
เอกชนประเมินไฮสปีด 3 สนามบิน จี้ปิดดีล 6 เดือน ก่อนไทยสิ้นเสน่ห์ลงทุน
โครงการไฮสปีดเทรน 2.2 แสนล้านชะลอ หลังซีพียื่นจบสัญญา “เอกชน“ จี้รัฐเร่งหาข้อยุติใน 6 เดือน ชี้หากปล่อยคาคาซังจะทำไทยพลาดโอกาส สู่ฐานการผลิตอุตสาหกรรมมูลค่าสูง
KEY
POINTS
- ภาคเอกชนกังวลโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินหยุดชะงัก หลังผู้รับสัมปทานมีปัญหาด้านการส่งมอบพื้นที่และเงินทุนจนอาจต้องขอยุติสัญญา
- ชี้ว่าโครงการนี้เป็นหัวใจสำคัญในการดึงดูดการลงทุนเข้าสู่พื้นที่ EEC หากล่าช้าจะทำให้ประเทศไทยสูญเสียเสน่ห์และความน่าสนใจในสายตานักลงทุนต่างชาติ
- เสนอให้ภาครัฐเร่งเจรจาหาข้อยุติและปิดดีลให้ได้ภายใน 6 เดือน เพื่อให้ทันต่อจังหวะการย้ายฐานการลงทุนของโลกและไม่ให้เสียโอกาสทางเศรษฐกิจ
จากกรณีสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) หรือ ไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน ระยะทาง 220 กม. มูลค่ากว่า 2.24 แสนล้านบาท เข้าสู่ทางตันในปี 2569 โดยกลุ่มซีพีได้ยื่นหนังสือขอสิ้นสุดสัญญาร่วมลงทุนอย่างเป็นทางการ ผลพวงจากปัญหาการส่งมอบพื้นที่ล่าช้า และปัญหาการหาแหล่งเงินทุน ส่งผลให้โครงการต้องหยุดชะงัก
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย ให้ความเห็นกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า โครงการเชื่อมต่อ 3 สนามบิน เป็นอีกหนึ่งโครงการใหญ่ที่มีความคาดหวังสูงมาก ทั้งน่าสนใจและสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นโครงข่ายที่เชื่อมโยงเข้ากับพื้นที่ EEC โดยตรง
ไฮสปีดเทรนคือ "คีย์เวิร์ด" สร้างรายได้สู่ EEC
เรียกได้ว่าโครงการนี้คือ "คีย์เวิร์ด" ที่จะใช้เจาะเข้าถึงพื้นที่ และช่วยให้เกิดการกระจายตัวของผู้คนมากขึ้น ไม่ให้เกิดความกระจุกตัวของเศรษฐกิจอยู่เพียงบางจังหวัด เป็น "งบลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ" ที่จะสร้างรายได้ในอนาคต
โดยประเทศไทยแทบไม่มีโครงการใหญ่แบบนี้มากระตุ้นเศรษฐกิจนานแล้ว และปัจจุบันงบประมาณของรัฐบาลกว่า 70% ก็เป็นงบรายจ่ายประจำ เช่น เงินเดือนและค่าใช้จ่ายบุคลากร ทำให้แทบไม่เหลือเม็ดเงินสำหรับลงทุนใหม่ๆ ทางเดียวที่ประเทศจะเดินหน้าต่อ
“ผมเข้าใจว่าสถานะขอวโครงการและปัญหาเรื่องสัญญา ทำให้โครงการนี้อยู่ในสภาวะที่เรียกว่า "คาคาซัง"เนื่องจากเอกชนที่รับงานไปประเมินแล้วว่าอาจจะดำเนินงานต่อไม่ไหว จึงขอปรับแก้สัญญาเพื่อให้ธุรกิจสามารถ "รอด" หรือทำต่อได้ ในขณะที่รัฐก็มีกฎระเบียบเข้มงวด ทำให้การแก้ไขสัญญาทำได้ยาก ต่างฝ่ายต่างจึงรอดูทางออกตามหลักกฎหมาย หรือรอการตัดสินใจของทั้งสองฝ่าย”
หากโครงการล่าช้าจะสูญเสีย "เสน่ห์" การลงทุน
นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า พื้นที่ EEC มีกฎหมายเฉพาะและมีการบริหารจัดการที่อิสระ ไม่ต้องผ่านส่วนกลางหรือกระทรวงในบางขั้นตอน ทำให้มีความยืดหยุ่นพอสมควร แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าผู้มีอำนาจจะ "กล้าคิด กล้าตัดสินใจ" ใช้ความยืดหยุ่นนั้นหาทางออกได้มากแค่ไหน
ผลกระทบจากการล่าช้าและความเสี่ยงของโครการ อาจทำให้สูญเสีย "เสน่ห์" การลงทุน เพราะรถไฟความเร็วสูงไม่ได้เป็นเพียงระบบขนส่ง แต่เป็นเหมือนจุดึงดูดนักลงทุน หากล่าช้าไป ความน่าสนใจของไทยในสายตานักลงทุนก็จะลดลง แม้ปัจจุบัน EEC จะยัง "เนื้อหอม" มีนักลงทุนใหม่ๆ เข้ามาเรื่อยๆ แต่ความล่าช้าจะทำให้ภาพรวมการพัฒนาและการรองรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ ชะลอตัวลง
“หากการเจรจาล้มเหลวจนโครงการต้องยุติลง จะกลายเป็นเรื่องยาวเพราะอาจต้องถึงขั้น "ประมูลใหม่" ซึ่งเท่ากับเป็นการนับหนึ่งใหม่และเสียเวลาอย่างมหาศาล ในฐานะภาคเอกชนมองว่ากรอบเวลาที่คาดหวังให้การเจรจามีข้อยุติ คือ ภายในไม่เกิน 6 เดือน เพื่อให้ทันกับจังหวะที่โลกกำลังมีการย้ายฐานการลงทุน แม้เศรษฐกิจโลกจะเป็นขาลง แต่ไทยยังมีโอกาสจากการย้ายฐานการลงทุน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม New S-Curve”
ทั้งนี้ หากเดินหน้าต่อได้ ไทยจะไม่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เน้นแรงงานราคาถูกอีกต่อไป เพราะการลงทุนใหม่ต้องเป็น "อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง" เท่านั้น ยกตัวอย่าง ความคาดหวังการลงทุนในอาหารเชิงมูลค่าสูง เช่น Functional Ingredient (ส่วนผสมอาหารที่มีหน้าที่เฉพาะ) และการสกัดสารต่างๆ ซึ่งไทยยังขาดเทคโนโลยีหรือยังทำได้น้อยและต้องนำเข้าอยู่
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติมองไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดอาเซียนและประเทศที่มี FTA กับไทย ดังนั้น เชื่อว่าการเจรจาเกี่ยวกับโครงการน่าจะสามารถหาข้อสรุปและมีทางออกในระยะสั้นนี้







