สัญญาณเตือน 'เผาจริง’ เศรษฐกิจเสี่ยงถดถอย ดัชนีค้าปลีก-อุตสาหกรรมหดตัวแรงข้ามปี

22 ม.ค. 2569 | 19:10 น.

ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจหดตัว “ภาคค้าปลีก” ทำนิวไฮ เดือน ธ.ค. ทุบสถิติต่ำสุดในรอบ 4 ปี คาดไตรมาส 1 /69 ลดลงอีก 13.5 จุด สะท้อนภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบาง และกำลังซื้อที่อ่อนแอลง อัตราว่างงานยังสูง ขณะที่ภาคการผลิตและท่องเที่ยวเผชิญปัจจัยลบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว

KEY

POINTS

  • ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีกและภาคอุตสาหกรรมเดือนธันวาคม 2568 ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบางและเสี่ยงถดถอย
  • ปัจจัยลบหลักเกิดจากความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังยุบสภา กำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนแอลง และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่กระทบการส่งออก
  • ดัชนีค้าปลีกเดือนธันวาคม 2568 ทำสถิติต่ำสุดในรอบ 4 ปี สวนทางกับปกติที่ควรเป็นช่วงที่ยอดขายสูงสุดของปี
  • ภาคการท่องเที่ยวปี 2568 หดตัวทั้งในด้านจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและรายได้ ตอกย้ำสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจไทยในปี 2568 เผชิญกับปัจจัยลบหลายด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความไม่แน่นอนทางการเมือง และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนแอลง ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจหลายตัวปรับตัวลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มค้าปลีกและภาคอุตสาหกรรม สะท้อนถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจในช่วงปลายปี เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงการฟื้นตัวในปี 2569 เมื่อผู้ประกอบการยังคงขาดความเชื่อมั่น และคาดว่าจะเผชิญความท้าทายหนักจากภาวะที่ยังไม่มั่นคง

เดือน ธ.ค. ทุบสถิติต่ำสุดในรอบ 4 ปี

สมาคมผู้ค้าปลีกไทยร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย  จัดทำผลสำรวจ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการค้าปลีกทั่วประเทศ (Retail Sentiment Index – RSI) ระหว่างวันที่ 18-27 ธ.ค. 2568 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก เดือนธ.ค. 2568 ลดลง 1.1 จุด เมื่อเทียบกับเดือนพ.ย. 2568 (จาก 58.3 จุดในเดือนพ.ย. เหลือ 57.2 จุดในเดือน ธ.ค.) ซึ่งไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ เพราะจากข้อมูล RSI ในช่วงปี 2565-2567 ดัชนี RSI ของเดือน ธ.ค. จะทำสถิตินิวไฮทุกปี ขณะที่ในเดือน ธ.ค. 2568 ทำสถิติดัชนีต่ำสุดของเดือน ธ.ค. ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา

ปัจจัยที่ส่งผลต่อดัชนีเดือน ธ.ค. ได้แก่ 1. SHOCK State ภาวะช็อก จากข่าวการประกาศยุบสภา เร็วกว่าคาดหมาย ทำให้การตั้งใจในการจับจ่ายของผู้บริโภคหยุดชะงัก 2. เป็นช่วงปลายของโครงการ “คนละครึ่งพลัส” และ “เที่ยวดีมีคืน” ปริมาณการใช้จ่ายลดลงเมื่อเทียบกับเดือนพฤศจิกายนค่อนข้างมาก  

3. ผลจากแรงโหมกระหนํ่าธุรกิจสร้างบรรยากาศ“เทศกาลส่งความสุขปลายปี” ส่งผลต่อยอดขายห้างสรรพสินค้าและภัตตาคารเชนใหญ่ชัดเจน 4. การเร่งรัดการใช้จ่ายงบลงทุนภาครัฐ ส่งผลต่อยอดขายร้านค้าวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้น และ 5. แม้บรรยากาศเทศกาลเฉลิมฉลองปลายปีและต้อนรับปีใหม่ครึกครื้นตลอดเดือนธันวาคม แต่พฤติกรรมการจับจ่ายกลับเป็นไปอย่างระมัดระวัง  

