thansettakij
thansettakij
มติครม.ปรับแผนก่อหนี้ใหม่ เพิ่ม 2.2 แสนล้าน รับใช้จ่าย 'ไทยช่วยไทยพลัส'

มติครม.ปรับแผนก่อหนี้ใหม่ เพิ่ม 2.2 แสนล้าน รับใช้จ่าย 'ไทยช่วยไทยพลัส'

19 พ.ค. 69 | 08:35 น.
อัปเดตล่าสุด :19 พ.ค. 69 | 09:25 น.

มติครม. อนุมัติปรับแผนบริหารหนี้สาธารณะ ก่อหนี้ใหม่ เพิ่ม 2.2 แสนล้านบาท ให้สอดคล้องทิศทางเศรษฐกิจ รับโครงการไทยช่วยไทยพลัส คุมวินัยการคลัง หนี้สาธารณะต่อ GDP ไม่เกินกรอบ 70%

19 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล  นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ เห็นชอบการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 2 เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจ การบริหารงบประมาณ และภารกิจของรัฐบาล

"การปรับแผนครั้งนี้เป็นการทบทวนให้สอดคล้องกับการใช้งบประมาณตามภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน แต่รัฐบาลยังคงยึดกรอบวินัยการคลังเป็นหลักสำคัญ ให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลระหว่างการใช้เครื่องมือทางการคลังเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กับการรักษาเสถียรภาพการคลังของประเทศ" น.ส.รัชดา กล่าว 

สาระสำคัญปรับแผนการบริหารหนี้สาธารณะ

สาระสำคัญของการปรับแผนการบริหารหนี้สาธารณะ อยู่ที่การปรับปรุงให้สอดรับกับภารกิจด้านการลงทุน การบริหารสภาพคล่อง และการกู้เงินของหน่วยงานรัฐบางส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปตามภารกิจและความพร้อมของโครงการ ทั้งหมดดำเนินการภายใต้กรอบการบริหารหนี้ที่รอบคอบ และอยู่บนหลักการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ

ภายใต้การปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะครั้งนี้ ได้มีการปรับแผนก่อหนี้ใหม่ เพิ่มขึ้นจาก 1,259,382.87 ล้านบาท เป็น 1,480,582.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 221,220 ล้านบาท ขณะที่แผนบริหารหนี้เดิมปรับลดลงจากประมาณ 1,644,431.09 ล้านบาท เหลือ 1,620,471.09 ล้านล้านบาท ลดลงกว่า 23,960 ล้านบาท ส่วนแผนการชำระหนี้ปรับเพิ่มขึ้นจาก 533,526.25 ล้านบาท เป็น 561,194.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 27,668 ล้านบาท 

บรรจุโครงการ ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน ล็อตแรก 2 แสนล้าน

ครม. ยังได้อนุมัติการบรรจุโครงการ/รายการเพิ่มในแผนหนี้สาธารณะ ซึ่งเป็นโครงการที่ ครม. อนุมัติแล้ว เช่น เงินกู้เพื่อดำเนินแผนโครงการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตด้านพลังงานฯ 200,000 ล้านบาท เงินกู้ระยะยาวเพื่อเสริมสภาพคล่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศของ กองทุนน้ำมันฯ 20,000 ล้านบาท 

น.ส.รัชดา กล่าวว่า ภายหลังการปรับปรุงแผนฯ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จะอยู่ที่ร้อยละ 68.03 ยังคงอยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 70 สะท้อนว่ารัฐบาลยังสามารถบริหารภาระหนี้ได้อย่างมีเสถียรภาพ และยังมีพื้นที่ทางการคลังเพียงพอสำหรับรองรับสถานการณ์จำเป็นในอนาคต

“รัฐบาลมีการติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและดำเนินให้การบริหารหนี้สาธารณะเป็นกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน นักลงทุน และภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวน” นางสาวรัชดา ระบุ

รับทราบสภาฯ ส่งศาล รธน. วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน

นางสาวรัชดา กล่าวอีกว่า ที่ประชุมครม. ยังมีมติรับทราบการที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ส่งความเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 133 คน อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง ใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า

พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยแล้ว

นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจัดทำคำชี้แจงและเอกสารประกอบในเรื่องดังกล่าว เป็นการด่วน แล้วจัดส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อเตรียมการชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป