
ธุรกิจหัวชาร์จ EV ไทยยังโตแรง เปิดช่อง SME ชิงโอกาสท่ามกลางดีมานด์พุ่ง
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทยเร่งตัวต่อเนื่อง ดันธุรกิจหัวชาร์จ EV โตตาม ปัจจุบันรถ EV กว่า 5.2 แสนคัน แต่มีหัวชาร์จสาธารณะเพียง 1.4 หมื่นหัว เปิดโอกาสใหม่ให้ SME เจาะทำเลศักยภาพ
KEY
POINTS
- ปัจจุบันไทยมีรถ BEV และ PHEV รวมกว่า 520,000 คัน แต่มีหัวชาร์จสาธารณะเพียงประมาณ 14,000 หัว หรือเฉลี่ย 1 หัวรองรับรถราว 37 คัน
- ตลาดยังไม่อิ่มตัว โดยเฉพาะทำเลที่ผู้เล่นรายใหญ่ยังเข้าไม่ถึง แต่ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่การติดตั้งเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเลือกทำเลที่มี Traffic และดีมานด์ใช้งานจริง
- ผู้ประกอบการเริ่มมอง “หัวชาร์จ” เป็นเครื่องมือสร้าง Traffic และเชื่อมกับธุรกิจอื่น เช่น คาเฟ่ ร้านสะดวกซื้อ หรือศูนย์อาหาร การแข่งขันจะวัดกันที่ประสบการณ์ผู้ใช้ ความสะดวก และ Ecosystem
ราคาน้ำมันที่ผันผวนจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ กำลังเร่งให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว พร้อมผลักดันความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จไฟเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อมูลล่าสุด ณ เดือนมีนาคม 2569 ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) จำนวน 434,968 คัน เพิ่มขึ้นเกือบ 68% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่รถ Plug-in Hybrid (PHEV) มีอีก 85,443 คัน เพิ่มขึ้นกว่า 50% ส่งผลให้มีรถที่ต้องพึ่งพาการชาร์จไฟรวมกันมากกว่า 520,000 คัน
อย่างไรก็ตาม จำนวนหัวชาร์จสาธารณะทั่วประเทศมีเพียงประมาณ 14,000 หัว หรือเฉลี่ยหัวชาร์จ 1 หัว รองรับรถราว 37 คัน สะท้อนว่าโครงสร้างพื้นฐานยังเติบโตไม่ทันกับจำนวนรถ EV ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
“คอขวดใหม่” ของตลาด EV ไทย
แม้จำนวนสถานีชาร์จจะขยายตัวต่อเนื่อง แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ใช้งานยังเผชิญปัญหาการรอคิว หัวชาร์จไม่พร้อมใช้งาน และการกระจุกตัวในบางพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตเมืองและเส้นทางหลัก
สถานการณ์ดังกล่าวกำลังกลายเป็น “ช่องว่างทางธุรกิจ” สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่ต้องการเข้าสู่ตลาดโครงสร้างพื้นฐาน EV
SME ยังมีโอกาส แต่ต้อง “เลือกทำเลให้ถูก”
แม้ตลาดหัวชาร์จจะเริ่มมีผู้เล่นรายใหญ่เข้ามาครองส่วนแบ่งตลาด แต่ยังไม่ถึงจุดอิ่มตัว ทำให้ยังมีพื้นที่สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังมีดีมานด์แต่ผู้ให้บริการเข้าไม่ถึง
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนการติดตั้งเพียงอย่างเดียว แต่คือ “การเลือกทำเล” และการประเมินปริมาณการใช้งานจริง
พื้นที่ที่มี Traffic สูง เช่น Community Mall อาคารสำนักงาน ปั๊มน้ำมัน หรือเส้นทางระหว่างจังหวัด มีแนวโน้มสร้างรายได้และคืนทุนได้เร็วกว่า ขณะที่ทำเลที่มีผู้ใช้งานน้อยอาจใช้เวลานานกว่าจะสร้างกระแสเงินสดได้อย่างคุ้มค่า
AC หรือ DC? ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค
การเลือกประเภทหัวชาร์จก็มีผลต่อโมเดลรายได้โดยตรง
- หัวชาร์จแบบ AC มีต้นทุนต่ำกว่า เหมาะกับสถานที่ที่ลูกค้าใช้เวลานาน เช่น ร้านอาหาร อาคารสำนักงาน หรือคอมมูนิตี้มอลล์
- หัวชาร์จแบบ DC แม้ใช้เงินลงทุนสูงกว่า แต่ตอบโจทย์พื้นที่ที่ต้องการ Turnover สูง เช่น ปั๊มน้ำมัน หรือเส้นทางเดินทางหลัก
จึงไม่ใช่เพียงการเลือกเทคโนโลยี แต่เป็นการวางกลยุทธ์ธุรกิจตั้งแต่ต้นทาง
“หัวชาร์จ” กำลังกลายเป็นเครื่องมือสร้าง Traffic
ผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่มมองว่า รายได้จากค่าชาร์จเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นของธุรกิจ
แนวโน้มใหม่คือการใช้สถานีชาร์จเป็น “แม่เหล็กดึงลูกค้า” เข้าสู่ Ecosystem ของธุรกิจ เช่น คาเฟ่ ร้านสะดวกซื้อ หรือศูนย์อาหาร เนื่องจากช่วงเวลารอชาร์จ 20–40 นาที สามารถต่อยอดเป็นรายได้จากบริการอื่นได้
โมเดลลักษณะนี้ถูกมองว่าเป็นแนวทางที่ช่วยเพิ่มความยั่งยืนให้ธุรกิจ และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้ค่าไฟฟ้าเพียงช่องทางเดียว
แข่งอนาคต วัดกันที่ “ประสบการณ์ผู้ใช้”
ในระยะถัดไป การแข่งขันของธุรกิจหัวชาร์จ EV จะไม่ได้วัดกันที่จำนวนหัวชาร์จเพียงอย่างเดียว แต่จะอยู่ที่ “ประสบการณ์การใช้งาน”
ทั้งความพร้อมใช้งาน ระบบชำระเงิน ความเร็วในการชาร์จ และการเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างฐานลูกค้าและความได้เปรียบทางธุรกิจ
ภายใต้การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาด EV ไทย โครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จจึงกำลังกลายเป็นทั้ง “โอกาส” และ “บททดสอบ” ของผู้ประกอบการ SME ว่าจะสามารถเข้าไปอยู่ในจุดที่มีดีมานด์จริง และเปลี่ยนการเติบโตของตลาดให้กลายเป็นกำไรได้หรือไม่
ที่มา: Bnomics ธนาคาร กรุงเทพ







