
1ปีการยางไทยเดินหน้าปฏิรูปยางทั้งระบบ ยังต้องใช้เวลา
วันที่ 15 กรกฎาคม 2558 การยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. รัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ถูกจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 โดยได้ควบรวม 3 หน่วยงานเป็นหนึ่งเดียว ประกอบด้วย สถาบันวิจัยยาง (สวย.) สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (ส.ก.ย.) และ องค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) มีภารกิจในการบริหารจัดการยางทั้งระบบ ในโอกาสครบรอบ 1 ปีของการจัดตั้ง กยท.นี้ “ฐานเศรษฐกิจ” ได้สัมภาษณ์พิเศษ ผศ.ดร. ธนวรรธน์ พลวิชัย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ การยางแห่งประเทศไทย ด้านผู้แทนผู้ประกอบการกิจการยางซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการค้า ถึงแผนการขับเคลื่อนอนาคตของ กยท. ในแผนยุทธศาสตร์ 5 ปีข้างหน้า
ที่มานั่งบอร์ดบริหาร
ผศ.ดร. ธนวรรธน์ กล่าวว่า ได้เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ใน กยท. ในโควตาของหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นไปตามโครงสร้าง พ.ร.บ. การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558มาตรา 17 สัดส่วนผู้แทนผู้ประกอบกิจการยางซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการค้า เพื่อเข้าไปขับเคลื่อน กยท. เช่นเดียวกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จะมีโควตาสัดส่วนของผู้แทนผู้ประกอบกิจการยาง ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการผลิต อุตสาหกรรมยาง 1 ตำแหน่ง เรียกว่า คณะกรรมการ หรือบอร์ดนี้ เป็นชุดแรกที่เต็มคณะภายใต้กฎหมาย และเป็นบอร์ดชุดแรกที่มีการสรรหาผู้ว่าการ กยท.
สำหรับคณะกรรมการชุดนี้จะเป็นคณะที่ควบรวม 3 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับยาง ได้แก่ สวย. ,
ส.ก.ย.และ อ.ส.ย. และการเข้ามาทำงานใน พ.ร.บ.จะมีหน้าที่หลักๆ อยู่ 3-4 ประเด็นที่สำคัญคือ1.รักษาเสถียรภาพราคายาง ดูแลทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ 2.งานวิจัย และ 3.ช่วยเหลือสงเคราะห์เกษตรกรผู้ปลูกยาง และที่สำคัญคือ จำเป็นที่จะต้องดำเนินการให้ มีรายรับเหนือรายจ่ายและเลี้ยงตัวเองได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ กยท. จำเป็นจะต้องทำก็คือ แผนและแนวคิดในการบริหารการขับเคลื่อนอนาคต พ.ศ. 2559 -2563 ที่ได้ร่วมเป็นคณะกรรมการอยู่หลายชุด ได้แก่ คณะกรรมการอนุตลาดส่งออก คณะกรรมการอนุตรวจสอบภายใน และประธานคณะอนุยุทธศาสตร์การค้าและการลงทุน ร่วมจัดทำแผนการขับเคลื่อนเพื่อกำหนดทิศทางให้สอดคล้องกับเป้าหมายการสนองนโยบายรัฐบาล
“ภารกิจแรกที่ได้รับมอบหมายก็คือ การรักษาเสถียรภาพของราคายางและ การบริหารสต๊อกยางเก่าของรัฐบาลที่มีอยู่ 3.1 แสนตัน โดยจะให้ข้อมูลในแง่มุมมองเชิงวิชาการ หรือสิ่งที่รับรู้มาจากภาคธุรกิจเพื่อใช้ประโยชน์ในการทำงานเชิงนโยบาย”