หากเจาะลึกลงไปในรายละเอียด จะพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นต่อยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ปรับจาก 58.6 จุด ไปที่ 61.8 จุด เพิ่มขึ้น 3.2 จุด สะท้อนให้เห็นว่า โดยภาพรวมยอดขายเดือนธ.ค. เมื่อเทียบกับเดือน พ.ย. ปี 2568  เพิ่มขึ้นเพียง 3.2 จุด นับว่าเป็นการเพิ่มขึ้นที่ตํ่ามาก สะท้อนให้เห็นว่า หากเทียบกับเดือนธ.ค. ปี 2567 ยอดขายอาจลดลงเกือบ 7-10%

สัญญาณเตือน 'เผาจริง’ เศรษฐกิจเสี่ยงถดถอย ดัชนีค้าปลีก-อุตสาหกรรมหดตัวแรงข้ามปี

ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการต่อยอดขาย, ยอดใช้จ่ายต่อใบเสร็จ (Spending per Bill หรือ Per Basket Size) พบว่า ลดลงถึง 6.9 จุด สะท้อนถึงกำลังซื้อที่อ่อนแอ ผู้บริโภคระมัดระวังในการจับจ่าย ขณะที่ความถี่ในการใช้บริการ (Frequency of Shopping) เพิ่มขึ้นเพียง 0.3 จุด สะท้อนถึงความถี่ในการจับจ่ายลดลง ซึ่งปกติความถี่ในการจับจ่ายในเดือนธ.ค. ควรจะสูงกว่าเดือนพ.ย. จึงนับเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ปกติและน่ากังวล

คาด Q1/69 ความเชื่อมั่นลด 13.5 

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมในปี 2568 ของธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง ภัตตาคาร/ร้านอาหารและเครื่องดื่ม พบว่า เผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อผู้บริโภคที่อ่อนแอลง ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น แรงกดดันจากสงครามทางการค้าและจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง ขณะเดียวกันการแข่งขันด้านราคายังคงสูง

อีกทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปซื้อสินค้าที่ราคาที่คุ้มค่ามากขึ้น และรอโปรโมชั่นก่อนตัดสินใจซื้อ ทำให้หลายธุรกิจต้องจัดโปรโมชั่นเข้มข้นกว่าปีที่ผ่านมา ทั้งนี้แม้จะมีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายช่วยพยุงยอดขายได้บ้างในช่วงปลายปี แต่ภาพรวมปี 2568 สะท้อนให้เห็นถึงตลาดที่เปราะบาง จึงควรอย่างยิ่งที่ต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์ในปี 2569 อย่างใกล้ชิด

ขณะที่ผู้ประกอบการในธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งทั่วประเทศ ต่างคาดการณ์ถึงสถานการณ์ยอดขายในไตรมาส 1 ปี 2569 เปรียบเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2568 พบว่า 45% ระบุว่า ยอดขายจะลดลง  ขณะที่ 33% ระบุว่า ยอดขายใกล้เคียงเดิม และมีเพียง 22% ระบุว่า ยอดขายจะดีขึ้น

สัญญาณเตือน 'เผาจริง’ เศรษฐกิจเสี่ยงถดถอย ดัชนีค้าปลีก-อุตสาหกรรมหดตัวแรงข้ามปี

สอดรับกับดัชนี RSI ในระยะ 3 เดือนข้างหน้าที่คาดว่าจะปรับลดลง 13.5 จุด จาก 61.8 จุด มาอยู่ที่ 49.3 จุด ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการที่ผู้ประกอบการยังคงกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวและความไม่แน่นอนทางการเมือง อยู่หลายประการ รวมไปถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังมีความไม่แนนอน และอาจส่งผลทำให้การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 ก.พ. 2569 ไม่สามารถดำเนินการได้  

ขณะที่รัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศก็มีข้อจำกัดในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากหนี้สาธารณะต่อ GDP ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หากเศรษฐกิจเติบโตช้า มีโอกาสที่หนี้สาธารณะ ต่อ จีดีพี จะเกิน 70% ที่กฎหมายงบประมาณกำหนดไว้

ศก.เปราะบาง-ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯร่วงแรง

ด้านดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือน ธ.ค. 2568 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 88.2 จาก 89.1 ในเดือนพ.ย. ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจไทยช่วงปลายปีที่เผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ แม้ยังมีแรงพยุงจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายและนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) ระบุว่า การปรับลดลงของดัชนีมีสาเหตุหลักจากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งกระทบกิจกรรมเศรษฐกิจในจังหวัดชายแดนหลายพื้นที่โดยตรง ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายหลังการยุบสภา ส่งผลให้ภาคเอกชนชะลอการตัดสินใจลงทุน โดยเฉพาะความกังวลต่อความต่อเนื่องของโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเจรจาการค้าไทย–สหรัฐฯ

