
สมิติเวชชู3 นโยบายหลักดันเติบโต ผุดอาคารใหม่เจาะลูกค้าพรีเมียม
สมิติเวชฯชู 3 นโยบายหลักรักษาพยาบาล บริการ และสิ่งแวดล้อม กางแผนลงทุนเตรียมทุ่ม 900 ล้านสร้างตึกใหม่ 7 ชั้นสิงหาคมนี้ เน้นรักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร มะเร็งลำไส้ เจาะลูกค้าพรีเมียม ชี้แนวโน้มการรักษาพยาบาลของไทยเป็นที่ยอมรับระดับสากลมากขึ้น หลังต่างชาติมาใช้บริการเพิ่ม
นายนิธิวัฒน์ กิจศรีอุไร ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท เปิดเผยว่าได้วางนโยบายการบริหารนับจากนี้ด้วยการสร้างการเติบโตขององค์กรภายใต้หลักธรรมาภิบาล มุ่งเน้นการบริการที่ตอบสนองปัญหาสังคมเป็นหลักประกอบด้วย 3 ด้าน คือ ด้านการรักษาพยาบาล ด้านการบริการ และด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีภายในโรงพยาบาล ทั้งให้ความสำคัญเรื่องจุดเด่นด้านการบริการรักษาโรคภัยที่ผู้คนเจ็บป่วยเป็นจำนวนมาก เช่น โรคมะเร็งลำไส้ และการรักษาเด็กเล็ก รวมถึงลดความเสี่ยงการเสียชีวิตทารกแรกเกิดที่มีน้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐาน โดยโรงพยาบาลมีแผนจะพัฒนาความสามารถในการดูแลและช่วยชีวิตทารกที่มีน้ำหนัก 250 กรัมให้ได้ในอนาคต ตลอดจนร่วมแก้ไขปัญหาสังคม สร้างความรู้ความเข้าใจป้องกันความเสี่ยงการเกิดโรคต่างๆ ผ่านบริการตรวจสุขภาพและให้คำแนะนำ “Early Detective”
ขณะที่แผนการลงทุนของบริษัทจากนี้ ได้เตรียมงบประมาณไม่ต่ำกว่า 900 ล้านบาท เพื่อซื้อที่ดิน พื้นที่ 1ไร่ บริเวณตรงข้ามโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท เพื่อก่อสร้างอาคารใหม่สูง 7 ชั้น มุ่งเน้นบริการและราคาที่พรีเมียมมากขึ้น โดยอาคารใหม่จะถูกนำมาใช้ในการบริการรักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร มะเร็งลำไส้ ทั้งประกอบด้วยศูนย์บริการผู้ป่วยญี่ปุ่น คลินิกทางด้านอาหารและตับ แผนกส่องกล้องและระบบทางเดินอาหาร ซึ่งถือเป็นการขยายบริการรองรับการรักษาอาการประเภทโรคมะเร็งลำดับ 1 ใน 3 ที่คนไทยป่วยมากที่สุดโดยจะเริ่มก่อสร้างอาคารช่วงเดือนสิงหาคมนี้ และจะเปิดให้บริการช่วงไตรมาส 2 ปี 2561
นอกจากนี้ช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ ทางโรงพยาบาลจะเปิดให้บริการศูนย์กุมารเวชครบวงจร ที่โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช แคมปัสสุขุมวิท เพื่อรองรับการบริการเด็กทั่วไปและเด็กพิเศษ รวมถึงทารกแรกเกิด ใช้งบลงทุนกว่า 40 ล้านบาท ปรับปรุงพื้นที่เดิม และขยายพื้นที่จากขนาด 1,000 ตร.ม.เป็น 2,000 ตร.ม.โดยมีจำนวนห้องตรวจโรค กว่า 36 ห้อง ขณะที่สัดส่วนผู้ป่วยที่เข้ามาใช้บริการในปัจจุบันประกอบด้วยผู้ป่วยคนไทย 60% และผู้ป่วยชาวต่างชาติ 40% โดยกลุ่มหลังนี้มีสัดส่วนของชาวญี่ปุ่นเข้ามารักษามากที่สุด ราว 18 – 20% รองลงมา คือ เมียนมา อังกฤษ ออสเตรเลีย และฝรั่งเศส โดยจำนวนผู้ป่วยชาวเมียนมาที่เข้ามาใช้บริการมีอัตราการเติบโต เฉลี่ยปีละ 10 -20% รวมถึงปัจจุบันเริ่มมีอัตราการเติบโตของจำนวนผู้ป่วยชาวจีนที่เข้ามารักษา เพิ่มขึ้นถึงปีละ 30%
“ปัจจุบันภาพรวมการเข้าใช้บริการของผู้ป่วยชาวต่างชาติในไทย เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปคือ ในอดีตกลุ่มชาวต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการกว่า 90% เป็นชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานและอาศัยในประเทศไทย(Expat) แต่ปัจจุบันสัดส่วนเริ่มเปลี่ยนไป โดยสัดส่วนกลุ่ม Expat ราว 70% และอีก 30% เป็นกลุ่มที่เดินทางมาเพื่อรักษาอาการที่ไทยโดยเฉพาะ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการบริการรักษาพยาบาลในไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากลมากขึ้น ”
นายนิธิวัฒน์กล่าวต่อว่า สำหรับภาพรวมการเติบโต 5 เดือนแรก เติบโต 6% ขณะที่ภาพรวมเชิงรายได้และจำนวนผู้ป่วยของโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ในช่วง 5 เดือนแรก (มกราคม-พฤษภาคม) มีอัตราการเติบโตเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกว่า 6% ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตปกติ และเติบโตสูงกว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพีของประเทศ เท่าตัว ขณะที่สิ้นปีนี้ตั้งเป้าการเติบโตเพิ่มจากปีก่อน 8% จากจำนวนโรงพยาบาลในเครือ“สมิติเวช”ทั้งสิ้น 6 สาขา รวมจำนวนกว่า 800 เตียง
