้
1.FDI จากญี่ปุ่นที่ส่วนใหญ่อยู่ในภาคการผลิตเข้ามาลงทุนในกัมพูชา ตามยุทธศาสตร์ Thailand+1 โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เพื่อใช้กัมพูชาเป็นส่วนขยายเพิ่มเติมจากฐานการผลิตในไทย ผ่านการใช้ประโยชน์จากการยกเลิกภาษีศุลกากรระหว่างไทยและกัมพูชาในฐานะสมาชิกอาเซียน ประกอบกับค่าจ้างแรงงานที่ถูกกว่าไทยอยู่มาก เพื่อผลิตสินค้าที่ต้องใช้แรงงานเข้มข้นและส่งกลับไปยังฐานการผลิตในไทย อันเป็นผลให้สัดส่วน FDI สะสมของญี่ปุ่นในช่วงปี 2554-2558 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 5.5 จากเพียงร้อยละ 0.7 ในช่วงปี 2537-2553 ของมูลค่า FDI สะสมทั้งหมด ทั้งนี้ แม้สัดส่วนการลงทุนจะน้อยกว่าจีน เวียดนาม เกาหลีใต้และมาเลเซีย แต่การลงทุนของประเทศข้างต้นส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคเกษตร การบริการและอสังหาริมทรัพย์ เป็นหลัก
2. การเชื่อมโยงภาคการผลิตของกัมพูชาเข้ากับเครือข่ายการผลิตภายในภูมิภาค ตามแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมปี 2558-2568 (Industrial Development Policy 2015-2025) ของทางการกัมพูชา ผ่านการพัฒนาเส้นทางการคมนาคมขนส่งเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษรอบๆพื้นที่ชายแดน ตลอดจนส่งเสริมการลงทุนในสาขาอื่นๆ ที่นอกเหนือจากสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม คงทำให้กัมพูชามีความน่าสนใจที่จะเป็นฐานการผลิต เพื่อเชื่อมต่อกับภาคการผลิตในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย สะท้อนจากมูลค่าการนำเข้าสินค้าของไทยจากกัมพูชาขยายตัวโดยเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ร้อยละ 41 ระหว่างปี 2554-2558 และสินค้าที่นำเข้าส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าขั้นกลางน้ำ
3.การดึงดูดแรงงานส่วนเกินในภาคเกษตร ซึ่งเป็นภาคที่มีจำนวนแรงงานมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 45.3 ของแรงงานทั้งหมดภายในประเทศ หรือกว่า 3.9 ล้านคนในปี 2557 ที่ยังมีทักษะต่างๆในระดับต่ำเข้ามาพัฒนาในศูนย์ฝึกทักษะแรงงานของเขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆ ภายในประเทศ คงจะช่วยให้แรงงานกัมพูชามีความพร้อมและจำนวนมากพอที่จะรองรับภาคการผลิตที่กำลังเติบโตมากขึ้น นอกจากนี้ การตั้งเขตเศรษฐกิจในพื้นที่รอบๆ ชายแดน ก็เป็นอีกกลยุทธ์สำคัญในการดึงดูดแรงงานที่ข้ามไปทำงานยังต่างประเทศ ซึ่งได้รับการพัฒนาทักษะมาแล้วระดับหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไทยกลับเข้ามาทำงานในประเทศมากขึ้น ทว่า อาจต้องอาศัยระยะเวลาพอสมควร เนื่องจากค่าแรงระหว่างไทยกับกัมพูชายังต่างกันอยู่มาก
อนึ่ง การใช้จุดแข็งในด้านต่างๆ นี้ คงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของภาคการผลิตในกัมพูชา โดยชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์จะมีบทบาทต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกัมพูชามากขึ้น ในขณะที่ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มก็ยังคงมีความสำคัญ และคงเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากเดิม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงคาดว่าในปี 2568 สัดส่วนการส่งออกสินค้าในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมไปถึงจักรยานและชิ้นส่วนยานยนต์จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 10 และร้อยละ 14 จากเพียงร้อยละ 4 และร้อยละ 6 ในปี 2558 ในขณะที่ การส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม จะยังมีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ทั้งนี้ หากในระยะยาว กัมพูชาสามารถดึงดูด FDI ที่เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ ประกอบกับพัฒนาทักษะแรงงานตามความต้องการของตลาดได้ ก็คงทำให้กัมพูชากลายเป็นฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ที่สำคัญ เพื่อเชื่อมต่อกับฐานการผลิตรถยนต์ต่างๆ ภายในภูมิภาคที่นอกเหนือจากไทยอย่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย เนื่องจากปัจจุบันชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มีความสำคัญต่อการพัฒนาโมเดลรถยนต์ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้มากขึ้น
