
กกร. ขานรับมติ คตท. กางแผน 6 ยุทธศาสตร์ เร่งแก้ติดสินบน-ทุนเทา-ฟอกเงิน
กกร. ขานรับมติ คตท. เดินหน้าผนึกภาครัฐ–เอกชน ขับเคลื่อน 6 ยุทธศาสตร์ Zero Corruption พร้อมร่วมสื่อสาร พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ ยกระดับความโปร่งใส หนุนไทยสู่ OECD
KEY
POINTS
- กกร. ประกาศขับเคลื่อน 6 ยุทธศาสตร์ Zero Corruption เพื่อสนับสนุนมติของ คตท. ในการผนึกกำลังภาครัฐและเอกชนต่อต้านการทุจริต
- ยุทธศาสตร์มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การติดสินบน ธุรกิจนอมินี-ทุนสีเทา และการฟอกเงิน
- แผนงานครอบคลุมการรณรงค์ให้เอกชนปฏิเสธการจ่ายสินบน การปฏิรูประบบบริการภาครัฐ และการยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลเพื่อรองรับการเข้าเป็นสมาชิก OECD
ภาคเอกชนเดินหน้าผนึกกำลังรัฐบาลยกระดับการต่อต้านคอร์รัปชัน โดย กกร. ประกาศขับเคลื่อน 6 ยุทธศาสตร์ Zero Corruption หนุนปฏิรูประบบราชการ ปราบสินบน แก้นอมินี–ทุนเทา
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานคณะทำงาน Zero Corruption กกร. และเพื่อนไม่ทน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ว่า ในการประชุม คตท. มีมติเห็นชอบในหลายเรื่องซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอของภาคเอกชนที่ได้สะท้อนผ่านคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เช่น การจัดตั้งกลไกต่อต้านสินบน การผลักดันโครงการ “1 กรม 1 โปร่งใสไร้สินบน” การปรับปรุงกระบวนการอนุญาตและการให้บริการภาครัฐ รวมถึงการยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลของประเทศไทยเพื่อรองรับการเข้าเป็นสมาชิก OECD
ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐบาล คณะทำงาน Zero Corruption กกร. และเพื่อนไม่ทน จะเดินหน้าขับเคลื่อนแผนงาน 6 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่
1. รณรงค์เอกชนปฏิเสธการจ่ายสินบน สร้างวัฒนธรรม “ไม่ให้–ไม่รับ–ไม่ยอมจ่ายสินบน”
2. ส่งเสริมการแจ้งเบาะแสและร้องเรียนการทุจริต ผ่านช่องทางที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้ง่าย
3. จัดเวที Closed-door Dialogue เพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากภาคธุรกิจ วิเคราะห์ Pain Points และพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายร่วมกับภาครัฐ
4. สนับสนุนการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD ผ่านการผลักดันมาตรฐานด้านธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการกำกับดูแลกิจการที่ดี
5. ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา “นอมินี–ทุนเทา–ฟอกเงิน” ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปิดช่องว่างที่บั่นทอนเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประเทศ
6. ขยายผลหน่วยงานต้นแบบด้านความโปร่งใส เชื่อมโยงการปฏิรูประบบอนุญาตและการให้บริการภาครัฐ เพื่อลดต้นทุนแฝงและยกระดับมาตรฐานการให้บริการแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ
หนุนกลไก “2 ลด 1 เพิ่ม”
ดร.พจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะทำงานฯ ยังพร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อน พรบ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569 โดยกฎหมายดังกล่าวใช้กลไก “2 ลด 1 เพิ่ม” ได้แก่
- ลดดุลพินิจ
- ลดการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชนและคนกลาง
- เพิ่มความโปร่งใสกับความรับผิดชอบ ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการเรียกรับสินบน
โดยเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) รวมถึงการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD
นอกจากนี้ คณะทำงานจะเดินหน้าจัดเวที Closed-door Dialogue ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม เพื่อนำข้อมูลจากผลสำรวจปัญหาการเรียกรับสินบนและอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ มาพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายและต้นแบบการปฏิรูประบบราชการที่สามารถขยายผลได้จริง
“การต่อต้านคอร์รัปชันคือการออกแบบระบบที่ทำให้การทุจริตเกิดขึ้นได้ยาก ขณะเดียวกันก็ทำให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้รับบริการที่สะดวก โปร่งใส และเป็นธรรม หากเราร่วมกันผลักดันการปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยจะมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และก้าวสู่มาตรฐานสากลได้อย่างยั่งยืน” ดร.พจน์ กล่าว





