
“ราคาฐานนิยม” ใหม่ สรรพสามิตใช้คุมภาษีเหล้า-เบียร์ เริ่ม 15 พ.ค. 69
สรรพสามิตงัด “ราคาฐานนิยม” คุมภาษีสินค้า เริ่มใช้ 15 พ.ค.69 หลังใช้ระบบราคาขายปลีกตั้งแต่ปี 60 หลังประกาศแนวทางอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา
KEY
POINTS
- กรมสรรพสามิตจะเริ่มใช้เกณฑ์ “ราคาฐานนิยม” เป็นฐานคำนวณภาษีสำหรับสินค้าสุราและเบียร์ ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2569
- มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการแจ้งราคาขายปลีกแนะนำต่ำกว่าราคาจำหน่ายจริงในตลาด ซึ่งทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษี
- ราคาที่ผู้ประกอบการแจ้งต้องไม่ต่ำกว่าราคากลางฐานนิยมที่สำรวจจากตลาดจริงเกิน 5% หากต่ำกว่า สรรพสามิตสามารถประเมินภาษีเพิ่มเติมได้
กรมสรรพสามิตเตรียมบังคับใช้หลักเกณฑ์การคำนวณ “ราคาขายปลีกแนะนำฐานนิยม” อย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 หลังประกาศแนวทางอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา โดยถือเป็นการยกระดับการตรวจสอบฐานภาษีครั้งสำคัญ ภายใต้ระบบภาษีสรรพสามิตที่ใช้ “ราคาขายปลีกแนะนำ” เป็นฐานคำนวณมาตั้งแต่ปี 2560
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังกรมสรรพสามิตเริ่มลงพื้นที่ตรวจสอบราคาจำหน่ายจริงในช่วงวันที่ 1-10 เมษายนที่ผ่านมา เพื่อเปรียบเทียบกับราคาที่ผู้ประกอบการแจ้งในระบบภาษี โดยเฉพาะสินค้าที่มีความแตกต่างระหว่าง “ราคาหน้าเอกสาร” กับ “ราคาขายจริง” ในตลาด
ย้อนจุดเปลี่ยนภาษีสรรพสามิตปี 2560
จุดเริ่มต้นของระบบดังกล่าวเกิดขึ้นจากการประกาศใช้พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2560 โดยกรมสรรพสามิตได้ปรับโครงสร้างการจัดเก็บภาษีครั้งใหญ่ จากเดิมที่ใช้อัตราภาษีอ้างอิง “ราคา ณ หน้าโรงงาน” หรือราคา CIF สำหรับสินค้านำเข้า มาเป็นการอ้างอิง “ราคาขายปลีกแนะนำ” แทน
ภายใต้ระบบใหม่ ผู้ประกอบการต้องแจ้ง “ราคาขายปลีกแนะนำ” ต่อกรมสรรพสามิต เพื่อใช้เป็นฐานคำนวณภาษีทั้งในส่วนอัตราตามมูลค่าและอัตราตามปริมาณ หรือที่เรียกว่า “ภาษีแบบผสม” ซึ่งถูกนำมาใช้กับสินค้าหลายประเภท เช่น สุรา เบียร์ เครื่องดื่ม และยาสูบ
อย่างไรก็ตาม หลังเริ่มใช้ระบบดังกล่าว กรมสรรพสามิตพบปัญหาผู้ประกอบการบางส่วนแจ้งราคาขายปลีกต่ำกว่าราคาจำหน่ายจริงในตลาด ส่งผลให้เกิดช่องว่างในการเสียภาษี และทำให้รัฐสูญเสียรายได้
พัฒนาระบบ “ราคาฐานนิยม” ปิดช่องว่างภาษี
ต่อมาในปี 2561 กรมสรรพสามิตเริ่มพัฒนาระบบ “ราคาฐานนิยม” เพื่อใช้ตรวจสอบความเหมาะสมของราคาขายปลีกแนะนำ โดยร่วมมือกับผู้ค้าปลีกและผู้ประกอบการรายใหญ่ในการรวบรวมข้อมูลราคาจำหน่ายจริง เพื่อนำมาหา “ราคากลางฐานนิยม” ของสินค้าแต่ละประเภท
แนวทางดังกล่าวกำหนดว่า ราคาที่ผู้ประกอบการแจ้งต่อกรมสรรพสามิต ต้องไม่ต่ำกว่าราคากลางฐานนิยมเกินกว่าร้อยละ 5 หากต่ำกว่าระดับดังกล่าว กรมสรรพสามิตสามารถเรียกชี้แจงหรือประเมินภาษีเพิ่มเติมได้ โดยไม่นับรวมกรณีโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม ที่เป็นกิจกรรมส่งเสริมการขายชั่วคราว
หัวใจสำคัญของระบบนี้ คือ การใช้ “ราคาที่จำหน่ายจริงในตลาด” เป็นตัวสะท้อนฐานภาษี เพื่อป้องกันการตั้งราคาสำแดงต่ำกว่าความเป็นจริง และลดความเหลื่อมล้ำด้านภาษีระหว่างผู้ประกอบการ
เริ่มตรวจเข้มก่อนใช้จริง 15 พ.ค.
แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมระบุว่า ช่วงวันที่ 1-10 เมษายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สรรพสามิตได้เริ่มลงพื้นที่ตรวจสอบร้านค้าและสถานประกอบการหลายพื้นที่ เพื่อสำรวจราคาจำหน่ายจริง รวมถึงตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างราคาที่แจ้งกับราคาที่ขายในตลาด
การตรวจสอบครอบคลุมทั้งร้านค้าปลีก ร้านค้าส่ง และช่องทางจำหน่ายออนไลน์ โดยเฉพาะสินค้าที่อยู่ในระบบภาษีสรรพสามิต สำหรับหลักเกณฑ์ใหม่ที่จะเริ่มใช้วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 กรมสรรพสามิตจะให้น้ำหนักกับ “ราคาฐานนิยม” มากขึ้นในการประเมินฐานภาษี หากพบว่าราคาที่ผู้ประกอบการแจ้งแตกต่างจากราคาจำหน่ายจริงในตลาดอย่างมีนัยสำคัญ เจ้าหน้าที่สามารถใช้ข้อมูลราคาฐานนิยมในการประเมินภาษีได้ทันที
เบียร์–โซดาชุมชนจับตาผลกระทบต้นทุน
หนึ่งในกลุ่มที่ถูกจับตา คือ ผู้ประกอบการเบียร์ชุมชนและโซดาชุมชน เนื่องจากระบบใหม่กำหนดให้การพิจารณาราคาขายปลีกแนะนำต้องอ้างอิงโครงสร้างราคาตลาดของสินค้าประเภทเดียวกัน แม้ผู้ผลิตรายเล็กจะมีต้นทุนการผลิตสูงกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่
ผู้ประกอบการในกลุ่มดังกล่าวระบุว่า ต้นทุนการผลิตของสินค้าชุมชน โดยเฉพาะคราฟต์เบียร์ มีความแตกต่างจากผู้ผลิตอุตสาหกรรม ทั้งด้านวัตถุดิบ กำลังการผลิต และต้นทุนบรรจุภัณฑ์ แต่การใช้ “ราคาฐานนิยม” เป็นเกณฑ์กลาง อาจทำให้การกำหนดราคาขายปลีกแนะนำทำได้ยากขึ้น
ขณะที่กรมสรรพสามิตมองว่า หลักเกณฑ์ใหม่จะช่วยให้ระบบภาษีสะท้อนพฤติกรรมตลาดจริงมากขึ้น และลดปัญหาการสำแดงราคาต่ำที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรมตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา







