
ทลายเครือข่ายทัวร์นอกรีต ล้อมคอกต่างชาติฮุบท่องเที่ยวไทย
ปฏิบัติการสนธิกำลังของเจ้าหน้าที่ผู้ที่เกี่ยวข้องบูรณาการ ทั้งตำรวจนํ้า ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจภูธร นายทะเบียนท่องเที่ยว กรมการท่องเที่ยวสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) บุกเข้าจับและยึดเรือ 35 ลำรถบัส 117 คัน ที่ดิน 3แปลง พร้อมอายัดทรัพย์ของบริษัทในเครือข่ายทัวร์จีน “ทรานลี ทราเวิล”ทั้ง 17 บริษัท จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 นับเป็นการเชือดบริษัททัวร์ที่ทำธุรกิจตัวแทนอำพรางหรือนอมินี (Nominee) ครั้งใหญ่สุดเท่าที่เคยปรากฏ
[caption id="attachment_71041" align="aligncenter" width="700"]
ผลการจับกุมมัคคุเทศก์ผิดกฏหมาย[/caption]
หลังเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่านายวีรชัย คำไผ่ประพันธ์กุล และนายกฤชกร รุ่งมงคลนาม เป็นหุ้นส่วนใหญ่ ในบริษัทดังกล่าวและถูกศาลจังหวัดภูเก็ตออกหมายจับในข้อหา เป็นบุคคลต่างด้าวแต่อ้างเป็นบุคคลสัญชาติไทย ให้เจ้าหน้าที่ออกบัตรประชาชนแล้วนำไปจดทะเบียนนิติบุคคลประกอบธุรกิจนำเที่ยว และดำเนินธุรกิจอย่างเป็นล่ำเป็นสันมากว่า 10 ปี จนมีมูลค่าทรัพย์สินร่วมพันล้านบาท
ระบาดหนักหัวเมืองหลักท่องเที่ยว
การปราบปรามนอมินีชนิดถอนรากถอนโคนในครั้งนี้คงมิใช่ครั้งสุดท้ายเพราะปัญหา นอมินี ทัวร์ศูนย์เหรียญ มัคคุเทศก์เถื่อน เป็นปัญหาเรื้อรังมานาน และระบาดหนักในหลายตลาดท่องเที่ยวมิใช่แค่ตลาดจีนเท่านั้น อีกทั้งยังปักหลักสร้างเครือข่ายแอบแฝงอยู่ในเมืองท่องเที่ยวหลักอย่าง พัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ และกทม.เป็นต้น
ทำให้เกิดคำถามว่า? รายได้มหาศาลนับล้านล้านบาทจากการท่องเที่ยวนั้น เงินตกอยู่ในประเทศไทยเท่าไรคุ้มกับธรรมชาติที่สูญเสียไปหรือไม่ อย่างปีนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) คาดว่าจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวถึง 2.4 ล้านล้านบาท มีจำนวนนักท่องเที่ยวกว่า 30 ล้านคน เม็ดเงินเหล่านี้ถูกต่างชาติเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ไปเท่าไร
"บี๊กตู่"สั่งเช็กบิลใน 3 เดือน
เรื่องนี้ นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงมิได้นิ่งนอนใจ สั่งการในเชิงลับมอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เร่งแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนภายใน 3 เดือน โดยทำงานอย่างบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ ทั้งจับกุม ปิดบริษัท เพิกถอนการจดทะเบียนการค้า โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มอบหมายให้ กรมสรรพาการ ไล่เช็กบิลภาษี จนถึงขั้นยึดทรัพย์ ฯลฯ เพื่อจำกัดธุรกิจนอกรีตให้สิ้นซาก
