
เอสซีจี กางแผนปี 70 ลุย 3 เรื่องใหญ่สู้โลกสองขั้ว ผนึก GC พร้อมเร่งลดต้นทุน
เอสซีจี เปิดแผนธุรกิจต่อเนื่องถึงปี 2570 รับมือราคาพลังงานพุ่งสูง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาวะอุปทานล้นตลาดจากจีน เดินหน้าผนึกธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ระหว่าง SCGC กับ GC ขึ้นเป็นหนึ่งใน 10 ผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก ส่วนผลประกอบการ 9 เดือนแรกมี Adjusted Cash EBITDA 57,357 ล้านบาท เติบโต 19%
KEY
POINTS
- เอสซีจีวางแผนธุรกิจปี 2570 เพื่อรับมือความท้าทายจากราคาพลังงานสูง การค้าโลกที่แบ่งขั้ว และสินค้าล้นตลาด โดยมุ่งเน้น 3 กลยุทธ์หลัก
- เดินหน้าผนึกกำลังกับ GC ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ โดยคาดว่าจะจัดตั้งบริษัทร่วมทุนแล้วเสร็จในครึ่งหลังของปี 2570
- ผลประกอบการช่วง 9 เดือนแรก Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ 57,357 ล้านบาท โต 19% กำไรสำหรับงวด 20,143 ล้านบาท โต 13% และรายได้ 382,236 ล้านบาท โต 3%
- หนี้สินสุทธิลดลง 42,656 ล้านบาท ทำให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดจาก 5.5 เหลือ 3.6 เท่า โดยตั้งเป้าลงไปที่ 3.5 เท่า
29 ตุลาคม 2569 นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า เอสซีจี เตรียมแผนการดำเนินธุรกิจในช่วงต่อจากนี้ โดยเฉพาะในปี 2570 เพื่อรับมือราคาพลังงานที่จะยังสูงต่อเนื่องจากวิกฤตตะวันออกกลาง โลกการค้าที่แบ่งสองขั้ว และสินค้าล้นตลาดจากจีน โดยขับเคลื่อนธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ ภายหลังจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC
รวมทั้งการเร่งใช้อีเทนที่โรงงาน LSP เวียดนาม และการใช้ AI & Robotics ยกระดับฐานผลิตทั่วอาเซียน หลังผลงานประกอบการ 9 เดือนแรกปี 2569 บริษัทมี Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ 57,357 ล้านบาท เติบโต 19%
นายธรรมศักดิ์ ประเมินว่า ปี 2570 ราคาพลังงานจะยังอยู่ในระดับสูง เพราะปัญหาตะวันออกกลางยังไม่แน่นอน และแม้สถานการณ์ทรงตัวก็จะมีการเร่งสำรองพลังงานเชิงยุทธศาสตร์ตามมา ขณะที่ประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และการค้าจะส่งผลต่อเนื่องเพราะโลกแบ่งเป็นสองขั้วแล้ว ส่วนกำลังการผลิตส่วนเกินจากจีนที่ไหลเข้าอาเซียนและยุโรปยังต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะระบายหมด ทั้งยังต้องบริหารต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นและเงินบาทที่แข็งค่า
กาง 3 เรื่องใหญ่รับอนาคต
สำหรับแผนปี 2570 เอสซีจีวาง 3 เรื่องใหญ่ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด ได้แก่ การผนึก SCGC และ GC ซึ่งคาดสร้าง Synergy ราว 150-200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่ LSP เวียดนาม ซึ่งลดต้นทุนได้มากกว่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และการขยายธุรกิจโลจิสติกส์ที่ประสบความสำเร็จในไทยออกไปยังอาเซียน โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ควบคู่กับการขยาย Low Carbon Cement Platform ในภูมิภาค