การเกิดขึ้นของอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในกัมพูชา อาจทำให้ผู้ประกอบการไทยที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องมีการปรับตัว โดยเฉพาะด้านการจัดการต้นทุนที่ต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ความพยายามของทางการกัมพูชาในการยกระดับภาคการผลิต ประกอบการเร่งพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะเขตเศรษฐกิจพิเศษซันโค-ปอยเปต (Sanco-Poipet Special Economic Zone) เพื่อเป็นคลัสเตอร์สำหรับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์โดยภาคเอกชนญี่ปุ่นและกัมพูชานี้ คงจะยิ่งทำให้กัมพูชามีความพร้อมสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ยิ่งขึ้นจากเดิมที่มีการขยายตัวในระดับค่อนข้างสูงอยู่แล้ว สะท้อนจากอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ของกลุ่มสินค้าส่งออกอย่างชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนจักรยานและชิ้นส่วนยานยนต์ในช่วงปี 2554-2558 ที่ร้อยละ 174.2 และร้อยละ 58.9 ตามลำดับ
อย่างไรก็ดี การขยายตัวของอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ในกัมพูชานี้ ยังคงขึ้นอยู่กับฐานการผลิตยานยนต์ในไทยเป็นหลัก เนื่องจากการเกิดขึ้นของอุตสาหกรรมการผลิตดังกล่าวเป็นผลจากการโยกย้ายการผลิตบางส่วนที่ใช้แรงงานเข้มข้นในไทยไปยังกัมพูชา เพื่อลดต้นทุนการผลิตตามนโยบายของผู้ผลิตยานยนต์ญี่ปุ่น สะท้อนจากการเข้าไปลงทุนของบริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่นระดับเทียร์ 1 เพื่อผลิตชิ้นส่วนเบาะ ตลอดจนมอเตอร์สำหรับยานยนต์ในกัมพูชา และส่งกลับมายังฐานการผลิตในไทย ดังนั้น การเกิดขึ้นในข้างต้นนี้ อาจสร้างแรงกดดันให้กับผู้ประกอบการไทย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในระดับเทียร์ 2 และ 3 ในด้านการบริหารจัดการต้นทุนที่จำเป็นต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น อันทำให้ต้องมีการปรับตัวหรือพิจารณาเข้าไปลงทุนในกัมพูชา เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ผลิตยานยนต์ ควบคู่ไปกับการรักษาฐานลูกค้าเดิมที่คาดว่าจะทยอยเข้าไปในกัมพูชามากขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่ใช้แรงงานเข้มข้น ทั้งนี้ เขตเศรษฐกิจพิเศษที่น่าสนใจไปลงทุนคงเป็น เขตเศรษฐกิจพิเศษพนมเปญ (Phom Phen SEZ) และเขตเศรษฐกิจซันโค-ปอยเปต (Sanco-Poipet SEZ) ซึ่งมีการกระจุกตัวของอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์จากญี่ปุ่นเป็นส่วนใหญ่
โดยสรุป กัมพูชาคงจะกลายเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ของไทยมากขึ้นจากการเข้าไปลงทุนของญี่ปุ่น โดยเฉพาะในชิ้นส่วนที่ใช้แรงงานเข้มข้น ซึ่งคงส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมดังกล่าวต้องมีการปรับตัว มากขึ้น เพื่อรักษาความสามารถทางการแข่งขันในด้านต้นทุนการผลิตที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ควบคู่ไปกับการรักษาฐานลูกค้าเดิมผ่านการเข้าไปลงทุนกัมพูชา อย่างไรก็ดี การเข้าไปลงทุนในกัมพูชานั้นจะต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่าในการดำเนินธุรกิจให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อน เนื่องจากปัจจัยต่างๆที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน เช่น โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่มีความพร้อม ค่าจ้างแรงงานที่ปรับขึ้นบ่อยครั้งและการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะภายในประเทศ อาจส่งผลต่อต้นทุนสำหรับการดำเนินธุรกิจในกัมพูชาอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ แม้การโยกย้ายฐานการผลิตบางส่วนของนักลงทุนญี่ปุ่นในไทยไปยังกัมพูชา โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น จะเป็นเรื่องที่มีการคาดการณ์ไว้แล้ว แต่ในระยะแรกก็อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจที่มีความเชื่อมโยงกับชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ตลอดจนการจ้างงานภายในประเทศ ดังนั้น การยกระดับภาคธุรกิจของผู้ประกอบการไทย ควบคู่ไปกับการพัฒนาฝีมือแรงงานให้สามารถรองรับ FDI ในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ที่มีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยรักษาความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจและภาคการผลิตของไทยในอนาคตต่อไป