ด้านกระทรวงการท่องเที่ยวฯ รีบขานรับและดำเนินงาน 2 ด้านคู่ขนานกันไปคือ การตรวจจับ มัคคุเทศก์เถื่อน สั่งเพิกถอนใบอนุญาตแก่บริษัทนำเที่ยวที่ทำผิดกฎหมาย ขณะเดียวกันก็ใช้กฎหมายเข้ามาแก้ปัญหาการขายทัวร์ในราคาต่ำกว่าทุนหรือทัวร์ศูนย์เหรียญ โดยการแก้ไขพ.ร.บ. ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 มาตราที่ 31 ที่มีข้อกำหนดห้ามบริษัทนำเที่ยวขายทัวร์ในราคาที่ต่ำกว่าทุนซึ่งเป็นต้นเหตุของขบวนการขายทัวร์ศูนย์เหรียญ
ขายราคาถูกขูดรีดออพชันทัวร์
เนื่องจากที่ผ่านมาตลาดทัวร์จีนได้อาศัยช่องทางที่ว่าคนจีนชอบของถูก จึงง่ายต่อการถูกหลอกให้ซื้อทัวร์ราคาถูกมาเที่ยวเมืองไทย จากนั้นก็มาบังคับให้ซื้อทัวร์นอกโปรแกรม (ออพชันทัวร์) ในราคาแพง เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป หรือพาไปซื้อของในร้านขายของที่ระลึกในเครือข่าย ซึ่งทำกันเป็นขบวนการ เมื่อนักท่องเที่ยวไม่ซื้อของก็จะถูกลอยแพทิ้งกลางทางปล่อยให้อดข้าว อดน้ำ ไม่ให้กุญแจห้องพัก ฯลฯ
แต่การกำหนดราคาทัวร์ขั้นต่ำของกระทรวง ก็ไม่ง่าย เพราะหากกฎหมายมีผลบังคับก็จะครอบคลุมทุกตลาด แม้ในความเป็นจริงตลาดจีนจะมีปัญหามากที่สุดก็ตาม จึงมีเสียงสะท้อนจากผู้ไม่เห็นด้วย โดยยกข้ออ้างสารพัดว่า รายการทัวร์มิใช่สินค้าควบคุมตั้งราคาขั้นต่ำไม่ได้ ราคาทัวร์มีความซับซ้อนและ เป็นกลไกทางการตลาด จนถึงเกรงว่าจะกระทบกับจำนวนนักท่องเที่ยว และไม่เชื่อว่าราคาขั้นต่ำจะแก้ปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญได้ แต่การบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ต่างหากจะแก้ปัญหาได้
ก.การท่องเที่ยวฯไม่สนแรงต้าน
ร้อนถึงนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ต้องออกมาเคลียร์ทันควัน เรียกผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมหารือพร้อมประกาศจุดยืนชัดว่า กฎหมายดังกล่าวต้องออกมามีผลบังคับใช้ ซึ่งจะต้องมีการตั้งราคาทัวร์ขั้นต่ำแน่นอน แต่ถ้าทำไประยะหนึ่งเห็นว่าไม่ได้ผลก็อาจปรับเปลี่ยนได้แต่ย้ำว่าต้องกำหนดราคาขั้นต่ำ
ขณะที่มุมของนายกสมาคมมัคคุเทศก์แห่งประเทศไทย วิโรจน์ สิตประเสริฐนันท์ ให้ความเห็นว่าปัญหาที่ผู้ประกอบการบอกว่าไม่สามารถตั้งราคาทัวร์ขั้นต่ำได้ เพราะหลายอย่างได้มาฟรี เช่น รถบัส เมื่อได้มาฟรีก็ไม่มีต้นทุน ต้องเอาต้นทุนจริงมาเป็นตัวกำหนด เช่น ราคารถเช่า ไกด์ ที่พัก อาหาร ควรเป็นเท่าไรก็สามารถนำมา คิดคำนวณราคาต้นทุนได้ และราคาขั้นต่ำได้ไม่ยาก
"ส่วนการปราบปรามก็ต้องขยายผลต่อ ในเมื่อรัฐบาลเอาจริง และไม่ให้ความสำคัญของจำนวน เน้นคุณภาพก็จำเป็นต้องเร่งแก้ไขในเรื่องนี้อย่างจริงจังโดยไม่ต้องห่วงว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวจะลดลง ถ้าเราต้องการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน เพราะพวกนี้ทำลายเศรษฐกิจ และธรรมชาติ"
