thansettakij
thansettakij
ไทยปักธงเวลเนส ฮับ ทุ่ม 400 ล้าน พลิกโฉม ‘น้ำพุร้อนสันกำแพง’ ต้นแบบน้ำพุร้อนระดับประเทศ

ไทยปักธงเวลเนส ฮับ ทุ่ม 400 ล้าน พลิกโฉม ‘น้ำพุร้อนสันกำแพง’ ต้นแบบน้ำพุร้อนระดับประเทศ

09 พ.ค. 69 | 07:15 น.
อัปเดตล่าสุด :09 พ.ค. 69 | 07:58 น.

เจาะลึกเทรนด์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ Wellness Tourism ปักธงไทย Wellness Destination อัดงบ 400 ล้านบาท พลิกโฉม ‘น้ำพุร้อนสันกำแพง’ ต้นแบบน้ำพุร้อนระดับประเทศ ยกระดับบริการ สู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพเต็มรูปแบบ ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” หรือ “Wellness Tourism” ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของ

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลก จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคม เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตผู้คน โดยเฉพาะหลังสถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้ผู้บริโภคทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพกาย สุขภาพใจ และคุณภาพชีวิตในระยะยาว มากกว่าการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนเพียงระยะสั้น

การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศไทย

เจาะลึกเทรนด์ Wellness Tourism

งานวิจัยของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า “เศรษฐกิจด้านสุขภาพโลก” (Global Wellness Economy) มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลของ Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า “เศรษฐกิจเวลเนสโลก” มีมูลค่าในปี 2568 อยู่ที่ 7.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นเป็น 7.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเป็นหนึ่งในสาขาที่เติบโตเร็วที่สุด 

โดยนักท่องเที่ยวกลุ่ม Wellness มีลักษณะเด่น คือ มีกำลังใช้จ่ายสูง อยู่ในตลาดคุณภาพ และมีแนวโน้มเดินทางซ้ำ เนื่องจากมองการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเป็น “การลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิต” มากกว่าการเดินทาง เพื่อความบันเทิงทั่วไป

จากโครงการศึกษาพฤติกรรมเชิงลึกของนักท่องเที่ยวต่างประเทศกลุ่มการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ พบว่านักท่องเที่ยว Wellness ในปัจจุบันไม่ได้จำกัดตนเองอยู่กับบริการสปาหรือการรักษาเชิงการแพทย์เท่านั้น

แต่ให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์แบบองค์รวม” (Holistic & Transformative Experience) ที่เชื่อมโยงร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และบริบทของสถานที่เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูสุขภาพจิต (Emotional & Mental Wellness) โปรแกรมยืดอายุสุขภาพ (Longevity Program) การพักผ่อนเชิงธรรมชาติบำบัด การนอนหลับ เชิงคุณภาพ (Sleep Recovery) รวมถึงกิจกรรมที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างแท้จริง

อีกหนึ่งแนวโน้มสำคัญที่งานวิจัยชี้ให้เห็น คือ ความต้องการ “Wellness แบบออกแบบเฉพาะบุคคล” (Personalized Wellness) และบริการที่ให้ผลลัพธ์เชิงลึกในระยะยาว 

นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้พร้อมจ่ายเพิ่มสำหรับกิจกรรมที่สามารถพิสูจน์คุณค่าได้จริง เช่น Wellness Retreat, Holistic Healing, Detox Program และการดูแลสุขภาพผ่านธรรมชาติ ซึ่งสะท้อนชัดว่า Wellness Tourism กำลังก้าวจาก “Health Service” ไปสู่ “Experience-based Tourism” อย่างเต็มรูปแบบ

ทั้งนี้ในมิติของกลุ่มเป้าหมาย งานวิจัย พบว่า ตลาดหลักของ Wellness Tourism ได้แก่ 1.กลุ่ม Aging Society และ High-spending Traveler จากยุโรป ญี่ปุ่น จีน และตะวันออกกลาง 2.กลุ่ม Long-stay / Expat / Digital Nomad ที่มองหาการใช้ชีวิตระยะยาวในพื้นที่ที่มี