“ปีหน้าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวแบบรูปตัว K กลุ่มที่อยู่ขาขึ้นจะโตแรง เศรษฐกิจโลกและสหรัฐฯ ถูกพยุงไว้ด้วยกลุ่ม AI ส่วนกลุ่มที่ไม่ใช่ AI อาจอยู่ฝั่งขาลง ธุรกิจของเอสซีจีถือว่าอยู่ในระดับที่โอเค แต่ต้องทำงานด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ช่วงครึ่งปีแรกเราสร้างมูลค่าจาก AI ได้เกือบ 700 ล้านบาท ตอนแรกตกใจว่าทำได้มากขนาดนั้น จึงส่งทีมไปตรวจทุกโครงการ พบว่าเกิดขึ้นจริง และจะเดินหน้าต่อยอดอีกมาก” นายธรรมศักดิ์ กล่าว
ลดต้นทุน-ปรับเปลี่ยนสู่พลังงานสีเขียว
ด้านต้นทุนพลังงาน เอสซีจีจะเร่งลดต้นทุนพร้อมปรับเปลี่ยนสู่พลังงานสีเขียวต่อเนื่อง ขณะที่ด้านการเงินตั้งเป้าดึงอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลงมาที่ 3.5 เท่า จากปัจจุบัน 3.6 เท่า และ 5.5 เท่า ณ สิ้นปีก่อน ส่วนงบลงทุนนั้น นางจันทนิดา สาริกะภูติ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ - การเงินและการลงทุน ระบุว่า 9 เดือนแรกใช้ไปราว 18,000 ล้านบาท ไตรมาส 4 ยังมีโครงการ LSP และกลุ่มแพคเกจจิ้งที่ต้องลงทุนเพิ่ม ทั้งปีจึงน่าจะใกล้เป้า 30,000 ล้านบาท
นายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC กล่าวว่า ในส่วนธุรกิจเคมิคอลส์ สถานการณ์ตั้งแต่ไตรมาส 3 ถึงปัจจุบันยังยากลำบาก หลังกลางเดือนสิงหาคมสงครามกลับมาตึงตัว กลุ่มฮูตีโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกของซาอุดีอาระเบีย การสู้รบขยายไปทะเลแดง และยูเครนโจมตีคลังน้ำมันรัสเซีย ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบแข็งตัว ขณะที่ผู้ผลิตตะวันออกกลางขนเม็ดพลาสติกทางบกแล้วถ่ายลำเรือนอกช่องแคบฮอร์มุซเข้ามาขายในภูมิภาค กดดันให้ส่วนต่างราคาขยับช้ากว่าต้นทุน
SCGC จึงปรับวิธีทำงานด้วยการติดตามต้นทุนการผลิตเป็นรายวันเพื่อจับคู่กับการขาย เลือกตลาดและลูกค้าที่ปรับราคาตามต้นทุนได้ และเน้นสินค้ามูลค่าสูง (HVA) แทนสินค้าโภคภัณฑ์ที่ถูกสินค้านำเข้าแย่งตลาด ขณะที่ค่าระวางเรือขนแนฟทาปรับขึ้นเกือบ 100% จากการเลี่ยงเส้นทางฮอร์มุซและทะเลแดง ส่วนโรงงาน ROC กลับมาเดินเครื่องตั้งแต่กลางเดือนกันยายน 2569 และโรงงาน MOC เดินเครื่องเต็มกำลังเพื่อป้อนลูกค้าในประเทศ
สำหรับโครงการ LSP ที่หยุดเดินเครื่องชั่วคราวตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม SCGC ใช้จังหวะปรับปรุงใหญ่เปลี่ยนเครื่องจักรให้ใช้อีเทนเป็นวัตถุดิบ ภายใต้สัญญาซื้ออีเทนระยะยาว 10 ปี ซึ่งราคาไม่ได้ขยับตามน้ำมันและก๊าซ งานปรับปรุงเร่งได้เร็วกว่าแผนเดิมราว 3 เดือน โดยจัดหาสปอตอีเทนมาทดสอบระบบ คาดกลับมาเดินเครื่องกลางปี 2570 ซึ่งรัฐบาลเวียดนามขอให้เร่งเนื่องจากความต้องการพลาสติกในตลาดสูง
ผนึก GC ตั้งบริษัทร่วมทุนเสร็จครึ่งหลัง 70
ส่วนการผนึกกำลังกับ GC ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ ซึ่งคณะกรรมการทั้งสองบริษัทอนุมัติแล้ว จะเข้าสู่การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในเดือนธันวาคม โดย GC กำหนดประชุมวันที่ 3 ธันวาคม ก่อนยื่นคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) พิจารณา จากนั้นจะนำสินทรัพย์ของทั้งสองฝ่ายมารวมไว้ในบริษัทใหม่ ซึ่ง SCGC ถือหุ้น 44% และ GC ถือ 56% คาดจัดตั้งบริษัทร่วมทุนแล้วเสร็จในครึ่งหลังปี 2570 โดยเน้นพลาสติกกลุ่ม PE และ PP ที่คิดเป็น 70% ของการใช้พลาสติกโลก
