
NEO เดินเกมรุก Wellness & Longevity โชว์ผลงานไตรมาส1 โต 6.5%
NEO เดินหน้าปั้นพอร์ต รับเทรนด์ Wellness & Longevity โชว์ผลงานไตรมาส 1 กวาดยอดขาย 2,757 ล้านบาท เติบโต 6.5% สูงกว่าตลาดรวม 8 เท่า
KEY
POINTS
- NEO เผยผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 มียอดขาย 2,757 ล้านบาท เติบโต 6.5% โดยมีกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ในครัวเรือนและของใช้ส่วนบุคคลเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
- บริษัทใช้กลยุทธ์ "ปั้นพอร์ตแกร่ง" เน้นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์เทรนด์ Wellness & Longevity ส่งผลให้สินค้าหลายกลุ่มเติบโตสูงกว่าตลาดและเพิ่ม
นายสุทธิเดช ถกลศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) หรือ NEO กล่าวว่า ในปีนี้ NEO เดินหน้ากลยุทธ์ “ปั้นพอร์ตแกร่ง” (Strengthening Portfolio) ผ่านการพัฒนานวัตกรรมสินค้าใหม่ที่สอดรับกับเทรนด์ Wellness & Longevity การปรับปรุงสินค้าเดิมให้ทันสมัย รวมถึงการบุกเบิกหมวดหมู่ใหม่ที่ยังไม่มีผู้เล่นตอบโจทย์ได้อย่างชัดเจน (Unmet Needs) เพื่อสร้างพอร์ตผลิตภัณฑ์ที่แข็งแกร่ง ยืดหยุ่น และครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายในทุกช่วงวัย
พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ “ยกระดับช่องทางการจัดจำหน่าย” (Scaling Up Distribution Channels) เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงผู้บริโภคผ่านช่องทางที่หลากหลาย ทั้ง Modern Trade, E-commerce, Social Commerce รวมถึงการขยายตลาดสู่ระดับภูมิภาคและต่างประเทศ
Q1 กวาดยอดขายเติบโต 6.5%
สำหรับผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทมียอดขาย 2,757 ล้านบาท เติบโต 6.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) พร้อมสร้างการเติบโตทางมูลค่าตลาด 16.6% สูงกว่าภาพรวมตลาด FMCG ถึง 8 เท่า
โดยยอดขายได้รับแรงหนุนจากการเติบโตในหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ในครัวเรือนที่เติบโต 23.1% YoY และกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลที่เติบโต 8.7% YoY ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้น (GP Margin) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 37.9% เพิ่มขึ้น 2% (200 Basis Points) จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) จากการบริหารต้นทุนการผลิตต่อหน่วยอย่างมีประสิทธิภาพ
แม้ในไตรมาสแรกของปี 2569 เศรษฐกิจโลกและภูมิภาคยังเผชิญความท้าทาย ทั้งจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ภาวะเงินเฟ้อ และความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ส่งผลต่อต้นทุนและกำลังซื้อผู้บริโภค แต่ NEO ยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยผลงานที่โดดเด่นมาจาก
- กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล: ผลิตภัณฑ์โรลออนเติบโต 6% สวนทางกับตลาดรวมที่โตเพียง 0.2% ผลิตภัณฑ์ครีมอาบน้ำเติบโตสูงถึง 12% เทียบกับตลาดที่โต 4% ส่งผลให้ NEO ก้าวขึ้นสู่อันดับ 1 ของตลาดในไตรมาสแรกของปี 2569 ได้สำเร็จ และผลิตภัณฑ์ครีมบำรุงผิว เติบโตอย่างโดดเด่นถึง 22% ส่งผลให้ NEO ขยับอันดับจาก 10 ขึ้นมาเป็นอันดับ 9 และยังมีโอกาสในการเติบโตอีกมาก
- กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ในครัวเรือน: ผลิตภัณฑ์ซักผ้าชนิดน้ำเติบโต 26% สูงกว่าตลาดที่โต 13% ได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มเป็น 30.3% ขณะที่ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มเติบโต 17% สูงกว่าตลาดที่โตเพียง 3% ส่งผลให้ NEO สามารถขยับขึ้นมาติด Top 3 ของตลาดได้สำเร็จในไตรมาสนี้
เดินเกมนวัตกรรมเชิงรุก
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตในไตรมาสนี้ คือ
- กลยุทธ์เชิงรุกในการเปิดตัวสินค้าใหม่ (NPD : New Product Development) ที่โดนใจผู้บริโภค เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันตั้งแต่ต้นปี และเสริมความแข็งแกร่งของพอร์ตผลิตภัณฑ์ตลอดปี 2569
- ขยายขอบเขตความสำเร็จ (Expand Horizon) เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภค อาทิ BeNice Tokyo Ichigo Series ที่ผสานสกินบูสเตอร์จากเฟรชเซลล์สตรอว์เบอร์รีและเบบี้คอลลาเจน รวมถึงผลิตภัณฑ์ตามฤดูกาลอย่าง BeNice Mango Sticky Rice ครีมอาบน้ำกลิ่นข้าวเหนียวมะม่วงน้ำกะทิ ที่ร่วมกับ “แม่วารี” ขณะที่ Fineline Cool Fresh นำนวัตกรรม Cool Tech มาต่อยอดสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผ้าแบบครบวงจร เพื่อตอบโจทย์สภาพอากาศร้อนจัดของประเทศไทย
- ต่อยอดความสำเร็จ (Extend Our Success) ผ่านการขยาย SKU ใหม่ในแบรนด์เดิม โดย D-nee Kids เปิดตัวโรลออนสำหรับเด็ก นอกจากนี้ D-nee Deluxe นำเสนอผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นสำหรับผู้สูงวัย เพื่อรองรับการเติบโตของตลาด Silver Age ขณะที่ LovliTails รุกตลาด Pet Humanization ด้วยผลิตภัณฑ์ก้านไม้หอมสำหรับสัตว์เลี้ยง (Pet-Friendly Diffuser)
- กลยุทธ์ Brand Collaboration เพื่อสร้างสีสันให้แบรนด์และกระตุ้นยอดขาย ผ่านการจับมือระหว่างแบรนด์ อาทิ D-nee Kids กับ Jolly Bear และ D-nee กับแบรนด์วัยรุ่นสุดฮิตจากเกาหลีอย่าง Wiggle Wiggle
เสริมความยืดหยุ่นซัพพลายเชน
NEO ได้ปรับกลยุทธ์การบริหารจัดการในด้านต่าง ๆ อย่างรอบคอบ
- การจัดหาซัพพลายเออร์ทางเลือกเพิ่มเติม เพื่อรองรับความต่อเนื่องในการจัดหาวัตถุดิบและลดความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน
- การบริหารผลิตภัณฑ์ โดยเน้นการผลิตสินค้าที่ขายดี และชะลอการเปิดตัวสินค้าใหม่บางรายการเพื่อรอเวลาที่เหมาะสม
- บริหารจัดการค่าใช้จ่ายภายในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ
- การพิจารณาปรับใช้โปรโมชันและกิจกรรมส่งเสริมการขายให้เหมาะสมกับสภาพตลาด
- ขยายศักยภาพรองรับตลาดใน-ต่างประเทศ
นายสุทธิเดช กล่าวว่า NEO ยังคงมุ่งขยายโอกาสการเติบโตในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศเวียดนาม ซึ่งประสบความสำเร็จจากการใช้แพลตฟอร์ม TikTok Shop การทำ Live Streaming และ Affiliate Marketing ส่งผลให้ยอดขายออนไลน์ของ D-nee ในเวียดนามเติบโตสูงกว่าเป้าหมายกว่า 2 เท่า โดยบริษัทมีแผนนำผลิตภัณฑ์ BeNice เข้าสู่ตลาดเวียดนามเพิ่มเติมในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
รวมทั้งมีโครงการขยายโรงงานกลุ่ม Household เฟส 1 มีความคืบหน้าแล้วกว่า 90% และคาดว่าโรงงานจะพร้อมเริ่มเปิดใช้ดำเนินการได้ภายในไตรมาส 4 ของปีนี้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตได้ประมาณ 11% เมื่อเทียบกับปีก่อน รองรับการเติบโตทั้งในประเทศและต่างประเทศในอนาคต