หล่อหลอมวัฒนธรรมเป็นหนึ่ง
ขณะเดียวสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการหลังจากควบรวมหน่วยงาน หรือควบรวมกิจการ(M&A)คือต้องการหล่อหลอมวัฒนธรรม เป็นวัฒนธรรมเดียวกัน สิ่งที่จะทำในเชิงยุทธศาสตร์ และกลยุทธ์การทำงานร่วมกันภายใต้จุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ ดูแลผลประโยชน์ของประเทศ นั่นคือทำให้ราคายางมีเสถียรภาพ มีมูลค่าเพิ่มสูง และให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้ จะต้องมีรายรับและรายจ่ายที่ต้องดูแลองค์กรตัวเองได้มาสู่บันได 4 ขั้นในกรอบสู่ยุทธศาสตร์ที่จะลงไปสู่ภาคปฏิบัติในเชิงการขับเคลื่อนนโยบายได้แก่ 1.การดูแลตัวเอง 2.การดูแลเกษตรกร 3.การดูแลผู้ประกอบการ และ 4.การดูแลประเทศ
"ระยะแรกเป้าหมายที่สำคัญก็คือ หล่อหลอมองค์กรแล้วจะต้องหาแนวทางมีธุรกิจใหม่ และส่งเสริมวิจัยต่างๆ เพิ่มมูลค่ายาง หรือทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์ในเรื่องของยาง และสุดท้ายก็คือการทำให้ราคายางพารามีเสถียรภาพเติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนตามนโยบายของรัฐบาล"
นอกจากนี้แล้วสิ่งที่เห็นในรัฐบาลชุดนี้คือ โครงการแทรกแซงที่ได้ดำเนินการไม่ให้ราคายางต่ำกว่า 45 บาทต่อกิโลกรัม แต่เมื่อเข้าไปแทรกแซงราคายางขึ้นมาเกิน 45 บาทต่อกิโลกรัม ก็ให้กลไกตลาดทำงานต่อไป เพื่อผลประโยชน์ของเกษตรกรไม่ได้บิดเบือนโครงสร้างของราคา และราคานี้(45บาท/กก.) เกษตรกรเองก็รับได้ เพราะอยู่ในกรอบพอมีกำไร ตรงจุดนี้การยางฯ จะทำหน้าที่ติดตามและดูแล มองถึงมิติที่เข้าไปพัฒนา ส่งเสริมและดูแลเกษตรกรทั้งระบบ เป้าหมายระยะสั้นก็คือการดูแลราคา ที่สำคัญยังคงปฏิบัติตามสัญญาการซื้อขายผลิตภัณฑ์ยางระหว่าง กยท. กับชิโนเคม กรุ๊ป จากจีนตามบันทึกความเข้าใจ(เอ็มโอยู)ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีน นี่คือภาระหน้าที่ในระยะสั้น
ส่วนในแผนระยะยาวทาง พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ประธานกรรมการ กยท.ได้รับมอบหมายให้ดูแลทุกเรื่องให้สอดคล้องกับกฎหมาย เพราะฉะนั้นอยู่ในช่วงการเปลี่ยนถ่ายการรวม 3 องค์กรข้างต้นให้เป็นหนึ่งเดียว และดำเนินงานตามนโยบาย ขณะเดียวกันหน้าที่ของเราก็คือการดำเนินงานตามนโยบายอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นอาจจะไม่เร็วอย่างที่หลายคนคาด แต่สิ่งที่ทำจะยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ ก็คือการดูแลราคา 2. ดูแลเกษตรกรไปในตัว 3.ดูแลสัญญาผูกพันรัฐไทยกับนานาชาติ ยังคงดำเนินอยู่ ซึ่งการทำสัญญาเป็นระหว่างองค์กรธุรกิจกับธุรกิจ หรือ B to B สัญญาก็คงดำเนินการอยู่ ไม่มีมูลเหตุใดที่จะมาพิจารณาว่าจะต้องยกเลิก กยท.ก็ยังคงมีหน้าที่จะต้องทำตามสัญญาต่อเนื่อง
บอร์ดทำงานไม่ถึง 1 ปี