“การรวมครั้งนี้ทำให้เราเป็นผู้ผลิตอันดับ 1 ในไทยและอาเซียน และอันดับ 10 ของโลก จุดแข็งสองฝั่งจะเสริมกัน ทั้งวัตถุดิบ อำนาจต่อรองการจัดซื้อ การใช้สินทรัพย์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด การลดอะไหล่ซ้ำซ้อน และการเดินเครื่องเกรดพลาสติกได้ยาวขึ้น Synergy น่าจะเกิดเต็มที่ภายในไม่เกิน 3 ปี แต่ส่วนตัวมองว่าปีแรกจะได้อย่างน้อย 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐทันที” นายศักดิ์ชัย กล่าว
จับตาอุตสาหกรรมซีเมนต์เจอต้นทุนพุ่ง
ส่วนอุตสาหกรรมซีเมนต์และก่อสร้างไตรมาส 4 ยังเผชิญต้นทุนพลังงานผันผวนและกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ งบลงทุนภาครัฐต่ำกว่าปีก่อน 24% และส่วนใหญ่เป็นโครงการเล็กไม่ถึง 10 ล้านบาท บริษัทจึงหันไปเจาะกลุ่ม Data Center ที่ยังลงทุนต่อเนื่อง ตลาดเวียดนามที่ยังเติบโต และส่งออกปูนคาร์บอนต่ำไปออสเตรเลียและสหรัฐฯ จากฐานผลิตในเวียดนาม
เปิดผลประกอบการ 9 เดือน
ด้านผลประกอบการ 9 เดือนปี 2569 เอสซีจีมีรายได้จากการขาย 382,236 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% Adjusted Cash EBITDA 57,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% กำไรสำหรับงวด 20,143 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% และหากไม่รวมการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือและรายการปรับปรุงอื่น Adjusted Profit อยู่ที่ 14,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,831 ล้านบาท แม้ปีนี้มีการหยุดเดินเครื่องโรงงานเคมิคอลส์หลายช่วง
ทั้งนี้เฉพาะไตรมาส 3 ปี 2569 เอสซีจีมีรายได้จากการขาย 122,666 ล้านบาท Adjusted Cash EBITDA 14,444 ล้านบาท และกำไรสำหรับงวด 2,385 ล้านบาท ฐานะการเงินแข็งแกร่งขึ้น โดยหนี้สินสุทธิลดลง 42,656 ล้านบาทจากไตรมาส 4 ปี 2568 อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดลงเหลือ 3.6 เท่า และมีเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นไตรมาส 75,147 ล้านบาท
รายธุรกิจ SCGC มี Adjusted EBITDA ไม่รวม LSP ช่วง 9 เดือน 14,441 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42% และกำไรสำหรับงวด 4,160 ล้านบาท แต่ไตรมาส 3 มี Adjusted EBITDA ไม่รวม LSP 2,756 ล้านบาท และขาดทุนสำหรับงวด 1,738 ล้านบาท จากการหยุดโรงงาน ROC ชั่วคราวและการปรับปรุงโรงงาน LSP ให้ใช้อีเทน ซึ่งยังไม่เริ่มดำเนินงานเชิงพาณิชย์
ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง 9 เดือนมี Adjusted Cash EBITDA 16,018 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% กำไรสำหรับงวด 7,459 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53% ไตรมาส 3 มี Adjusted Cash EBITDA 4,611 ล้านบาท กำไร 1,669 ล้านบาท ขณะที่เอสซีจี เดคคอร์ ไตรมาส 3 มี Adjusted Cash EBITDA 839 ล้านบาท โต 36% จากไตรมาสก่อน กำไร 314 ล้านบาท พร้อมขยายกำลังผลิตโรงงาน Dai Loc ราว 6 ล้านตารางเมตร คาดเสร็จไตรมาส 4 ปีนี้
ธุรกิจแพคเกจจิ้ง 9 เดือนมี Adjusted Cash EBITDA 15,725 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% กำไรสำหรับงวด 5,896 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 106% ไตรมาส 3 มี Adjusted Cash EBITDA 5,253 ล้านบาท กำไร 2,026 ล้านบาท โดยต่อยอดการฟื้นตัวในอินโดนีเซีย ลงทุนในบริษัทจินจงฟา อุตสาหกรรมกระดาษ (JZF) เพื่อรองรับลูกค้าจีนและตลาดผลไม้ส่งออก และขยายโอกาสในเวียดนามและอินเดีย







