
ซีไอเอ็มบี ไทยเข้าสู่ธนาคารแบบใหม่ แม้สาขาจะลด แต่ธุรกิจกลับเพิ่มขึ้น
นายอดิศร เสริมชัยวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายธุรกิจรายย่อย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ธนาคารได้เดินเข้าสู่รูปแบบธุรกิจธนาคารแบบใหม่ แม้สาขาจะลด แต่ธุรกิจกลับเพิ่มขึ้น โดยธนาคารได้ปรับยุทธศาสตร์ด้านสาขาในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา ปรับลดสาขาเพื่อปรับปรุงบริการให้ดีขึ้น พลิกโฉมสาขาให้สดใส และมีพื้นที่ให้คำปรึกษาการลงทุนเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ธนาคารออกไปหาและเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น จากการเพิ่มช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ๆ อาทิ นวัตกรรม DSE หรือ 'Digital Solution Engagement' ที่ช่วยให้บริการอนุมัติสินเชื่อบุคคลนอกสถานที่ รู้ผลทันที เพียงมีบัตรประชาชนใบเดียว และถ้าเอกสารครบ รับเงินโอนในวันรุ่งขึ้น อีกก้าวหนึ่งของบริการทางการเงินที่ง่าย และเร็ว มุ่งตอบความต้องการของลูกค้าในยุค 4G
นอกจากนี้ ธนาคารได้พันธมิตรอันแข็งแกร่งอย่าง AIS จนเป็นที่มาของดิจิทัลแบงก์กิ้ง ‘Beat Banking’ และบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ดอกเบี้ยสูงอย่าง ‘Beat Savings’ ใช้จ่ายจ่ายบิลสะดวก ซึ่งลูกค้ามาเปิดบัญชีได้ผ่าน AIS Shop ซึ่งปัจจุบันมี 64 สาขา นับเป็นหนึ่งในช่องทางบริการอันหลากหลายของธนาคารที่หามาให้ลูกค้า
ขณะที่ช่องทางอินเตอร์เน็ตแบงก์กิ้งและแอพพลิเคชั่นบนมือถือที่ให้บริการในปัจจุบันนั้น ธนาคารเพิ่มการนำเสนอและแนะนำให้ลูกค้ามาใช้โดยอธิบายถึงความสะดวกสบาย ง่าย และเร็ว ทำธุรกรรมได้ตลอด 24 ชั่วโมง
“แม้ 3 ปีที่ผ่านมา จำนวนสาขาจะลดลงจาก 163 สาขา เหลือ 96 สาขา แต่แบงก์ไม่ได้ทิ้งลูกค้า ยังคงมุ่งมั่นยืนหยัดดูแลให้บริการ ปรับสาขาโฉมใหม่สดใสพร้อมให้บริการคำปรึกษา เช่น สาขาสีลม มหานาค บางรัก สงขลา อุบลฯ พร้อมกับแนะนำผลักดันให้ลูกค้าหันมาใช้ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยลูกค้าสะดวก ง่าย และเร็วขึ้น ผลจากการปรับกลยุทธ์ แม้สาขาลด แต่แบงก์เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น ดูแลลูกค้าได้ดีขึ้น ฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น บริการที่ลูกค้าใช้ก็เพิ่มขึ้น ค่าธรรมเนียมจากการขายดีขึ้น ธุรกิจโดยรวมเติบโตขึ้น”
นายอดิศร กล่าวต่อไปว่า แม้สาขาจะลด แต่ช่องทางเพิ่มและธุรกิจก็เพิ่มขึ้น เริ่มจากยอดจำหน่ายกองทุนและประกันผ่านสาขาธนาคารที่เติบโตดีอย่างต่อเนื่อง โดยครึ่งปีแรกมีรายได้จากการจำหน่ายกองทุนและหุ้นกู้สูงกว่าเป้าหมาย ครึ่งปีแรกทำรายได้จากการขายกองทุน 100 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายครึ่งปีที่ตั้งไว้ที่ 90 ล้านบาท ส่วนรายได้จากการขายหุ้นกู้ครึ่งปีแรกทำได้ 56 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 