ทั้งนี้แม้ว่า พ.ร.บ.การยางฯ จะครบรอบ 1 ปีของการสถาปนา แต่บอร์ด ยังทำงานไม่ถึง 1 ปี (มติครม.แต่งตั้งวันที่ 12 ม.ค.59) แต่ก็เห็นว่า กำลังปรับตัวไปสู่ทิศทางเดียวกัน ซึ่งคิดใน 1 ปีจะเห็นการหล่อหลอมมากขึ้นตามลำดับ เพราะการรวมตัวภายใต้กฎหมายที่ทำให้เกิด กยท. เกิดขึ้น เพราะภาคเอกชนและภาคเกษตรกรเรียกร้อง จำเป็นที่จะต้องใช้ระยะเวลาการรวมตัวกัน และปรับตัว แต่สิ่งที่ กยท.ทำงานทันทีก็คือเสถียรภาพราคา แต่ที่จะดำเนินต่อไปก็คือดำเนินตาม พ.ร.บ. และการเดินตามนโยบายของรัฐคือการดูแลยางพาราทั้งระบบคือ ยกระดับรายได้ของเกษตรกร ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นผ่านโครงการต่างๆ ทั้งเพิ่มมูลค่าจากยางพารา เพิ่มผลผลิตต่อไร่ ดูแลด้านราคา และเป็นประโยชน์ต่อภาคการค้า ภาคการผลิต เพื่อทำให้ประเทศไทยมีความโดดเด่นทางด้านการผลิต ทุกคนตั้งใจทำงาน
“ที่สำคัญคือ เงินเซสส์ (ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ส่งออกยางพารา) จะถูกจัดสรรเงินไปตามส่วนต่าง ๆ ใน พ.ร.บ.เป็นกระบวนการกฎหมายที่ได้กำหนดวัตถุประสงค์ไว้แล้วจะมีความโปร่งใส การใช้เงิน มีตัวแทนของภาคเกษตรกรอยู่ในบอร์ดทั้งที่เป็นตัวแทนเกษตรกรจำนวน 2 คน และตัวแทนจากสถาบันเกษตรกร จำนวน 2 คน รวมกันแล้ว 4 คน ขณะที่ตัวแทนจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านการค้ามีเพียง 2 คน นอกจากนี้ในคณะกรรมการก็มาจากกระทรวงต่างๆ อาทิ เกษตรและสหกรณ์ คลัง มหาดไทย พาณิชย์และอุตสาหกรรมก็ล้วนมุ่งทำงานสร้างสรรค์ให้เกษตรกรและอุตสาหกรรมทั้งระบบ เพราะฉะนั้นมีทั้งการตรวจสอบ มีกฎหมายบังคับ ไม่ต้องห่วงเรื่องการใช้เงินผิดประเภท”
ราคายางครึ่งหลังทิศทางบวก
ราคายางพารา ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมัน ดังนั้นในครึ่งปีหลังคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบตลาดโลกจะอยู่ในช่วงราว 40-50 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล จะทำให้ระดับราคายางเฉลี่ยที่ 50-60 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งยังไม่มากเหมือนในอดีต เนื่องจากความต้องการยางของจีนซึ่งเป็นผู้ใช้รายใหญ่ยังไม่สูง อีกทั้งเศรษฐกิจจีนยังมีแนวโน้มขาลงอยู่ รวมทั้งซัพพลายยางในตลาดโลกยังคงมีปริมาณไม่ได้ลดลงมากนัก ราคายางจะยังอยู่ในระดับทรงตัว อย่างไรก็ดี หากราคายางลงต่ำกว่า 45 บาทต่อกิโลกรัม ทาง กยท.จะเปิดจุดรับซื้อแทรกแซงทันที เพื่อไม่ให้ราคายางต่ำกว่า 45 บาทต่อกิโลกรัม (ตามมติคณะกรรมการกยท.วันที่ 28ม.ค.59) ในโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ มีเป้าหมายซื้อยาง จำนวน 1 แสนตัน โดยรับซื้อยาง 3 ชนิด คือ ยางแผ่นดิบคุณภาพ 3 ราคากิโลกรัมละ45 บาท น้ำยางสด ราคากิโลกรัมละ 42 บาท (DRC 100 %) และยางก้อนถ้วย ราคากิโลกรัม 41 บาท (DRC 100%) ในรอบแรกดำเนินการรับซื้อได้ปริมาณยาง 2,800 ตัน ใช้เงิน 121.5 ล้านบาท เกษตรกร จำนวน 2.66 หมื่นราย
“โครงการนี้ไม่ได้ล้มเลิก แต่ปัจจุบันราคายางแผ่นดิบอยู่ที่ 50 กว่าบาทต่อกิโลกรัม จึงทำให้เกษตรกรขายไปในตลาดปกติ ซึ่งยางก้อนนี้จะต้องส่งมอบให้ 10 กระทรวงนำไปใช้ ยังคงยึดตามนโยบาย แต่ยังล่าช้าเพราะเป็นโครงการครั้งแรก และต้องการความรอบคอบ”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,174 วันที่ 14 - 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
ที่มานั่งบอร์ดบริหาร
ผศ.ดร. ธนวรรธน์ กล่าวว่า ได้เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ใน กยท. ในโควตาของหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นไปตามโครงสร้าง พ.ร.บ. การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558มาตรา 17 สัดส่วนผู้แทนผู้ประกอบกิจการยางซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการค้า เพื่อเข้าไปขับเคลื่อน กยท. เช่นเดียวกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จะมีโควตาสัดส่วนของผู้แทนผู้ประกอบกิจการยาง ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการผลิต อุตสาหกรรมยาง 1 ตำแหน่ง เรียกว่า คณะกรรมการ หรือบอร์ดนี้ เป็นชุดแรกที่เต็มคณะภายใต้กฎหมาย และเป็นบอร์ดชุดแรกที่มีการสรรหาผู้ว่าการ กยท.
สำหรับคณะกรรมการชุดนี้จะเป็นคณะที่ควบรวม 3 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับยาง ได้แก่ สวย. ,
ส.ก.ย.และ อ.ส.ย. และการเข้ามาทำงานใน พ.ร.บ.จะมีหน้าที่หลักๆ อยู่ 3-4 ประเด็นที่สำคัญคือ1.รักษาเสถียรภาพราคายาง ดูแลทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ 2.งานวิจัย และ 3.ช่วยเหลือสงเคราะห์เกษตรกรผู้ปลูกยาง และที่สำคัญคือ จำเป็นที่จะต้องดำเนินการให้ มีรายรับเหนือรายจ่ายและเลี้ยงตัวเองได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ กยท. จำเป็นจะต้องทำก็คือ แผนและแนวคิดในการบริหารการขับเคลื่อนอนาคต พ.ศ. 2559 -2563 ที่ได้ร่วมเป็นคณะกรรมการอยู่หลายชุด ได้แก่ คณะกรรมการอนุตลาดส่งออก คณะกรรมการอนุตรวจสอบภายใน และประธานคณะอนุยุทธศาสตร์การค้าและการลงทุน ร่วมจัดทำแผนการขับเคลื่อนเพื่อกำหนดทิศทางให้สอดคล้องกับเป้าหมายการสนองนโยบายรัฐบาล
“ภารกิจแรกที่ได้รับมอบหมายก็คือ การรักษาเสถียรภาพของราคายางและ การบริหารสต๊อกยางเก่าของรัฐบาลที่มีอยู่ 3.1 แสนตัน โดยจะให้ข้อมูลในแง่มุมมองเชิงวิชาการ หรือสิ่งที่รับรู้มาจากภาคธุรกิจเพื่อใช้ประโยชน์ในการทำงานเชิงนโยบาย”
หล่อหลอมวัฒนธรรมเป็นหนึ่ง
ขณะเดียวสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการหลังจากควบรวมหน่วยงาน หรือควบรวมกิจการ(M&A)คือต้องการหล่อหลอมวัฒนธรรม เป็นวัฒนธรรมเดียวกัน สิ่งที่จะทำในเชิงยุทธศาสตร์ และกลยุทธ์การทำงานร่วมกันภายใต้จุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ ดูแลผลประโยชน์ของประเทศ นั่นคือทำให้ราคายางมีเสถียรภาพ มีมูลค่าเพิ่มสูง และให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้ จะต้องมีรายรับและรายจ่ายที่ต้องดูแลองค์กรตัวเองได้มาสู่บันได 4 ขั้นในกรอบสู่ยุทธศาสตร์ที่จะลงไปสู่ภาคปฏิบัติในเชิงการขับเคลื่อนนโยบายได้แก่ 1.การดูแลตัวเอง 2.การดูแลเกษตรกร 3.การดูแลผู้ประกอบการ และ 4.การดูแลประเทศ
"ระยะแรกเป้าหมายที่สำคัญก็คือ หล่อหลอมองค์กรแล้วจะต้องหาแนวทางมีธุรกิจใหม่ และส่งเสริมวิจัยต่างๆ เพิ่มมูลค่ายาง หรือทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์ในเรื่องของยาง และสุดท้ายก็คือการทำให้ราคายางพารามีเสถียรภาพเติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนตามนโยบายของรัฐบาล"
นอกจากนี้แล้วสิ่งที่เห็นในรัฐบาลชุดนี้คือ โครงการแทรกแซงที่ได้ดำเนินการไม่ให้ราคายางต่ำกว่า 45 บาทต่อกิโลกรัม แต่เมื่อเข้าไปแทรกแซงราคายางขึ้นมาเกิน 45 บาทต่อกิโลกรัม ก็ให้กลไกตลาดทำงานต่อไป เพื่อผลประโยชน์ของเกษตรกรไม่ได้บิดเบือนโครงสร้างของราคา และราคานี้(45บาท/กก.) เกษตรกรเองก็รับได้ เพราะอยู่ในกรอบพอมีกำไร ตรงจุดนี้การยางฯ จะทำหน้าที่ติดตามและดูแล มองถึงมิติที่เข้าไปพัฒนา ส่งเสริมและดูแลเกษตรกรทั้งระบบ เป้าหมายระยะสั้นก็คือการดูแลราคา ที่สำคัญยังคงปฏิบัติตามสัญญาการซื้อขายผลิตภัณฑ์ยางระหว่าง กยท. กับชิโนเคม กรุ๊ป จากจีนตามบันทึกความเข้าใจ(เอ็มโอยู)ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีน นี่คือภาระหน้าที่ในระยะสั้น
ส่วนในแผนระยะยาวทาง พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ประธานกรรมการ กยท.ได้รับมอบหมายให้ดูแลทุกเรื่องให้สอดคล้องกับกฎหมาย เพราะฉะนั้นอยู่ในช่วงการเปลี่ยนถ่ายการรวม 3 องค์กรข้างต้นให้เป็นหนึ่งเดียว และดำเนินงานตามนโยบาย ขณะเดียวกันหน้าที่ของเราก็คือการดำเนินงานตามนโยบายอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นอาจจะไม่เร็วอย่างที่หลายคนคาด แต่สิ่งที่ทำจะยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ ก็คือการดูแลราคา 2. ดูแลเกษตรกรไปในตัว 3.ดูแลสัญญาผูกพันรัฐไทยกับนานาชาติ ยังคงดำเนินอยู่ ซึ่งการทำสัญญาเป็นระหว่างองค์กรธุรกิจกับธุรกิจ หรือ B to B สัญญาก็คงดำเนินการอยู่ ไม่มีมูลเหตุใดที่จะมาพิจารณาว่าจะต้องยกเลิก กยท.ก็ยังคงมีหน้าที่จะต้องทำตามสัญญาต่อเนื่อง
บอร์ดทำงานไม่ถึง 1 ปี
ทั้งนี้แม้ว่า พ.ร.บ.การยางฯ จะครบรอบ 1 ปีของการสถาปนา แต่บอร์ด ยังทำงานไม่ถึง 1 ปี (มติครม.แต่งตั้งวันที่ 12 ม.ค.59) แต่ก็เห็นว่า กำลังปรับตัวไปสู่ทิศทางเดียวกัน ซึ่งคิดใน 1 ปีจะเห็นการหล่อหลอมมากขึ้นตามลำดับ เพราะการรวมตัวภายใต้กฎหมายที่ทำให้เกิด กยท. เกิดขึ้น เพราะภาคเอกชนและภาคเกษตรกรเรียกร้อง จำเป็นที่จะต้องใช้ระยะเวลาการรวมตัวกัน และปรับตัว แต่สิ่งที่ กยท.ทำงานทันทีก็คือเสถียรภาพราคา แต่ที่จะดำเนินต่อไปก็คือดำเนินตาม พ.ร.บ. และการเดินตามนโยบายของรัฐคือการดูแลยางพาราทั้งระบบคือ ยกระดับรายได้ของเกษตรกร ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นผ่านโครงการต่างๆ ทั้งเพิ่มมูลค่าจากยางพารา เพิ่มผลผลิตต่อไร่ ดูแลด้านราคา และเป็นประโยชน์ต่อภาคการค้า ภาคการผลิต เพื่อทำให้ประเทศไทยมีความโดดเด่นทางด้านการผลิต ทุกคนตั้งใจทำงาน