คุณภาพสิ่งแวดล้อมดี 3.กลุ่มคนวัยทำงานที่ต้องการหลีกหนีความเครียด และฟื้นฟูสมดุลชีวิตจากเมืองใหญ่

ไทยปักธงเวลเนส ฮับ ทุ่ม 400 ล้าน พลิกโฉม ‘น้ำพุร้อนสันกำแพง’ ต้นแบบน้ำพุร้อนระดับประเทศ

น้ำพุร้อน คุณค่าเชิงสุขภาพสูง

กลุ่มนักท่องเที่ยวเหล่านี้ให้ความสำคัญกับแหล่งท่องเที่ยวที่มี ทรัพยากรธรรมชาติรองรับการเยียวยา อย่างแท้จริง มีความสงบ ปลอดภัย และมีมาตรฐานบริการที่น่าเชื่อถือ

โดยเฉพาะแหล่ง “น้ำพุร้อน” และ “น้ำแร่ธรรมชาติ” ซึ่งถูกมองว่าเป็น “Natural Wellness Asset” ที่มีคุณค่าเชิงสุขภาพสูง และสามารถพัฒนาเป็นโปรแกรม Wellness ได้หลากหลายรูปแบบ

ไทยปักธงเวลเนส ฮับ ทุ่ม 400 ล้าน พลิกโฉม ‘น้ำพุร้อนสันกำแพง’ ต้นแบบน้ำพุร้อนระดับประเทศ

ในบริบทดังกล่าว “น้ำพุร้อนสันกำแพงจังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นทรัพยากรการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีศักยภาพสูง สอดคล้องกับทิศทาง Wellness Tourism ระดับโลก ทั้งในด้านภูมิประเทศ ธรรมชาติแวดล้อม และอัตลักษณ์ของพื้นที่เชียงใหม่ซึ่งเป็นที่รับรู้ในระดับนานาชาติว่าเป็นเมืองแห่งการพักผ่อน การใช้ชีวิต อย่างสมดุล และวัฒนธรรมล้านนาที่เอื้อต่อการเยียวยา

น้ำพุร้อนธรรมชาติไม่เพียงตอบโจทย์การผ่อนคลายทางกาย แต่ยังสามารถต่อยอดสู่ประสบการณ์ Wellness เชิงลึก เช่น การแช่น้ำแร่เพื่อฟื้นฟูร่างกาย การออกแบบกิจกรรมร่วมกับธรรมชาติ (Forest Therapy) การผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น สมุนไพร และวิถีชีวิตล้านนา เข้ากับโปรแกรมดูแลสุขภาพยุคใหม่

ที่สำคัญงานวิจัยยังสะท้อนว่า นักท่องเที่ยว Wellness ให้ความสนใจกับ “การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” (Sustainable & Responsible Tourism) มากขึ้น พื้นที่ที่สามารถบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล มีการกระจายรายได้สู่ชุมชน และรักษาคุณค่าของแหล่งท่องเที่ยวในระยะยาว จะได้รับความเชื่อมั่น และเลือกเป็นจุดหมายปลายทางในอนาคต

จึงเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาน้ำพุร้อนสันกำแพงให้เป็นต้นแบบของแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่เติบโตควบคู่กับชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน กระแส Wellness Tourism ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลก 

การยกระดับน้ำพุร้อนสันกำแพงจากแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนสู่ “Wellness Destination” คุณภาพ ที่เชื่อมโยงธรรมชาติ สุขภาพ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตเข้าด้วยกัน จึงไม่เพียงตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ แต่ยังสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศไทยในระยะยาว ที่มุ่งเน้นคุณค่า ความยั่งยืน และการสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายอย่างแท้จริง

