
เอสซีจี เตือนรับมือเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง 2569 ผันผวนหนัก อวดกำไรครึ่งปีพุ่ง
เอสซีจี เปิดสัญญาณเตือนครึ่งปีหลัง 2569 ผันผวนหนักกว่าครึ่งปีแรก หลังเจอวิกฤตตะวันออกกลาง พร้อมกางแผนรับมือเร่งทรานฟอร์มธุรกิจครั้งใหญ่ให้สำเร็จภายในปีหน้า ก่อนอวดกำไรครึ่งปีแรกพุ่ง EBITDA โต 35%
KEY
POINTS
- เอสซีจีเตือนเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง 2569 จะมีความผันผวนรุนแรงกว่าครึ่งปีแรก จากปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ พายุเศรษฐกิจ และการทะลักของสินค้าราคาถูกจากจีน
- ผลประกอบการครึ่งปีแรก 2569 แข็งแกร่ง มีกำไร 17,758 ล้านบาท และ Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ 42,913 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
- บริษัทรับมือความเสี่ยงด้วยการควบคุมหนี้สินและเร่งทรานส์ฟอร์มธุรกิจครั้งใหญ่ให้สำเร็จภายในปี 2570 เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว
- คณะกรรมการบริษัทอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตรา 3.5 บาทต่อหุ้น จากผลประกอบการที่เติบโต
วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า สถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 จะมีความหนักกว่าครึ่งปีแรกที่ผ่านมา เหมือนการขึ้นรถไฟเหาะที่ปรับตัวขึ้นลงอย่างรุนแรงตลอดเวลาส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องเร่งบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างระมัดระวังและใกล้ชิดยิ่งขึ้น
ทั้งนี้เห็นว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตาคือปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และพายุทางเศรษฐกิจที่ทวีความรุนแรง รวมถึงการทะลักเข้ามาของสินค้าราคาถูกจากจีนที่มีกำลังการผลิตส่วนเกิน ถือเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสที่ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวผ่านความร่วมมือในรูปแบบต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีประเด็นเงินเฟ้อจากราคาอาหารและพลังงานที่จะกดดันหนักขึ้นในปีหน้า เอสซีจีจึงให้ความสำคัญกับการควบคุมระดับหนี้ให้เหมาะสมเพื่อรักษาความมั่นคงทางการเงินท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก
นายธรรมศักดิ์ กล่าวว่า วิสัยทัศน์ของเอสซีจีในปัจจุบันมองไปไกลกว่าผลกระทบระยะสั้นในครึ่งปีหลัง โดยมุ่งเป้าไปทรานฟอร์มธุรกิจครั้งใหญ่ให้สำเร็จภายในปี 2570 ผ่านการยกระดับประสิทธิภาพการทำงานด้วยนวัตกรรม หากดำเนินการตามแผนงานที่วางไว้ได้ครบถ้วน จะทำให้บริษัทมีความเข้มแข็งขึ้นอีกระดับและพร้อมรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจในทุกรูปแบบ ซึ่งจะสะท้อนผ่านฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งพอจะดูแลผลตอบแทนผู้ถือหุ้นได้อย่างต่อเนื่อง
"เอสซีจียืนยันไม่เคยละทิ้งแผนการดำเนินงานระยะ 2 ปี ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของการสร้างฐานธุรกิจให้มั่นคง โดยขณะนี้โครงการสำคัญภายใต้แผนดังกล่าวดำเนินการไปแล้วกว่า 60% ครอบคลุมทั้งการปรับโครงสร้างธุรกิจ การแสวงหาพันธมิตรรายใหม่โดยเฉพาะจากจีน และการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทั่วทุกกลุ่มธุรกิจ ถ้าเราทำแผนสองปีเสร็จหมด ภายในปีหน้า ต่อให้โลกมันวุ่นวายกันกว่านี้ก็ยังอยู่ในฐานที่เข้มแข็ง” นายธรรมศักดิ์ กล่าว
ทั้งนี้ผลจากกลยุทธ์ทั้งระยะเร่งด่วนและระยะกลางดังกล่าว ทำให้ผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2569 ออกมาแข็งแกร่ง โดยเอสซีจีมี Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ 42,913 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 17,758 ล้านบาท และหากไม่รวมรายการพิเศษซึ่งส่วนใหญ่เป็นการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ จะมีกำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 12,649 ล้านบาท ส่วนรายได้จากการขายรวมอยู่ที่ 259,570 ล้านบาท