50 ล้านบาท ขณะที่เป้าหมายทั้งปีตั้งเป้าหมายรายได้การขายกองทุนและหุ้นกู้ไว้ที่ 233 ล้านบาทและ 75 ล้านบาทตามลำดับ เป็นผลจากการให้คำแนะนำที่เหมาะกับสภาวะการลงทุนแก่ลูกค้า และนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาวะตลาด ซึ่งธนาคารเห็นแนวโน้มว่า ลูกค้าเริ่มมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการลงทุนระยะยาวมากขึ้น และเข้าใจเรื่องการกระจายความเสี่ยง โดยสามารถดูได้จาก cross sell ratio ของผลิตภัณฑ์การลงทุนที่มีเพิ่มสูงขึ้น
นอกจากนี้ ธนาคารได้พันธมิตรอันแข็งแกร่งอย่าง AIS จนเป็นที่มาของดิจิทัลแบงก์กิ้ง ‘Beat Banking’ และบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ดอกเบี้ยสูงอย่าง ‘Beat Savings’ ใช้จ่ายจ่ายบิลสะดวก ซึ่งลูกค้ามาเปิดบัญชีได้ผ่าน AIS Shop ซึ่งปัจจุบันมี 64 สาขา นับเป็นหนึ่งในช่องทางบริการอันหลากหลายของธนาคารที่หามาให้ลูกค้า
ขณะที่ช่องทางอินเตอร์เน็ตแบงก์กิ้งและแอพพลิเคชั่นบนมือถือที่ให้บริการในปัจจุบันนั้น ธนาคารเพิ่มการนำเสนอและแนะนำให้ลูกค้ามาใช้โดยอธิบายถึงความสะดวกสบาย ง่าย และเร็ว ทำธุรกรรมได้ตลอด 24 ชั่วโมง
“แม้ 3 ปีที่ผ่านมา จำนวนสาขาจะลดลงจาก 163 สาขา เหลือ 96 สาขา แต่แบงก์ไม่ได้ทิ้งลูกค้า ยังคงมุ่งมั่นยืนหยัดดูแลให้บริการ ปรับสาขาโฉมใหม่สดใสพร้อมให้บริการคำปรึกษา เช่น สาขาสีลม มหานาค บางรัก สงขลา อุบลฯ พร้อมกับแนะนำผลักดันให้ลูกค้าหันมาใช้ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยลูกค้าสะดวก ง่าย และเร็วขึ้น ผลจากการปรับกลยุทธ์ แม้สาขาลด แต่แบงก์เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น ดูแลลูกค้าได้ดีขึ้น ฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น บริการที่ลูกค้าใช้ก็เพิ่มขึ้น ค่าธรรมเนียมจากการขายดีขึ้น ธุรกิจโดยรวมเติบโตขึ้น”
นายอดิศร กล่าวต่อไปว่า แม้สาขาจะลด แต่ช่องทางเพิ่มและธุรกิจก็เพิ่มขึ้น เริ่มจากยอดจำหน่ายกองทุนและประกันผ่านสาขาธนาคารที่เติบโตดีอย่างต่อเนื่อง โดยครึ่งปีแรกมีรายได้จากการจำหน่ายกองทุนและหุ้นกู้สูงกว่าเป้าหมาย ครึ่งปีแรกทำรายได้จากการขายกองทุน 100 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายครึ่งปีที่ตั้งไว้ที่ 90 ล้านบาท ส่วนรายได้จากการขายหุ้นกู้ครึ่งปีแรกทำได้ 56 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 50 ล้านบาท ขณะที่เป้าหมายทั้งปีตั้งเป้าหมายรายได้การขายกองทุนและหุ้นกู้ไว้ที่ 233 ล้านบาทและ 75 ล้านบาทตามลำดับ เป็นผลจากการให้คำแนะนำที่เหมาะกับสภาวะการลงทุนแก่ลูกค้า และนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาวะตลาด ซึ่งธนาคารเห็นแนวโน้มว่า ลูกค้าเริ่มมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการลงทุนระยะยาวมากขึ้น และเข้าใจเรื่องการกระจายความเสี่ยง โดยสามารถดูได้จาก cross sell ratio ของผลิตภัณฑ์การลงทุนที่มีเพิ่มสูงขึ้น






