
กกร. ชี้ไทยได้อานิสงส์คลื่น AI ดันส่งออกเทคโต 46% เร่งรัฐเชื่อมข้อมูล
กกร. ชี้ไทยได้ประโยชน์จากกระแส AI ส่งออกสินค้าเทคโนโลยีครึ่งปีแรกโต 45.9% เสนอรัฐเชื่อมข้อมูลภาครัฐ-เอกชน เพิ่ม Local Content Content รับ FDI 5.4 แสนล้านดอลลาร์ หนุน 5 ยุทธศาสตร์ใหม่กรอ.
KEY
POINTS
- กกร. ชี้ว่ากระแส AI ทั่วโลกส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทย โดยดันมูลค่าการส่งออกสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีในครึ่งปีแรกของปี 2569 ให้เติบโตสูงถึง 45.9%
- ภาคเอกชนเสนอให้ภาครัฐเร่งเชื่อมโยงและบูรณาการฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชน (Connect the Dots) เพื่อใช้วางนโยบายเศรษฐกิจที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ
- กกร. เสนอให้ยกระดับการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) สร้างห่วงโซ่อุปทาน และผลักดัน 5 ยุทธศาสตร์การลงทุนใหม่เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติ
กกร. ประเมินเศรษฐกิจโลกครึ่งหลังปี 2569 ยังเผชิญความไม่แน่นอนจากตะวันออกกลางและเงินเฟ้อ แต่ไทยยังมีโอกาสจากกระแส AI และการย้ายฐานการลงทุน หลังส่งออกสินค้าเทคโนโลยีครึ่งปีแรกพุ่ง 45.9% พร้อมเสนอรัฐเร่งเชื่อมโยงฐานข้อมูล ยกระดับ Local Content และผลักดัน 5 ยุทธศาสตร์ใหม่ รองรับเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ
กกร.ชี้เศรษฐกิจโลกยังผันผวน ไทยมีโอกาสจากกระแส AI
นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประจำเดือนสิงหาคม 2569 ว่า เศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ยังคงเผชิญความไม่แน่นอนสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ประกอบกับการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ส่งผลให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกมีลักษณะ K-Shape มากขึ้น
ทั้งนี้ การประเมินล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) สะท้อนให้เห็นว่าประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจะมีแนวโน้มชะลอตัว ขณะที่ประเทศที่ได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทย ยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีกว่า แม้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อหลังเหตุการณ์ตะวันออกกลางจะยังไม่คลี่คลาย และส่งผลให้ตลาดคาดการณ์ทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูงต่อไป
ส่งออกเทคโนโลยีโตแรง แต่ไทยต้องเร่งสร้างมูลค่าเพิ่ม
นายผยงกล่าวต่อว่า กกร. มองว่า เศรษฐกิจไทยยังมีความท้าทายสำคัญในการเปลี่ยนโอกาสจากคลื่นเศรษฐกิจดิจิทัลให้กลายเป็นมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ แม้ว่าการส่งออกและการลงทุนจะขยายตัวในระดับดี
ข้อมูลครึ่งปีแรก 2569 พบว่า มูลค่าการส่งออกของไทยเติบโต 17.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีซึ่งมีสัดส่วน 26.5% ของการส่งออกทั้งหมด ขยายตัวสูงถึง 45.9% ตามความต้องการสินค้าเกี่ยวกับ AI ทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ภาคการผลิตที่อยู่ในกลุ่ม K ขาขึ้น ยังไม่สามารถส่งผ่านมูลค่าเพิ่มเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยได้เต็มที่ กกร. จึงเสนอให้เร่งยกระดับการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) สร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้า และเตรียมกำลังคนคุณภาพเพื่อรองรับคลื่นการลงทุนจากต่างประเทศในอนาคต
พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้จำแนกอุตสาหกรรมที่อยู่ในกลุ่ม K ขาลงอย่างชัดเจน เพื่อให้ภาครัฐสามารถออกมาตรการช่วยเหลือได้ตรงกลุ่มและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ดันเศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนด้วยข้อมูล
สำหรับการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในระยะต่อไป กกร.เห็นว่า จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้อง ทันสมัย และเชื่อมโยงกันทุกภาคส่วน จึงเสนอให้ภาครัฐยกระดับระบบฐานข้อมูลของประเทศ โดยเฉพาะข้อมูล รง.8 ข้อมูลโครงสร้างการผลิต ข้อมูล Local Content ข้อมูลแรงงาน และ Supply Chain
ฐานข้อมูลดังกล่าวจะช่วยให้ภาครัฐสามารถออกแบบมาตรการที่ตรงจุด สนับสนุนสินค้า Made in Thailand (MiT) ช่วยฟื้นฟูธุรกิจในกลุ่ม K ขาลง สร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรทางการคลังของประเทศ
เสนอ Connect the Dots เชื่อมข้อมูลรัฐ-เอกชน
อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญของ กกร. คือการผลักดันให้เกิดการบูรณาการฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน (Connect the Dots) เพื่อก้าวสู่การเป็น Open Government อย่างเต็มรูปแบบ
แนวทางดังกล่าวจะช่วยยกระดับการคัดกรองผู้มีสิทธิ์รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ตรงกับความจำเป็นของแต่ละบุคคล เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบนอมินี ปราบปรามทุนเทา อาชญากรรมออนไลน์ และลดปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ รวมถึงเป็นรากฐานสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบาย Reinvent Thailand
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ใช้พื้นที่ EEC เป็นต้นแบบการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุนผ่านระบบ One Stop Service ซึ่งทั้งหมดจำเป็นต้องอาศัยการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐและภาคเอกชนอย่างเป็นระบบ
หนุน 5 ยุทธศาสตร์ใหม่ ดึงเม็ดเงินลงทุนสู่ไทย
นายผยงกล่าวว่า กกร.พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อน 5 ยุทธศาสตร์การลงทุนใหม่ของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ประกอบด้วย Investment & Industry Transformation Hub, AI & Digital Hub, Green Economy, Financial Hub และ Medical Hub เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
นักวิเคราะห์ประเมินว่า เม็ดเงินการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่จะเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียนจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 544,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2578 ซึ่งไทยยังเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายสำคัญของนักลงทุน
สอดคล้องกับตัวเลขการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI ในช่วงครึ่งปีแรก 2569 ที่มีมูลค่า 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และการก้าวสู่ประเทศรายได้สูงในอนาคต