ฟาก สุธรรม เดชมี รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว ซึ่งได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการให้เดินทางไปร่วมในการปราบปรามทัวร์นอมินีที่จังหวัดภูเก็ต ยอมรับว่ารัฐบาลนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานด้วยความสบายใจ เพราะเหมือนมีเกาะป้องกัน และแม้กรมจะมีเจ้าหน้าที่น้อยในการตรวจจับก็จริงแต่ถ้าทำผิดกฎหมายโดนจับเมื่อไรโทษหนักแน่ เพราะคงไม่ใช่แค่พักหรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการ แต่จะถึงขั้นฟ้องศาล ยึดทรัพย์ ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และภาษี ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำงานกันเป็นทีมเหมือนทีมไทยแลนด์
ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาหนักในตลาดทัวร์จีน รองอธิบดี ระบุว่า เพราะอัตราการขยายตัวของนักท่องเที่ยวโตอย่างก้าวกระโดด ปีนี้ก็คาดว่าจะเพิ่มจำนวนเป็น 10 ล้านคน แต่ก็เป็นจังหวะดีที่เริ่มกวดขันกันในตอนนี้ เพื่อผู้ประกอบการจะได้ปรับไปหาตลาดทัวร์คุณภาพและเป็นการยกระดับการท่องเที่ยวไทยไปสู่ความยั่งยืนตามนโยบายของรัฐบาล รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยวกล่าว
ซุ่มผนึก ซีเอ็นทีเอ แก้ปัญหา
รณรงค์ ชีวินสิริอำนวย นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวสัมพันธ์ไทย-จีน (ทีซีทีเอ) กล่าวถึงแนวทางในการแก้ปัญหาว่า ก่อนที่จะตั้งกระทรวงการท่องเที่ยวฯ บริษัทนำเที่ยวไทยกับจีน เคยมีการเซ็นเอ็มโอยูเพื่อทำธุรกิจร่วมกันอย่างถูกกฎหมาย โดยทั้ง 2 ประเทศจะมีรายชื่อบริษัทที่ทำถูกต้อง ซึ่งง่ายแก่การควบคุม และเช็กได้ง่ายว่าบริษัทไหนขายทัวร์ต่ำเช่น 99 หยวนหรือ 599 หยวน พวกนี้เป็นกลุ่มที่ขายตัดราคาเพื่อเรียกเงินคืนในภายหลัง
จึงมีแนวคิดที่จะรื้อฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้งเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยได้มีการหารืออย่างไม่เป็นทางการระหว่าง กรมการท่องเที่ยวและสำนักงานท่องเที่ยวแห่งชาติจีน(ซีเอ็นทีเอ) ซี่งเข้ามาตั้งสำนักงานในไทยแล้ว เพื่อแก้ปัญหานอมินีและทัวร์ขายตัดราคา เพราะในทางปฏิบัติถ้าไม่มีการร้องเรียนกฎหมายไทยไม่สามารถจับทัวร์จีนได้ แต่ถ้ามีความร่วมมือกันก็สามารถตรวจสอบที่ราคาทัวร์แฟร์ ซึ่งต้องออกใบเสร็จให้แก่นักท่องเที่ยวไว้เป็นหลักฐาน อีกทั้งกฏหมายของจีนยังมีบทลงโทษผู้บริโภคที่ซื้อทัวร์ในราคาตํ่ากว่าทุนด้วย เท่ากับว่าจะถูกจับทั้งนักท่องเที่ยวและบริษัทนำเที่ยว และโทษรุนแรงถึงขั้นขึ้นบัญชีดำขอกู้เงินแบงก์ไม่ได้ ตัดสิทธิ์ห้ามออกนอกประเทศเป็นต้น
ดูกันต่อไปว่ารัฐบาล “คสช.” จะแก้ปัญหาเรื้อรังในวงการท่องเที่ยวได้มากน้อยแค่ไหนหรือแค่ไฟไหม้ฟาง!!
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,174 วันที่ 14 - 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
[caption id="attachment_71041" align="aligncenter" width="700"]
หลังเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่านายวีรชัย คำไผ่ประพันธ์กุล และนายกฤชกร รุ่งมงคลนาม เป็นหุ้นส่วนใหญ่ ในบริษัทดังกล่าวและถูกศาลจังหวัดภูเก็ตออกหมายจับในข้อหา เป็นบุคคลต่างด้าวแต่อ้างเป็นบุคคลสัญชาติไทย ให้เจ้าหน้าที่ออกบัตรประชาชนแล้วนำไปจดทะเบียนนิติบุคคลประกอบธุรกิจนำเที่ยว และดำเนินธุรกิจอย่างเป็นล่ำเป็นสันมากว่า 10 ปี จนมีมูลค่าทรัพย์สินร่วมพันล้านบาท
ระบาดหนักหัวเมืองหลักท่องเที่ยว
การปราบปรามนอมินีชนิดถอนรากถอนโคนในครั้งนี้คงมิใช่ครั้งสุดท้ายเพราะปัญหา นอมินี ทัวร์ศูนย์เหรียญ มัคคุเทศก์เถื่อน เป็นปัญหาเรื้อรังมานาน และระบาดหนักในหลายตลาดท่องเที่ยวมิใช่แค่ตลาดจีนเท่านั้น อีกทั้งยังปักหลักสร้างเครือข่ายแอบแฝงอยู่ในเมืองท่องเที่ยวหลักอย่าง พัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ และกทม.เป็นต้น
ทำให้เกิดคำถามว่า? รายได้มหาศาลนับล้านล้านบาทจากการท่องเที่ยวนั้น เงินตกอยู่ในประเทศไทยเท่าไรคุ้มกับธรรมชาติที่สูญเสียไปหรือไม่ อย่างปีนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) คาดว่าจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวถึง 2.4 ล้านล้านบาท มีจำนวนนักท่องเที่ยวกว่า 30 ล้านคน เม็ดเงินเหล่านี้ถูกต่างชาติเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ไปเท่าไร
"บี๊กตู่"สั่งเช็กบิลใน 3 เดือน
เรื่องนี้ นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงมิได้นิ่งนอนใจ สั่งการในเชิงลับมอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เร่งแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนภายใน 3 เดือน โดยทำงานอย่างบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ ทั้งจับกุม ปิดบริษัท เพิกถอนการจดทะเบียนการค้า โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มอบหมายให้ กรมสรรพาการ ไล่เช็กบิลภาษี จนถึงขั้นยึดทรัพย์ ฯลฯ เพื่อจำกัดธุรกิจนอกรีตให้สิ้นซาก
ด้านกระทรวงการท่องเที่ยวฯ รีบขานรับและดำเนินงาน 2 ด้านคู่ขนานกันไปคือ การตรวจจับ มัคคุเทศก์เถื่อน สั่งเพิกถอนใบอนุญาตแก่บริษัทนำเที่ยวที่ทำผิดกฎหมาย ขณะเดียวกันก็ใช้กฎหมายเข้ามาแก้ปัญหาการขายทัวร์ในราคาต่ำกว่าทุนหรือทัวร์ศูนย์เหรียญ โดยการแก้ไขพ.ร.บ. ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 มาตราที่ 31 ที่มีข้อกำหนดห้ามบริษัทนำเที่ยวขายทัวร์ในราคาที่ต่ำกว่าทุนซึ่งเป็นต้นเหตุของขบวนการขายทัวร์ศูนย์เหรียญ