ชูน้ำพุร้อนสันกำแพง จุดขายเวลเนส

ททท. จึงให้ความสำคัญเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศไทย รวมถึงพฤติกรรมเชิงลึก ของนักท่องเที่ยวต่างประเทศกลุ่มการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ตลอดจนปัจจัยและองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการเลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทาง เพื่อทราบถึงโอกาสในการส่งเสริมตลาดรวมถึงพัฒนาสินค้าและบริการที่เหมาะสมกับนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประกอบกับกิจการน้ำพุร้อนสันกำแพง อำเภอแม่ออน ตามพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหนึ่งในกิจการที่ ททท.มีหน้าที่ในดูแล และสนับสนุนในเรื่องของการตลาดและการประชาสัมพันธ์ การสนับสนุนให้เป็นแม่แบบของการใช้น้ำพุร้อนผสมผสานระหว่างการพักผ่อนและการบำบัดรักษาโรคต่าง ๆ

รวมถึงสนับสนุนข้อมูลและร่วมเป็นคณะทำงานในการบริหารงาน เพื่อใช้เป็นแนวทางการพัฒนากิจการน้ำพุร้อนสันกำแพงให้เป็นต้นแบบอย่างยั่งยืน และเตรียมความพร้อมในการรองรับการพัฒนากิจการน้ำพุร้อนสันกำแพงให้เป็นต้นแบบอย่างยั่งยืนที่จะแล้วเสร็จในอนาคตอันใกล้ และดำเนินการในด้านต่างๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กิจการน้ำพุร้อนสันกำแพง

ดังนั้นการพัฒนากิจการน้ำพุร้อนสันกำแพง ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health & Wellness Destination) จึงเป็นไปตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลกและสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศไทยเป็นตามแผนการพัฒนาในมิติต่างๆ

อัดงบ 400 ล้าน อัพเกรดน้ำพุร้อนสันกำแพง

นายเฉลิมศักดิ์ มากมูลผล ผู้จัดการกิจการน้ำพุร้อนสันกำแพง อำเภอแม่ออน ตามพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ในขณะนี้น้ำพุร้อนสันกันแพง กำลังอยู่ระหว่างพัฒนา พลิกโฉมครั้งใหญ่ เพื่อก้าวสู่การเป็นต้นแบบน้ำพุร้อนระดับประเทศ โดยเน้นยกระดับบริการ สู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพเต็มรูปแบบ

เฉลิมศักดิ์ มากมูลผล ผู้จัดการกิจการน้ำพุร้อนสันกำแพง

เพื่อให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศ ภายใต้แผนพัฒนาอย่างยั่งยืน สร้างรายได้หมุนเวียนสู่ชุมชนในพื้นที่สหกรณ์ทั้ง 8 หมู่บ้าน

ทั้งนี้คณะอนุกรรมการพัฒนาบริหารกิจการน้ำพุร้อน ซึ่งมี พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี เป็นประธาน และมีส่วนราชการต่างๆที่เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นคณะกรรมการในการพัฒนา โดยรัฐบาลได้จัดสรรวงเงินงบประมาณ 400 ล้านบาท ผ่านกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อพัฒนาโครงการใน 2 ระยะ (เฟส)

น้ำพุร้อนสันกำแพง เชียงใหม่

เฟสที่ 1 ใช้งบลงทุนราว 179 ล้านบาท ปัจจุบันเริ่มดำเนินการแล้ว จะแล้วเสร็จในปี 2571 ซึ่งจะเป็นการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ปรับปรุงทางเข้า ถนน ที่จอดรถ และที่สำคัญที่สุดคือระบบพักน้ำร้อน-น้ำเย็น เพื่อให้ได้มาตรฐานสากล และมีการเสนอที่จะมีการขุดเจาะบ่อน้ำพุร้อนเพิ่มเติม ที่จะมีความลึกถึง 283 เมตร

เฟสที่ 2 งบประมาณ 250 ล้านบาท เป็นโครงการต่อเนื่องที่ต้องรอการออกแบบและขออนุมัติงบประมาณ และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการออกแบบโดยบริษัท A49 โดยจะสร้างอาคารธาราบำบัด (Hydrotherapy) ร่วมกับกรมการแพทย์แผนไทย ศูนย์ดูแลสุขภาพ รวมถึงอาคารสปา และจะมีระบบคัดกรองสุขภาพ