Photo : samitivejhospitals.com
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,171 วันที่ 3 - 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
นายนิธิวัฒน์ กิจศรีอุไร ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท เปิดเผยว่าได้วางนโยบายการบริหารนับจากนี้ด้วยการสร้างการเติบโตขององค์กรภายใต้หลักธรรมาภิบาล มุ่งเน้นการบริการที่ตอบสนองปัญหาสังคมเป็นหลักประกอบด้วย 3 ด้าน คือ ด้านการรักษาพยาบาล ด้านการบริการ และด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีภายในโรงพยาบาล ทั้งให้ความสำคัญเรื่องจุดเด่นด้านการบริการรักษาโรคภัยที่ผู้คนเจ็บป่วยเป็นจำนวนมาก เช่น โรคมะเร็งลำไส้ และการรักษาเด็กเล็ก รวมถึงลดความเสี่ยงการเสียชีวิตทารกแรกเกิดที่มีน้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐาน โดยโรงพยาบาลมีแผนจะพัฒนาความสามารถในการดูแลและช่วยชีวิตทารกที่มีน้ำหนัก 250 กรัมให้ได้ในอนาคต ตลอดจนร่วมแก้ไขปัญหาสังคม สร้างความรู้ความเข้าใจป้องกันความเสี่ยงการเกิดโรคต่างๆ ผ่านบริการตรวจสุขภาพและให้คำแนะนำ “Early Detective”
ขณะที่แผนการลงทุนของบริษัทจากนี้ ได้เตรียมงบประมาณไม่ต่ำกว่า 900 ล้านบาท เพื่อซื้อที่ดิน พื้นที่ 1ไร่ บริเวณตรงข้ามโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท เพื่อก่อสร้างอาคารใหม่สูง 7 ชั้น มุ่งเน้นบริการและราคาที่พรีเมียมมากขึ้น โดยอาคารใหม่จะถูกนำมาใช้ในการบริการรักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร มะเร็งลำไส้ ทั้งประกอบด้วยศูนย์บริการผู้ป่วยญี่ปุ่น คลินิกทางด้านอาหารและตับ แผนกส่องกล้องและระบบทางเดินอาหาร ซึ่งถือเป็นการขยายบริการรองรับการรักษาอาการประเภทโรคมะเร็งลำดับ 1 ใน 3 ที่คนไทยป่วยมากที่สุดโดยจะเริ่มก่อสร้างอาคารช่วงเดือนสิงหาคมนี้ และจะเปิดให้บริการช่วงไตรมาส 2 ปี 2561
นอกจากนี้ช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ ทางโรงพยาบาลจะเปิดให้บริการศูนย์กุมารเวชครบวงจร ที่โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช แคมปัสสุขุมวิท เพื่อรองรับการบริการเด็กทั่วไปและเด็กพิเศษ รวมถึงทารกแรกเกิด ใช้งบลงทุนกว่า 40 ล้านบาท ปรับปรุงพื้นที่เดิม และขยายพื้นที่จากขนาด 1,000 ตร.ม.เป็น 2,000 ตร.ม.โดยมีจำนวนห้องตรวจโรค กว่า 36 ห้อง ขณะที่สัดส่วนผู้ป่วยที่เข้ามาใช้บริการในปัจจุบันประกอบด้วยผู้ป่วยคนไทย 60% และผู้ป่วยชาวต่างชาติ 40% โดยกลุ่มหลังนี้มีสัดส่วนของชาวญี่ปุ่นเข้ามารักษามากที่สุด ราว 18 – 20% รองลงมา คือ เมียนมา อังกฤษ ออสเตรเลีย และฝรั่งเศส โดยจำนวนผู้ป่วยชาวเมียนมาที่เข้ามาใช้บริการมีอัตราการเติบโต เฉลี่ยปีละ 10 -20% รวมถึงปัจจุบันเริ่มมีอัตราการเติบโตของจำนวนผู้ป่วยชาวจีนที่เข้ามารักษา เพิ่มขึ้นถึงปีละ 30%
“ปัจจุบันภาพรวมการเข้าใช้บริการของผู้ป่วยชาวต่างชาติในไทย เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปคือ ในอดีตกลุ่มชาวต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการกว่า 90% เป็นชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานและอาศัยในประเทศไทย(Expat) แต่ปัจจุบันสัดส่วนเริ่มเปลี่ยนไป โดยสัดส่วนกลุ่ม Expat ราว 70% และอีก 30% เป็นกลุ่มที่เดินทางมาเพื่อรักษาอาการที่ไทยโดยเฉพาะ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการบริการรักษาพยาบาลในไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากลมากขึ้น ”
นายนิธิวัฒน์กล่าวต่อว่า สำหรับภาพรวมการเติบโต 5 เดือนแรก เติบโต 6% ขณะที่ภาพรวมเชิงรายได้และจำนวนผู้ป่วยของโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ในช่วง 5 เดือนแรก (มกราคม-พฤษภาคม) มีอัตราการเติบโตเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกว่า 6% ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตปกติ และเติบโตสูงกว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพีของประเทศ เท่าตัว ขณะที่สิ้นปีนี้ตั้งเป้าการเติบโตเพิ่มจากปีก่อน 8% จากจำนวนโรงพยาบาลในเครือ“สมิติเวช”ทั้งสิ้น 6 สาขา รวมจำนวนกว่า 800 เตียง
Photo : samitivejhospitals.com
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,171 วันที่ 3 - 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2559