ขายราคาถูกขูดรีดออพชันทัวร์
เนื่องจากที่ผ่านมาตลาดทัวร์จีนได้อาศัยช่องทางที่ว่าคนจีนชอบของถูก จึงง่ายต่อการถูกหลอกให้ซื้อทัวร์ราคาถูกมาเที่ยวเมืองไทย จากนั้นก็มาบังคับให้ซื้อทัวร์นอกโปรแกรม (ออพชันทัวร์) ในราคาแพง เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป หรือพาไปซื้อของในร้านขายของที่ระลึกในเครือข่าย ซึ่งทำกันเป็นขบวนการ เมื่อนักท่องเที่ยวไม่ซื้อของก็จะถูกลอยแพทิ้งกลางทางปล่อยให้อดข้าว อดน้ำ ไม่ให้กุญแจห้องพัก ฯลฯ
แต่การกำหนดราคาทัวร์ขั้นต่ำของกระทรวง ก็ไม่ง่าย เพราะหากกฎหมายมีผลบังคับก็จะครอบคลุมทุกตลาด แม้ในความเป็นจริงตลาดจีนจะมีปัญหามากที่สุดก็ตาม จึงมีเสียงสะท้อนจากผู้ไม่เห็นด้วย โดยยกข้ออ้างสารพัดว่า รายการทัวร์มิใช่สินค้าควบคุมตั้งราคาขั้นต่ำไม่ได้ ราคาทัวร์มีความซับซ้อนและ เป็นกลไกทางการตลาด จนถึงเกรงว่าจะกระทบกับจำนวนนักท่องเที่ยว และไม่เชื่อว่าราคาขั้นต่ำจะแก้ปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญได้ แต่การบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ต่างหากจะแก้ปัญหาได้
ก.การท่องเที่ยวฯไม่สนแรงต้าน
ร้อนถึงนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ต้องออกมาเคลียร์ทันควัน เรียกผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมหารือพร้อมประกาศจุดยืนชัดว่า กฎหมายดังกล่าวต้องออกมามีผลบังคับใช้ ซึ่งจะต้องมีการตั้งราคาทัวร์ขั้นต่ำแน่นอน แต่ถ้าทำไประยะหนึ่งเห็นว่าไม่ได้ผลก็อาจปรับเปลี่ยนได้แต่ย้ำว่าต้องกำหนดราคาขั้นต่ำ
ขณะที่มุมของนายกสมาคมมัคคุเทศก์แห่งประเทศไทย วิโรจน์ สิตประเสริฐนันท์ ให้ความเห็นว่าปัญหาที่ผู้ประกอบการบอกว่าไม่สามารถตั้งราคาทัวร์ขั้นต่ำได้ เพราะหลายอย่างได้มาฟรี เช่น รถบัส เมื่อได้มาฟรีก็ไม่มีต้นทุน ต้องเอาต้นทุนจริงมาเป็นตัวกำหนด เช่น ราคารถเช่า ไกด์ ที่พัก อาหาร ควรเป็นเท่าไรก็สามารถนำมา คิดคำนวณราคาต้นทุนได้ และราคาขั้นต่ำได้ไม่ยาก
"ส่วนการปราบปรามก็ต้องขยายผลต่อ ในเมื่อรัฐบาลเอาจริง และไม่ให้ความสำคัญของจำนวน เน้นคุณภาพก็จำเป็นต้องเร่งแก้ไขในเรื่องนี้อย่างจริงจังโดยไม่ต้องห่วงว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวจะลดลง ถ้าเราต้องการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน เพราะพวกนี้ทำลายเศรษฐกิจ และธรรมชาติ"
