
ดัน 'ไฮสปีดเทรน' สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ชง 4 ข้อ สร้างอุตสาหกรรมราง-คุ้มครองธุรกิจไทย
"สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย" มองรถไฟความเร็วสูงเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ หนุนการลงทุน การค้า และโลจิสติกส์ พร้อมเสนอสร้างอุตสาหกรรมระบบรางไทยและเปิดโอกาสเอสเอ็มอีร่วมซัพพลายเชน
KEY
POINTS
- สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยเสนอให้ใช้โครงการรถไฟความเร็วสูงเป็นกลไกพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางในประเทศ เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ
- เรียกร้องให้มีมาตรการคุ้มครองธุรกิจไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอี เพื่อป้องกันการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากการเข้ามาของเงินทุนต่างชาติ
- เสนอให้รัฐบาลวางยุทธศาสตร์เชื่อมโยงโครงการกับการขยายเขตเศรษฐกิจพิเศษในภูมิภาคต่างๆ เพื่อสร้างความคุ้มค่าสูงสุดและกระจายรายได้
- เน้นย้ำให้โครงการยึดหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใส พร้อมเตือนว่าการยกเลิกโครงการจะทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสในการแข่งขัน
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ว่า โครงการรถไฟความเร็วสูง (High-Speed Train) ไม่ได้เป็นเพียงโครงการระบบรางขนาดใหญ่ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ที่จะกำหนดศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว ทั้งด้านการลงทุน การค้า การคมนาคม และการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค
พร้อมกล่าวว่า หากโครงการสามารถเดินหน้าตามแผนและเชื่อมโยงกับระบบขนส่งสินค้าและระบบขนส่งมวลชนได้อย่างครอบคลุม จะช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ เพิ่มประสิทธิภาพการเดินทาง รองรับการขยายตัวของเมืองและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รวมถึงกระจายรายได้สู่จังหวัดต่าง ๆ ผ่านการส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวและการลงทุนใหม่
“ไฮสปีดเทรนจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยเชื่อมเศรษฐกิจของประเทศ หากออกแบบให้เชื่อมต่อกับระบบขนส่งรูปแบบอื่นอย่างสมบูรณ์ จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่าการเป็นเพียงระบบขนส่งผู้โดยสาร”
เสนอปักหมุดยุทธศาสตร์ สร้างผลตอบแทนให้ประเทศ
นายแสงชัยกล่าวว่า ด้วยมูลค่าการลงทุนที่สูง โครงการลักษณะนี้จำเป็นต้องมีการวางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ทั้งด้านแหล่งเงินลงทุน การร่วมลงทุน และการบริหารผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดต่อประเทศ
พร้อมเสนอว่า รัฐควรใช้โครงการไฮสปีดเทรนเป็นกลไกขยายเขตเศรษฐกิจพิเศษในแต่ละภูมิภาค ควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม การผลิตชิ้นส่วน ระบบซ่อมบำรุง วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องจักร และซอฟต์แวร์ เพื่อเพิ่มการพึ่งพาศักยภาพของผู้ประกอบการไทย และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศในระยะยาว
“การลงทุนขนาดใหญ่ควรสร้างโอกาสให้ธุรกิจไทยได้เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน ไม่ใช่ให้เม็ดเงินไหลออกนอกประเทศเพียงอย่างเดียว”
คุ้มครองเอสเอ็มอีไทย-ยึดหลักธรรมาภิบาล
นายแสงชัย เสริมว่า อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจากการเข้ามาของเงินทุนต่างชาติ เพื่อป้องกันการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการไทย พร้อมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนและธุรกิจไทยสามารถเข้าถึงโอกาสจากโครงการได้อย่างทั่วถึง
นอกจากนี้ การดำเนินโครงการควรยึดหลักธรรมาภิบาล มีความโปร่งใส เปิดให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม และคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการลงทุนและลดข้อขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น
เตือนเลิกโครงการ เท่ากับสูญเสียโอกาสประเทศ
นายแสงชัยกล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่สังคมควรพิจารณาไม่ใช่เพียงมูลค่าการลงทุน แต่คือ ความคุ้มค่าของโอกาส ที่ประเทศไทยจะได้รับในอนาคต หากยุติหรือชะลอโครงการ อาจหมายถึงการสูญเสียโอกาสในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ “หากประเทศไทยไม่เร่งลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเดินหน้าเพิ่มขีดความสามารถอย่างต่อเนื่อง คำถามสำคัญคือ ไทยจะยืนอยู่ตรงไหนในเวทีอาเซียนและเศรษฐกิจโลก”
ทั้งนี้มองว่า การตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการไฮสปีดเทรนจึงควรอยู่บนพื้นฐานของการสร้างโอกาสร่วมกันอย่างเป็นธรรม ให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อเศรษฐกิจของประเทศ ผู้ประกอบการไทย และประชาชนในระยะยาว มากกว่าการมองเพียงต้นทุนของโครงการในระยะสั้น