ขณะที่ไตรมาส 2 ปี 2569 เอสซีจีมี Adjusted Cash EBITDA 27,984 ล้านบาท รายได้จากการขาย 136,243 ล้านบาท และกำไรสำหรับงวด 11,535 ล้านบาท หรือ 10,833 ล้านบาทหากไม่รวมรายการพิเศษ ขณะเดียวกันหนี้สินสุทธิลดลง 39,176 ล้านบาทจากไตรมาสก่อนหน้า ทำให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดลงมาอยู่ที่ 3.7 เท่า จากเดิม 5.0 เท่า ส่วนเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นเป็น 76,775 ล้านบาท
ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์ วัสดุก่อสร้างและตกแต่งภายใต้ชื่อเอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มีกำไรสำหรับงวด 5,790 ล้านบาท และ Adjusted Cash EBITDA 11,407 ล้านบาท จากการปรับโครงสร้างธุรกิจรวมสามธุรกิจเดิมเข้าด้วยกันและบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้แรงหนุนจากโครงการภาครัฐในไทยรวมถึงตลาดเวียดนามและอินโดนีเซียที่เติบโต ขณะที่ตลาดเอกชนในประเทศยังคงชะลอตัวอยู่
ส่วนเอสซีจี เดคคอร์ มี Adjusted Cash EBITDA 1,378 ล้านบาท จากรายได้ต่างประเทศที่เติบโตโดยเฉพาะในเวียดนาม
ธุรกิจเคมิคอลส์ภายใต้เอสซีจีซี มีกำไรสำหรับงวด 5,898 ล้านบาท และ Adjusted Cash EBITDA 15,600 ล้านบาท แม้สถานการณ์ตะวันออกกลางจะกระทบต่อการจัดหาวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทาน จนโรงงานปิโตรเคมีหลายแห่งต้องหยุดหรือลดกำลังการผลิต แต่ราคาพอลิเอทิลีนและพอลิโพรพิลีนที่ปรับตัวสูงขึ้นตามอุปทานที่ลดลงกลับเป็นผลดีต่อบริษัท ในช่วงที่ผ่านมาเอสซีจียังขายหุ้น 14.86% ใน PT Chandra Asri Pacific Tbk. ประเทศอินโดนีเซีย มูลค่าราว 24,900 ล้านบาท เพื่อลดภาระทางการเงินและนำไปลงทุนในโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP เวียดนาม
ด้านธุรกิจแพคเกจจิ้งภายใต้เอสซีจีพี มีกำไรสำหรับงวด 3,870 ล้านบาท และ Adjusted Cash EBITDA 10,472 ล้านบาท โดยสาเหตุหลักมาจากธุรกิจในอินโดนีเซียที่พลิกจากขาดทุนเป็นกำไรได้สำเร็จ จากปริมาณการขายบรรจุภัณฑ์ในประเทศที่เพิ่มขึ้นและการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่ธุรกิจในเวียดนามยังได้แรงหนุนต่อเนื่องจากการขยายตัวของเศรษฐกิจและการบริโภคภายในประเทศ ความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์โดยรวมฟื้นตัวขึ้นในไตรมาส 2 แม้ต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และค่าขนส่งจะปรับเพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางก็ตาม
จากผลประกอบการดังกล่าว คณะกรรมการบริษัทอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตรา 3.5 บาทต่อหุ้น คิดเป็นเงินรวม 4,200 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 24 ของกำไรสำหรับงวดครึ่งปีแรก โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในวันที่ 21 สิงหาคม 2569 กำหนดวันที่ไม่มีสิทธิรับเงินปันผล หรือ XD ในวันที่ 5 สิงหาคม 2569 และกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผลหรือ Record Date ในวันที่ 6 สิงหาคม 2569
สำหรับทิศทางในปีหน้า เอสซีจีจะเร่งทรานส์ฟอร์มธุรกิจด้วยกลยุทธ์ระยะกลางต่อเนื่อง อาทิ การผลักดันโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP เวียดนาม ซึ่งการก่อสร้างถังเก็บอีเทนมีความคืบหน้ากว่า 60% และคาดว่าจะพร้อมเริ่มดำเนินการปลายปี 2570 ตามแผน รวมถึงการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่างจีซีและเอสซีจีซี ที่อยู่ระหว่างเร่งศึกษาความเป็นไปได้และคาดว่าในช่วงเดือนก.ย.นี้จะแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ต่อไป
อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในครึ่งปีหลังของปี 2569 ยังท้าทายสูงจากความไม่แน่นอนของความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์โดยเฉพาะในตะวันออกกลางซึ่งมีแนวโน้มลุกลาม รวมถึงการแข่งขันด้านราคาสินค้าที่รุนแรง เงินเฟ้อ และต้นทุนพลังงานที่ผันผวน แต่เอสซีจีมั่นใจว่าจะรับมือได้อย่างเข้มแข็งด้วยกลยุทธ์ที่ดำเนินไปแล้วและพร้อมเดินหน้าต่อ โดยเชื่อมั่นว่า Adjusted Cash EBITDA ตลอดทั้งปีนี้จะดีกว่าปี 2568 และสามารถดูแลผู้ถือหุ้นตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มได้อย่างต่อเนื่อง







