
‘สิริพงศ์’ เผยสัญญา ‘ไฮสปีดเทรน 3 สนามบิน’ รอ กพอ. เคาะข้อสรุป
รมช.คมนาคม ‘สิริพงศ์’ ยันการสิ้นสุดสัญญาไฮสปีดเทรน เชื่อม 3 สนามบิน ยังไม่ได้ข้อสรุป รอเสนอ บอร์ด กพอ. พิจารณา ยืนยันต้องรักษาผลประโยชน์รัฐให้มากที่สุด ด้านรองนายกฯ ‘ปกรณ์‘ ขอดูสัญญาหลักก่อน
KEY
POINTS
- รมช.คมนาคม ระบุโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินยังไม่มีข้อสรุป หลังกลุ่มซีพีได้ยื่นเรื่องขอเลิกสัญญา และกำลังรอการพิจารณาจากคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.)
- กพอ. จะพิจารณาทางเลือกต่างๆ เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุด โดยคำนึงถึงต้นทุนการก่อสร้างที่เปลี่ยนแปลงไปและความคุ้มค่าในการลงทุน
- หากมีการยกเลิกสัญญา คาดว่าจะเกิดข้อพิพาททางกฎหมายเพื่อหาฝ่ายที่ผิดสัญญาและเรียกร้องค่าชดเชย เนื่องจากทั้งภาครัฐและเอกชนอาจมีส่วนผิดสัญญาทั้งสองฝ่าย
วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงกรณีโครงการรถไฟความเร็วสูง หรือไฮสปีดเทรน เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) ว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะไปในแนวทางใด หลังบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด หรือ กลุ่มซีพี ยื่นหนังสือต่อ รฟท. ขอใช้สิทธิ์เลิกสัญญาตามข้อ 6.2
“ตอนนี้ยังไม่ใช่บทสรุป แต่ก็เป็นหนึ่งในทางเลือกที่จะต้องนำเสนอเพื่อประกอบการพิจารณาให้แก่คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ กพอ. เนื่องจากตัวเลขและค่าการก่อสร้างเปลี่ยนไป ฉะนั้นก็ต้องมาดูว่าหากต้องการทำให้โครงการสมบูรณ์ในการเชื่อมต่อ 3 สนามบิน จากกรุงเทพไปถึงอีอีซี จะต้องดำเนินการอย่างไรให้ครบถ้วน ซึ่งก็อาจจะต้องพิจารณาแนวทางอื่น” นายสิริพงศ์ ระบุ
ทั้งนี้ยืนยันว่า ปัจจุบันยังไม่มีมีการสรุปว่าจะเป็นแนวทางใด เพราะต้องพิจารณาในเรื่องงบประมาณ ความเหมาะสม ความคุ้มค่าการลงทุนและร่วมทุนก่อน หรืออย่างแนวทางรถไฟ Missing Link หรือการเดินหน้าไฮสปีดเทรน ก็ต้องเป็นแนวทางที่ต้องนำเสนอเช่นเดียวกัน เพราะต้องนำเสนอหลายแนวทางเพื่อมาประกอบด้วย
เมื่อถามว่า หากมีการสิ้นสุดสัญญาโครงการนี้ จะต้องมีการดำเนินมาตรการอะไรกับเอกชนหรือไม่ รมช.คมนาคม ระบุว่า ก็ต้องมีส่วนที่มาพิจารณากันว่าการผิดสัญญาหรือเหตุแห่งการเลิกสัญญา ใครที่มีการกระทำผิดต่อสัญญาบ้างก็ต้องตรงนั้น แต่ส่วนตัวเชื่อว่าไม่น่าจบง่าย เพราะรัฐและเอกชนต่างคงไม่ยอม ฉะนั้นก็ต้องสู้กันในทางกฎหมาย
เมื่อถามย้ำว่า หากสรุปเช่นนั้นจะต้องมีการเรียกค่าชดเชยหรือไม่ นายสิริพงศ์ ย้ำว่า ต้องมาดูกัน แต่เชื่อว่ามีแน่นอน และเมื่อถามย้ำอีกว่า จะต้องมีการทำลิสต์การรับงานรัฐในอนาคตหรือไม่ รมช.คมนาคม ระบุว่า สุดท้ายต้องมาสู้กันในข้อกฎหมายว่าสาเหตุเกิดขึ้นจากอะไร หากถามว่าตอนแรกเริ่มโครงการกระทรวงคมนาคม ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ได้หรือไม่ ซึ่งก็จริง เพราะบางพื้นที่ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้ได้
แต่ที่ผ่านมาก็มีวิธีการการแก้ปัญหาอย่างการไปทำ MOU ว่าจะดำเนินการอย่างไร ส่วนภาคเอกชนมีบางส่วนที่จะต้องรับภาระหนี้ไปแล้วไม่ได้ชำระหนี้หรือไม่ ซึ่งก็จริง โดย MOU ที่ระบุว่าในช่วงเริ่มดำเนินการก็อาจจะยังไม่ต้องชำระหนี้จะต้องขอจ่ายดอก ฉะนั้นก็ต้องไปดู MOU แต่จะบอกว่าฝ่ายไหนมีส่วนผิดสัญญาบ้าง ก็อาจจะมีทั้งสองฝ่ายฉะนั้นก็ต้องมาดูกัน ว่าส่วนไหนใครต้องชดเชยอะไร แต่ถึงอย่างไรรัฐ ก็ต้องรักษาประโยชน์ของรัฐให้มากที่สุด
ขณะที่ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงเรื่องดัง กล่าวว่า ยังไม่เห็นเรื่องการดำเนินการสิ้นสุดสัญญาร่วมทุนโครงการดังกล่าว ซึ่งเรื่องยังอยู่ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) และยังไม่ได้ออกมาจากกระทรวงคมนาคม เมื่อถามว่า จะยกเลิกเพื่อสิ้นสุดสัญญาลงทุนโครงการดังกล่าวจะสามารถทำได้หรือไม่ ฝ่ายกฎหมายรัฐบาล ย้ำว่า ตนยังไม่เห็นรายละเอียด เพราะต้องไปดูสัญญาตัวแม่ (สัญญาหลัก) และรายละเอียดก่อน