ภาคการผลิตยังชะลอตัวจากการเร่งผลิตไปแล้วในช่วงก่อนหน้า รวมถึงจำนวนวันทำงานที่ลดลงในช่วงเทศกาล ขณะที่การส่งออกได้รับแรงกดดันจากเศรษฐกิจคู่ค้าหลักอย่างจีน ญี่ปุ่น และอาเซียนที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด ซ้ำเติมด้วยสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่กระทบกิจกรรมเศรษฐกิจและกำลังแรงงาน นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าจากการลดดอกเบี้ยของสหรัฐฯ และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ยังบั่นทอนรายได้ผู้ส่งออก แม้จะช่วยลดต้นทุนการนำเข้าและเพิ่มกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวบางส่วนก็ตาม

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจปลายปียังได้แรงหนุนจากการจับจ่ายช่วงเทศกาลและโครงการคนละครึ่งพลัสก่อนสิ้นสุดโครงการ รวมถึงการลดดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 1.25% และการปรับลดราคาน้ำมัน ซึ่งช่วยบรรเทาต้นทุนและค่าครองชีพในระยะสั้น

สำหรับแนวโน้ม 3 เดือนข้างหน้า ดัชนีคาดการณ์ปรับเพิ่มเป็น 95.7 สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และมาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าออนไลน์ตั้งแต่บาทแรก ที่ช่วยลดการแข่งขันไม่เป็นธรรม อย่างไรก็ตาม เอกชนยังจับตาความเสี่ยงจากสถานการณ์ชายแดนและมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป

ทั้งนี้ ภาคเอกชนเสนอให้รัฐเร่งดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาท สนับสนุนผู้ประกอบการปรับตัวรับ CBAM อย่างเป็นรูปธรรม และเพิ่มสัดส่วนจัดซื้อจัดจ้างจาก SMEs ผ่านระบบ e-GP เป็น 50% เพื่อพยุงเศรษฐกิจฐานรากและเสริมความแข็งแกร่งภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไป

สัญญาณเตือน 'เผาจริง’ เศรษฐกิจเสี่ยงถดถอย ดัชนีค้าปลีก-อุตสาหกรรมหดตัวแรงข้ามปี

ว่างงานทรงตัว 3 แสนคน

สำหรับสถานการณ์ด้านแรงงาน สำนักงานสถิติแห่งชาติ รายงานว่า ภาวะการทำงานของประชากรล่าสุดในเดือนธ.ค. 2568 พบว่าผู้มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 59.58 ล้านคน เป็นผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงานหรือผู้ที่พร้อมจะทำงาน 40.23 ล้านคน

ซึ่งประกอบด้วย ผู้มีงานทำ 39.74 ล้านคน ผู้ว่างงาน 3 แสนคน และผู้ที่รอฤดูกาล 1.9 แสนคน ส่วนผู้ที่อยู่นอกกำลังแรงงาน หรือผู้ที่ไม่พร้อมทำงาน 19.35 ล้านคน เช่น แม่บ้าน นักเรียน คนชรา ผู้ป่วยและพิการ เป็นต้น และเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนพ.ย. พบว่าผู้มีงานทำลดลง 1.1 หมื่นคน (จาก 39.85 ล้านคน เป็น 39.74 ล้านคน)

ทั้งนี้ในเดือนธ.ค. 2568 พบว่า มีจำนวนผู้ว่างงาน 2.95 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 0.7% เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนพ.ย. จะเห็นได้ว่าจำนวนผู้ว่างงานทั่วประเทศ เพิ่มขึ้น 2.2 หมื่นคน (จาก 2.73 แสนคน เป็น 2.95 แสนคน) และเมื่อพิจารณาเป็นรายภาค พบว่า กรุงเทพมหานคร และภาคเหนือ มีจำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น ส่วนภาคกลาง ภาคใต้ ภาคใต้ชายแดน ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีจำนวนผู้ว่างงานลดลง

เมื่อพิจารณาระดับการศึกษาที่สำเร็จของผู้ว่างงานในเดือนธ.ค. 2568 พบว่าผู้ว่างงานสำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษามากที่สุด 1.55 แสนคน รองลงมาเป็นระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 5.4 หมื่นคน และระดับประถมศึกษา 4.6 หมื่นคน และเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนพ.ย. 2568 พบว่าผู้ว่างงานที่จบการศึกษาระดับประถมศึกษา และระดับอุดมศึกษา มีจำนวนเพิ่มขึ้น ในขณะที่ผู้ว่างงานที่ไม่มีการศึกษาและจบต่ำกว่าระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลายมีจำนวนลดลง

จับตา AI ทำคนตกงานพุ่ง 10 ล้านคน ในปี 70

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เปิดเผยว่า การพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน โดยการนำเอา AI เข้ามาทดแทนการทำงานของคนมากขึ้น ส่งผลให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าเทคโนโลยีดิสรัปชัน (Disruption) และทำให้เกิดปัญหาการว่างงาน ล่าสุดในขณะนี้หลายประเทศในยุโรป และสหรัฐอเมริกา เริ่มมีการปลดคนงานจำนวนมาก จนนำมาสู่การชุมนุมประท้วง และเกิดปัญหาทางสังคมตามมา เช่นเดียวกับประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบด้วย

ทั้งนี้จากการประเมินผลกระทบเรื่องเทคโนโลยีดิสรัปชัน เมื่อช่วงปี 2561 มองว่าเทคโนโลยี AI จะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ จนทำให้มีคนตกงานประมาณ 10 ล้านคน ภายในปี พ.ศ 2580 แต่ปัจจุบันจากการพัฒนาเทคโนโลยีก้าวกระโดด วิกฤตด้านแรงงานอาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิด โดยจากความก้าวหน้าของ AI และหุ่นยนต์อาจทำให้ตัวเลขการว่างงานของคนไทยประมาณ 10 ล้านคนอาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดภายในปี พ.ศ. 2570 หรือเร็วขึ้นจากเดิม 10 ปี

โดยอัตราเร่งของการว่างงานจะเกิดขึ้นจากการนำเอา AI และหุ่นยนต์มาใช้แทนคนในหลายอุตสาหกรรม รวมทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่มีการผลิตและใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มากขึ้น ที่มีการเปลี่ยนจากรถยนต์สันดาปที่มีชิ้นส่วนจำนวนมาก มาเหลือเพียงไม่กี่ชิ้นในรถ EV จะทำให้แรงงานในสายพานการผลิตและวิศวกรฝีมือดีหายไปมหาศาล ซึ่งอาจกระทบแรงงานมากถึง 2 แสนคน ถึง 1 ล้านคน ในห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ของไทย

รายได้-นักท่องเที่ยวปี 68 หดตัวแรง

การท่องเที่ยวของไทยตลอดทั้งปี 2568 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย 32.97 ล้านคน หดตัว 7.23 % เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาประเทศไทย 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย จีน อินเดีย รัสเซีย และเกาหลีใต้ ตามลำดับ สร้างรายได้ 1.54 ล้านล้านบาท หดตัว 4.71 % เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา สำหรับรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน รัสเซีย อินเดีย มาเลเซีย และสหราชอาณาจักร ตามลำดับ

สำหรับจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 202.66 ล้านคน-ครั้ง ขยายตัว 2.84 % เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา จำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และเพชรบุรี ตามลำดับ สร้างรายได้ 1.17 ล้านล้านบาท ขยายตัว 4.18 % เมื่อเปรียบเทียบกับ ช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

สำหรับรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ และเชียงราย ตามลำดับก่อให้เกิดรายได้รวมจากการท่องเที่ยว 2.71 ล้านล้านบาท หดตัว 1.06 % เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการที่พักแรม(Hotel Business Operator Sentiment Index)ของสมาคมโรงแรมไทย ซึ่งทำการสำรวจระหว่างวันที่ 15-31 ธันวาคม 2568) พบว่าอัตราการเข้าพักเฉลี่ยเดือน ธ.ค. 68 ภาพรวมทรงตัวจากเดือนก่อน สำหรับ Q1/69 จำนวนลูกค้าต่างชาติมีแนวโน้มลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน จากกลุ่มลูกค้าจีนเป็นหลัก ขณะที่กลุ่มลูกค้าตลาดระยะไกล long-haul ยังมีแนวโน้มขยายตัว โดยโรงแรมคาดว่าลูกค้าต่างชาติที่จะเพิ่มขึ้นใน Q1/69 จะเป็นกลุ่มโรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้นไป จึงเป็นผลให้โรงแรมกลุ่มนี้สามารถปรับราคาเพิ่มได้มากกว่าโรงแรมระดับ 3 ดาว