
‘สหพัฒน์’ชู5ยุทธศาสตร์ ยึดตลาดอาเซียนต่อยอดสู่‘อินเดีย-จีน’
เครือสหพัฒน์ถือเป็นองค์กรที่มีขนาดใหญ่ระดับต้นๆ ของประเทศ ด้วยมูลค่ายอดขายเกือบ 3 แสนล้านบาทในปี2558ที่ผ่าน นับเป็นองค์กรที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย เพราะมีธุรกิจที่หลากหลายตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการจัดจำหน่าย และมีธุรกิจที่หลากหลายทั้งธุรกิจบริการ การขนส่ง การผลิต การจัดหน่าย จำนวนบริษัทในเครือรวมกันมากกว่า 300 บริษัท
หากโฟกัสเฉพาะบริษัทในเครือที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์มีอยู่มากถึง 18 บริษัท ก็เป็นกลุ่มบริษัทที่มีส่วนสำคัญต่อการลงทุนของไทยด้วยเช่นกัน ซึ่งปีที่ผ่านมามียอดรายได้มากกว่า 9.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงปี 2554 ที่มีรายได้รวมกว่า 8.5 หมื่นล้านบาท แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและการเติบโตของเครือสหพัฒน์ที่มีอย่างต่อเนื่องสู่ปีที่ 80
[caption id="attachment_67989" align="aligncenter" width="700"]
ผลการดำเนินงานบริษัทจดทะเบียนของกลุ่มสหพัฒน์ ปี 2558[/caption]
5 ยุทธศาสตร์ SPI
บรรดาบริษัทในเครือสหพัฒน์นั้น บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) มีบทบาทสำคัญต่อการขยายธุรกิจการลงทุนเพื่อต่อยอดให้กับองค์กรแห่งนี้ เพราะปัจจุบันได้เข้าไปลงทุนในบริษัทในเครือถึง 153 บริษัท ซึ่งสามารถสร้างผลงานให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมามีรายได้จากการเข้าไปถือหุ้นบริษัทต่างๆ ประมาณ 30-35% และรายได้จากธุรกิจการค้าที่บริษัทดำเนินการเองสัดส่วน 37% โดยในภาพรวมแล้วบริษัทมีรายได้ในปี 2549 ประมาณ 2,600 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นเป็น 4,217 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากการดำเนิน 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ 1. การเป็นองค์กรที่กำกับดูแลอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และยั่งยืน 2. การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประเภทสวนอุตสาหกรรม โดยให้ความสำคัญกับสังคม สิ่งแวดล้อม
กลยุทธ์ที่ 3. แผนการลงทุน ซึ่งนายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ให้นโยบาย เมื่อร่วมลงทุนกับพันธมิตรใหม่ ต้องไม่เอาเปรียบเขา และต้องช่วยกันสร้างธุรกิจเพื่อเติบโตอย่างยั่งยืน โดยผ่านการพิจารณาการลงทุนจากคณะกรรมการก่อนเสมอ กลยุทธ์ที่ 4. บริษัทมีการส่งเสริมการค้า ซึ่งจะเป็นแกนกลางให้กับเครือสหพัฒน์ ในการส่งเสริมการลงทุนให้กับ 153 บริษัท ทางด้านกลยุทธ์การค้าทั้งภายในและต่างประเทศ และกลยุทธ์ที่ 5 การพัฒนาด้านบุคลากร ด้วยการจัดตั้งศูนย์พัฒนาด้านบุคลากรของเครือสหพัฒน์ขึ้นมา เนื่องจากให้ความสำคัญกับบุคลากร เพราะเห็นว่าบุคลากร คือ ทุนมนุษย์อย่างหนึ่ง ไม่ใช่สินทรัพย์
เดินหน้าลงทุนในประเทศและตปท.
ขณะที่การลงทุนของบริษัทแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ การลงทุนในหุ้นและหลักทรัพย์ ซึ่ง 5 ปีที่ผ่าน (ปี 2554-2558) มามีอัตราการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง 95.8% ส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีการลงทุนสูง ส่วนการลงทุนในต่างประเทศ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การลงทุนในอาเซียน อาทิ ประเทศอินโดนีเซีย 54% เมียนมา 3% ในธุรกิจสินค้าแฟชั่น และสินค้าอุปโภคบริโภค ส่วนการลงทุนนอกอาเซียน มีการลงทุนตั้งโรงงานผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศฮังการี ด้วยสัดส่วนถือหุ้น 62% นอกจากนี้ยังมีการลงทุนในประเทศจีนและฝรั่งเศสด้วย
แฟชั่น-เครื่องสำอางรับเทรนด์โลก
สำหรับกลุ่มเครื่องสำอางภายใต้บริษัท โอซีซี จำกัด (มหาชน) ที่พัฒนาสินค้านวัตกรรมตอบสนองความต้องการของผู้บริโภครับกับเทรนด์โลก เช่น การนำสารสกัดจากหอยทากมาผสมกับฟิลเลอร์ที่ใช้ในคลินิกความงาม มาเป็นส่วนผสมเครื่องสำอาง การซื้อสินค้าออนไลน์ ได้นำเทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค) มาใช้ในการชำระค่าสินค้า
ส่วนบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ผู้จัดจำหน่ายสินค้าในเครือสหพัฒน์ ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจ 3 ประการ ได้แก่ 1. ให้ความสำคัญกับคู่ค้า 2.ให้ความสำคัญกับพอร์ตฟอลิโอของสินค้า ทั้งอาหาร แฟชั่น และสินค้าลักชัวรี และ 3. การพัฒนาระบบจัดจำหน่าย ระบบซัพพลายเชน การบริหารสต็อก ระบบไอที และการค้าออนไลน์ ด้วยการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
ด้านบริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบรนด์มาม่า ยังขยายตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปภายใต้แบรนด์มาม่าทั้งในประเทศ และอีกส่งออกอีก 22 ประเทศผ่านเครือข่ายการค้ารายใหญ่ 137 เครือข่าย ซึ่งภาพรวมธุรกิจในช่วง 6 เดือนแรกมีการเติบโต 10% ส่วนบริษัท เพรซิเดนท์ไรซ์โปรดักส์ จำกัด(มหาชน) เตรียมรุกหนักตลาดเส้นหมี่ขาว รับเทรนด์สุขภาพ สร้างการเติบโต หลังตลาดบะหมี่โดยรวม จะเป็นบะหมี่ทอดเส้นเหลืองสัดส่วน 90% และบริษัทเตรียมรุกตลาดฮาลาลตอบสนองความต้องการผู้บริโภคมุสลิมด้วย
ขณะที่บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายเบเกอรี่แบรนด์ฟาร์มเฮ้าส์ ได้ออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง และทำการตลาดโฆษณาประชาสัมพันธ์ทางสื่อเพื่อสร้างการเติบโต นอกจากนี้ยังมีแผนการลงทุนในต่างประเทศเพิ่มเติมด้วย จากปัจจุบันส่งสินค้าไปทำตลาดที่ประเทศญี่ปุ่นแล้ว
ส่วนบริษัท สหโคเจน(ชลบุรี) จำกัด(มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจพลังงานไฟฟ้า เตรียมขยายการลงทุนด้านพลังงานทดแทน เช่น พลังงานไฟฟ้าชีวมวล จากที่ผ่านมาบริษัทใช้งบลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท ลงทุนโรงไฟฟ้าในลาวและเมียนมา
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,172 วันที่ 7 - 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
หากโฟกัสเฉพาะบริษัทในเครือที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์มีอยู่มากถึง 18 บริษัท ก็เป็นกลุ่มบริษัทที่มีส่วนสำคัญต่อการลงทุนของไทยด้วยเช่นกัน ซึ่งปีที่ผ่านมามียอดรายได้มากกว่า 9.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงปี 2554 ที่มีรายได้รวมกว่า 8.5 หมื่นล้านบาท แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและการเติบโตของเครือสหพัฒน์ที่มีอย่างต่อเนื่องสู่ปีที่ 80
[caption id="attachment_67989" align="aligncenter" width="700"]
5 ยุทธศาสตร์ SPI
บรรดาบริษัทในเครือสหพัฒน์นั้น บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) มีบทบาทสำคัญต่อการขยายธุรกิจการลงทุนเพื่อต่อยอดให้กับองค์กรแห่งนี้ เพราะปัจจุบันได้เข้าไปลงทุนในบริษัทในเครือถึง 153 บริษัท ซึ่งสามารถสร้างผลงานให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมามีรายได้จากการเข้าไปถือหุ้นบริษัทต่างๆ ประมาณ 30-35% และรายได้จากธุรกิจการค้าที่บริษัทดำเนินการเองสัดส่วน 37% โดยในภาพรวมแล้วบริษัทมีรายได้ในปี 2549 ประมาณ 2,600 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นเป็น 4,217 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากการดำเนิน 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ 1. การเป็นองค์กรที่กำกับดูแลอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และยั่งยืน 2. การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประเภทสวนอุตสาหกรรม โดยให้ความสำคัญกับสังคม สิ่งแวดล้อม
กลยุทธ์ที่ 3. แผนการลงทุน ซึ่งนายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ให้นโยบาย เมื่อร่วมลงทุนกับพันธมิตรใหม่ ต้องไม่เอาเปรียบเขา และต้องช่วยกันสร้างธุรกิจเพื่อเติบโตอย่างยั่งยืน โดยผ่านการพิจารณาการลงทุนจากคณะกรรมการก่อนเสมอ กลยุทธ์ที่ 4. บริษัทมีการส่งเสริมการค้า ซึ่งจะเป็นแกนกลางให้กับเครือสหพัฒน์ ในการส่งเสริมการลงทุนให้กับ 153 บริษัท ทางด้านกลยุทธ์การค้าทั้งภายในและต่างประเทศ และกลยุทธ์ที่ 5 การพัฒนาด้านบุคลากร ด้วยการจัดตั้งศูนย์พัฒนาด้านบุคลากรของเครือสหพัฒน์ขึ้นมา เนื่องจากให้ความสำคัญกับบุคลากร เพราะเห็นว่าบุคลากร คือ ทุนมนุษย์อย่างหนึ่ง ไม่ใช่สินทรัพย์
เดินหน้าลงทุนในประเทศและตปท.
ขณะที่การลงทุนของบริษัทแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ การลงทุนในหุ้นและหลักทรัพย์ ซึ่ง 5 ปีที่ผ่าน (ปี 2554-2558) มามีอัตราการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง 95.8% ส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีการลงทุนสูง ส่วนการลงทุนในต่างประเทศ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การลงทุนในอาเซียน อาทิ ประเทศอินโดนีเซีย 54% เมียนมา 3% ในธุรกิจสินค้าแฟชั่น และสินค้าอุปโภคบริโภค ส่วนการลงทุนนอกอาเซียน มีการลงทุนตั้งโรงงานผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศฮังการี ด้วยสัดส่วนถือหุ้น 62% นอกจากนี้ยังมีการลงทุนในประเทศจีนและฝรั่งเศสด้วย
แฟชั่น-เครื่องสำอางรับเทรนด์โลก
สำหรับกลุ่มเครื่องสำอางภายใต้บริษัท โอซีซี จำกัด (มหาชน) ที่พัฒนาสินค้านวัตกรรมตอบสนองความต้องการของผู้บริโภครับกับเทรนด์โลก เช่น การนำสารสกัดจากหอยทากมาผสมกับฟิลเลอร์ที่ใช้ในคลินิกความงาม มาเป็นส่วนผสมเครื่องสำอาง การซื้อสินค้าออนไลน์ ได้นำเทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค) มาใช้ในการชำระค่าสินค้า
ส่วนบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ผู้จัดจำหน่ายสินค้าในเครือสหพัฒน์ ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจ 3 ประการ ได้แก่ 1. ให้ความสำคัญกับคู่ค้า 2.ให้ความสำคัญกับพอร์ตฟอลิโอของสินค้า ทั้งอาหาร แฟชั่น และสินค้าลักชัวรี และ 3. การพัฒนาระบบจัดจำหน่าย ระบบซัพพลายเชน การบริหารสต็อก ระบบไอที และการค้าออนไลน์ ด้วยการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
ด้านบริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบรนด์มาม่า ยังขยายตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปภายใต้แบรนด์มาม่าทั้งในประเทศ และอีกส่งออกอีก 22 ประเทศผ่านเครือข่ายการค้ารายใหญ่ 137 เครือข่าย ซึ่งภาพรวมธุรกิจในช่วง 6 เดือนแรกมีการเติบโต 10% ส่วนบริษัท เพรซิเดนท์ไรซ์โปรดักส์ จำกัด(มหาชน) เตรียมรุกหนักตลาดเส้นหมี่ขาว รับเทรนด์สุขภาพ สร้างการเติบโต หลังตลาดบะหมี่โดยรวม จะเป็นบะหมี่ทอดเส้นเหลืองสัดส่วน 90% และบริษัทเตรียมรุกตลาดฮาลาลตอบสนองความต้องการผู้บริโภคมุสลิมด้วย
ขณะที่บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายเบเกอรี่แบรนด์ฟาร์มเฮ้าส์ ได้ออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง และทำการตลาดโฆษณาประชาสัมพันธ์ทางสื่อเพื่อสร้างการเติบโต นอกจากนี้ยังมีแผนการลงทุนในต่างประเทศเพิ่มเติมด้วย จากปัจจุบันส่งสินค้าไปทำตลาดที่ประเทศญี่ปุ่นแล้ว
ส่วนบริษัท สหโคเจน(ชลบุรี) จำกัด(มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจพลังงานไฟฟ้า เตรียมขยายการลงทุนด้านพลังงานทดแทน เช่น พลังงานไฟฟ้าชีวมวล จากที่ผ่านมาบริษัทใช้งบลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท ลงทุนโรงไฟฟ้าในลาวและเมียนมา
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,172 วันที่ 7 - 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2559