ฟาก สุธรรม เดชมี รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว ซึ่งได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการให้เดินทางไปร่วมในการปราบปรามทัวร์นอมินีที่จังหวัดภูเก็ต ยอมรับว่ารัฐบาลนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานด้วยความสบายใจ เพราะเหมือนมีเกาะป้องกัน และแม้กรมจะมีเจ้าหน้าที่น้อยในการตรวจจับก็จริงแต่ถ้าทำผิดกฎหมายโดนจับเมื่อไรโทษหนักแน่ เพราะคงไม่ใช่แค่พักหรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการ แต่จะถึงขั้นฟ้องศาล ยึดทรัพย์ ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และภาษี ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำงานกันเป็นทีมเหมือนทีมไทยแลนด์
ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาหนักในตลาดทัวร์จีน รองอธิบดี ระบุว่า เพราะอัตราการขยายตัวของนักท่องเที่ยวโตอย่างก้าวกระโดด ปีนี้ก็คาดว่าจะเพิ่มจำนวนเป็น 10 ล้านคน แต่ก็เป็นจังหวะดีที่เริ่มกวดขันกันในตอนนี้ เพื่อผู้ประกอบการจะได้ปรับไปหาตลาดทัวร์คุณภาพและเป็นการยกระดับการท่องเที่ยวไทยไปสู่ความยั่งยืนตามนโยบายของรัฐบาล รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยวกล่าว
ซุ่มผนึก ซีเอ็นทีเอ แก้ปัญหา
รณรงค์ ชีวินสิริอำนวย นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวสัมพันธ์ไทย-จีน (ทีซีทีเอ) กล่าวถึงแนวทางในการแก้ปัญหาว่า ก่อนที่จะตั้งกระทรวงการท่องเที่ยวฯ บริษัทนำเที่ยวไทยกับจีน เคยมีการเซ็นเอ็มโอยูเพื่อทำธุรกิจร่วมกันอย่างถูกกฎหมาย โดยทั้ง 2 ประเทศจะมีรายชื่อบริษัทที่ทำถูกต้อง ซึ่งง่ายแก่การควบคุม และเช็กได้ง่ายว่าบริษัทไหนขายทัวร์ต่ำเช่น 99 หยวนหรือ 599 หยวน พวกนี้เป็นกลุ่มที่ขายตัดราคาเพื่อเรียกเงินคืนในภายหลัง
จึงมีแนวคิดที่จะรื้อฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้งเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยได้มีการหารืออย่างไม่เป็นทางการระหว่าง กรมการท่องเที่ยวและสำนักงานท่องเที่ยวแห่งชาติจีน(ซีเอ็นทีเอ) ซี่งเข้ามาตั้งสำนักงานในไทยแล้ว เพื่อแก้ปัญหานอมินีและทัวร์ขายตัดราคา เพราะในทางปฏิบัติถ้าไม่มีการร้องเรียนกฎหมายไทยไม่สามารถจับทัวร์จีนได้ แต่ถ้ามีความร่วมมือกันก็สามารถตรวจสอบที่ราคาทัวร์แฟร์ ซึ่งต้องออกใบเสร็จให้แก่นักท่องเที่ยวไว้เป็นหลักฐาน อีกทั้งกฏหมายของจีนยังมีบทลงโทษผู้บริโภคที่ซื้อทัวร์ในราคาตํ่ากว่าทุนด้วย เท่ากับว่าจะถูกจับทั้งนักท่องเที่ยวและบริษัทนำเที่ยว และโทษรุนแรงถึงขั้นขึ้นบัญชีดำขอกู้เงินแบงก์ไม่ได้ ตัดสิทธิ์ห้ามออกนอกประเทศเป็นต้น
ดูกันต่อไปว่ารัฐบาล “คสช.” จะแก้ปัญหาเรื้อรังในวงการท่องเที่ยวได้มากน้อยแค่ไหนหรือแค่ไฟไหม้ฟาง!!
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,174 วันที่ 14 - 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2559