“ที่สำคัญคือ เงินเซสส์ (ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ส่งออกยางพารา) จะถูกจัดสรรเงินไปตามส่วนต่าง ๆ ใน พ.ร.บ.เป็นกระบวนการกฎหมายที่ได้กำหนดวัตถุประสงค์ไว้แล้วจะมีความโปร่งใส การใช้เงิน มีตัวแทนของภาคเกษตรกรอยู่ในบอร์ดทั้งที่เป็นตัวแทนเกษตรกรจำนวน 2 คน และตัวแทนจากสถาบันเกษตรกร จำนวน 2 คน รวมกันแล้ว 4 คน ขณะที่ตัวแทนจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านการค้ามีเพียง 2 คน นอกจากนี้ในคณะกรรมการก็มาจากกระทรวงต่างๆ อาทิ เกษตรและสหกรณ์ คลัง มหาดไทย พาณิชย์และอุตสาหกรรมก็ล้วนมุ่งทำงานสร้างสรรค์ให้เกษตรกรและอุตสาหกรรมทั้งระบบ เพราะฉะนั้นมีทั้งการตรวจสอบ มีกฎหมายบังคับ ไม่ต้องห่วงเรื่องการใช้เงินผิดประเภท”
ราคายางครึ่งหลังทิศทางบวก
ราคายางพารา ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมัน ดังนั้นในครึ่งปีหลังคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบตลาดโลกจะอยู่ในช่วงราว 40-50 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล จะทำให้ระดับราคายางเฉลี่ยที่ 50-60 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งยังไม่มากเหมือนในอดีต เนื่องจากความต้องการยางของจีนซึ่งเป็นผู้ใช้รายใหญ่ยังไม่สูง อีกทั้งเศรษฐกิจจีนยังมีแนวโน้มขาลงอยู่ รวมทั้งซัพพลายยางในตลาดโลกยังคงมีปริมาณไม่ได้ลดลงมากนัก ราคายางจะยังอยู่ในระดับทรงตัว อย่างไรก็ดี หากราคายางลงต่ำกว่า 45 บาทต่อกิโลกรัม ทาง กยท.จะเปิดจุดรับซื้อแทรกแซงทันที เพื่อไม่ให้ราคายางต่ำกว่า 45 บาทต่อกิโลกรัม (ตามมติคณะกรรมการกยท.วันที่ 28ม.ค.59) ในโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ มีเป้าหมายซื้อยาง จำนวน 1 แสนตัน โดยรับซื้อยาง 3 ชนิด คือ ยางแผ่นดิบคุณภาพ 3 ราคากิโลกรัมละ45 บาท น้ำยางสด ราคากิโลกรัมละ 42 บาท (DRC 100 %) และยางก้อนถ้วย ราคากิโลกรัม 41 บาท (DRC 100%) ในรอบแรกดำเนินการรับซื้อได้ปริมาณยาง 2,800 ตัน ใช้เงิน 121.5 ล้านบาท เกษตรกร จำนวน 2.66 หมื่นราย
“โครงการนี้ไม่ได้ล้มเลิก แต่ปัจจุบันราคายางแผ่นดิบอยู่ที่ 50 กว่าบาทต่อกิโลกรัม จึงทำให้เกษตรกรขายไปในตลาดปกติ ซึ่งยางก้อนนี้จะต้องส่งมอบให้ 10 กระทรวงนำไปใช้ ยังคงยึดตามนโยบาย แต่ยังล่าช้าเพราะเป็นโครงการครั้งแรก และต้องการความรอบคอบ”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,174 วันที่ 14 - 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2559






