
เอสซีจี รุกหาพันธมิตรจีน กระจายความเสี่ยงธุรกิจ ชูอาเซียนเติบโตสูง
เอสซีจี เปิดทิศทางธุรกิจ เตรียมหาพันธมิตรจากประเทศจีน ตั้งเป้าหมายขยายสัดส่วนให้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 10% ภายใน 5-10 ปีข้างหน้า กระจายความเสี่ยงธุรกิจ พร้อมมองภูมิภาคอาเซียนยังเติบโตสูง
KEY
POINTS
- เอสซีจีเร่งหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์จากจีนที่กำลังขยายฐานสู่ภูมิภาคอาเซียน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตในระยะยาว
- บริษัทมุ่งขยายการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูง โดยใช้ฐานธุรกิจในประเทศต่างๆ เป็นกลไกสำคัญ
- กลยุทธ์การหาพันธมิตรและขยายตลาดในภูมิภาคมีเป้าหมายเพื่อกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ ควบคู่ไปกับการปรับแหล่งจัดหาวัตถุดิบเพื่อลดการพึ่งพาแหล่งเดียว
นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยถึงทิศทางธุรกิจว่า ภายในช่วงเวลา 3 ปีนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการการสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partner) กับพันธมิตรจากประเทศจีน ซึ่งกำลังขยายฐานออกมายังภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น โดยที่ผ่านมาเอสซีจีเริ่ม ได้เริ่มขยายความร่วมมืออย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะกลุ่มบริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) ที่มีการประกาศร่วมทุนกับพันธมิตรจีนรายใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันและสร้างการเติบโตระยะยาวในภูมิภาคแล้ว
นายธรรมศักดิ์ กล่าวว่า บริษัทเน้นการเลือกพันธมิตรที่มีความจริงใจและมีแนวคิดทางธุรกิจที่สอดคล้องกันเพื่อสร้างสินทรัพย์ที่มั่นคงมากกว่าการสร้างภาระผูกพันระยะสั้นและพร้อมต่อยอดความแข็งแกร่งร่วมกันไปสู่ระดับโลก โดยที่ผ่านมาบริษัทได้กำหนดนโยบายให้ผู้บริหารระดับสูงและผู้จัดการใหญ่ทุกกลุ่มธุรกิจเดินทางไปศึกษาดูงานในประเทศจีนอย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างความเข้าใจในตลาดและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายด้วย
“การคัดเลือกพันธมิตรจีนนั้นบริษัทให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและหลักธรรมาภิบาล โดยเน้นกลุ่มพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญเทคโนโลยีและหลีกเลี่ยงกลุ่มทุนสีเทาที่อาจสร้างปัญหาทางธุรกิจ เพราะตอนนี้เห็นโอกาสทางการเติบโตในจีนเปิดกว้างในหลายภาคส่วนทั้งธุรกิจบรรจุภัณฑ์ ปิโตรเคมี ก่อสร้าง และกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการเจรจา คาดว่าจะเห็นผลความร่วมมือที่ชัดเจนภายในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า” นายธรรมศักดิ์ ระบุ
นายธรรมศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันรายได้ของเอสซีจีจากตลาดจีนมีสัดส่วนเพียง 2% ของรายได้รวม แต่ภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่ บริษัทตั้งเป้าหมายขยายสัดส่วนดังกล่าวให้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 10% ภายใน 5-10 ปีข้างหน้า
ขณะเดียวกัน เอสซีจี ยังพยายามหาโอกาสการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน โดยมองเห็นความจำเป็นในการสร้างความเข้มแข็งในระดับภูมิภาค ภายหลังเห็นทิศทางการเติบโตของอาเซียนอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากมูลค่าการค้าที่ขยายตัวสูงถึง 8.23 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้เอสซีจี ยังมองว่า จะใช้ความแข็งแกร่งของสำนักงานในประเทศต่าง ๆ ทั้งเวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เพื่อสร้างความร่วมมือที่เกื้อหนุนกัน โดยมองว่าจุดแข็งที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศจะช่วยสร้างการเติบโตแบบยั่งยืน นอกจากนี้ยังมีการส่งทีมงานเข้าไปสำรวจโอกาสในประเทศรอบภูมิภาคอาเซียน รวมถึงตลาดในประเทศอินเดียด้วย แต่ท้ายที่สุดก็ต้องพิจารณาข้อมูลให้ดี
ส่วนสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางและช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทต้องปรับเปลี่ยนแหล่งการจัดหาวัตถุดิบโดยกระจายความเสี่ยงไปแหล่งอื่น ๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งเดียว
นายธรรมศักดิ์ กล่าวอีกว่า เพื่อรับมือกับกติกาการแข่งขันใหม่ เอสซีจีให้ความสำคัญกับการเร่งเสริมขีดความสามารถทางการแข่งขันให้แข็งแกร่งในหลายมิติ ทั้งในระยะเร่งด่วน คือทำทันที ด้วยการบริหารความเสี่ยงพลังงานและวัตถุดิบแบบเรียลไทม์ เพิ่มการใช้พลังงานสะอาด และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และการรักษาวินัยทางการเงินต่อเนื่อง ซึ่งทำให้เอสซีจีมี Adjusted Cash EBITDA ในไตรมาส 1/2569 ล่าสุดที่ 14,929 ล้านบาท แกร่งขึ้น 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่ระยะกลาง (ปี 2569 - 2570) เน้นการเชื่อมโยงศักยภาพการดำเนินงานระดับภูมิภาค (ASEAN Scale) ผ่านการประยุกต์ใช้ Robotics & AI และเทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมเดินหน้าโครงการเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบด้วยก๊าซอีเทนที่โรงงานลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ (LSP) ประเทศเวียดนาม ซึ่งคาดว่าการดำเนินการจะเร็วกว่าแผนเดิมที่กำหนดไว้ ล่าสุดอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม
เช่นเดียวกับการเร่งขยายการผลิตคาร์บอนซีเมนต์ไปยังประเทศเวียดนามและอินโดนีเซียเพื่อขยายฐานลูกค้าและเพิ่มความสามารถในการส่งออกซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากความต้องการในประเทศที่ชะลอตัวลง รวมทั้งการรวมกลุ่มโรงงานขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพต่ำให้กลายเป็นโรงงานขนาดใหญ่ เพื่อช่วยเพิ่มสเกลการผลิตและความคุ้มค่าต่อการลงทุน และเตรียมนำระบบหุ่นยนต์รวมถึงเทคโนโลยี AI เข้ามาเพิ่มขึ้น
พร้อมกันนี้ยังการศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่าง บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ร่วมกับบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC เพื่อสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันระดับภูมิภาค การพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค ทั้งสินค้ารักษ์โลก สินค้าคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า และสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง
ส่วนในระยะยาว (ปี 2569 เป็นต้นไป) เอสซีจี เตรียมขยายการลงทุนในพลังงานสะอาด ลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีศักยภาพสูง สร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์และควบรวมกิจการ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า รวมไปถึงการขับเคลื่อนการเติบโตที่ทุกคนได้ประโยชน์
"ยุทธศาสตร์ในระยะ 3-5 ปีข้างหน้าเอสซีจีวางแผนที่จะก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่เป็นเอสเคิร์ฟ โดยเน้นไปที่พลังงานสะอาดและการเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อตอบโจทย์โลกรวน โดยศึกษาเทคโนโลยีที่ช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน การมองเห็นโอกาสในการสร้างธุรกิจใหม่ในตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูงอย่างอินเดียและเวียดนาม ซึ่งมีความต้องการวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับตลาดในประเทศไทยที่เริ่มอิ่มตัว" นายธรรมศักดิ์ กล่าว