โฉมใหม่น้ำพุร้อนสันกำแพง

ก่อนรับบริการ เพื่อให้คำแนะนำว่าผู้ใช้บริการเหมาะกับโปรแกรมแบบไหน เช่น การแช่น้ำแร่ การบำบัด หรือการดูแลรักษาด้านอื่นๆ นอกจากนี้จะมีรื้อบ้านพักเดิม 18 หลัง สร้างเป็น Pool Villa อาจจะเพิ่มเป็น 50 ห้อง และมีน้ำแร่ในวิลล่าทุกหลัง เพื่อรองรับกลุ่มสัมมนา โดยคาดว่าจะใช้เวลาในการพัฒนาอย่างน้อย 5 ปี

นอกจากนี้ยังจะเตรียมร่วมมือกับคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำ “ซิลิก้า” จากน้ำแร่ มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์สมุนไพร ภายใต้ตราสัญลักษณ์เฉพาะของโครงการ

ไทยปักธงเวลเนส ฮับ ทุ่ม 400 ล้าน พลิกโฉม ‘น้ำพุร้อนสันกำแพง’ ต้นแบบน้ำพุร้อนระดับประเทศ

รวมถึงยังเตรียมจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมการนวดหลักสูตร 450 ชั่วโมง ในชื่อ “โพธิ์ล้านนา” ซึ่งเป็นการผสมผสานศาสตร์การนวดจากวัดโพธิ์เข้ากับภูมิปัญญาล้านนา เพื่อพัฒนาทักษะของคนในพื้นที่ให้ก้าวสู่ระดับมืออาชีพและรองรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อยกระดับฝีมือแรงงาน เพื่อเตรียมความพร้อมของบุคคลากร ในการยกระดับการให้บริการของน้ำพุร้อนสันกำแพงที่จะเกิดขึ้น

ไทยปักธงเวลเนส ฮับ ทุ่ม 400 ล้าน พลิกโฉม ‘น้ำพุร้อนสันกำแพง’ ต้นแบบน้ำพุร้อนระดับประเทศ

จัดสรรกำไร 45% คืนสู่ชุมชน

การพัฒนาครั้งใหญ่นี้ เป็นการปรับกลยุทธ์อย่างชัดเจน เจาะกลุ่มลูกค้าในตลาดระดับกลางและบน หรือ ไฮเอนด์ ตลาดที่มีกำลังซื้อ รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันพบว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นคนไทย 80% และต่างชาติ 20% โดยตลาดหลักเป็นเกาหลีใต้

เมื่อพัฒนาโครงการสำเร็จ มีเป้าหมายปรับสัดส่วนนักท่องเที่ยวเป็นต่างชาติ 60% และไทย 40% เพื่อเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายต่อหัว และกลุ่มนักท่องเที่ยวคนไทย ที่ต้องการการบำบัดรักษาอย่างจริงจัง ภายใต้การดูแลของแพทย์แผนไทยและแพทย์ปัจจุบัน

หลังจากการปรับโฉมแล้วเสร็จ การให้บริการของน้ำพุร้อนสันกำแพง จะแบ่งออกเป็น 3 โซน ได้แก่

1.โซนทั่วไป เป็นโซนสำหรับนักท่องเที่ยวระดับกลาง หรือ ผู้ที่มาท่องเที่ยวทั่วไป โดยยังคงกิจกรรมที่เป็นเอกลักษณ์เดิมไว้ เช่น การต้มไข่ และการแช่เท้าในลำธารน้ำพุร้อน ซึ่งเป็นจุดที่ปรับปรุงให้ดีขึ้นจากปัจจุบัน

2.โซนกึ่ง ทั่วไป เป็นโซนที่มีการให้บริการเพิ่มเติม และต้องเสียค่าบริการพิเศษแยกต่างหาก เช่น การบริการนวด การอาบน้ำแร่ ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถเลือกรับบริการที่เพิ่มขึ้นจากกิจกรรมพื้นฐานได้

ไทยปักธงเวลเนส ฮับ ทุ่ม 400 ล้าน พลิกโฉม ‘น้ำพุร้อนสันกำแพง’ ต้นแบบน้ำพุร้อนระดับประเทศ

3.โซนส่วนตัว เป็นโซนสำหรับกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงหรือนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มารับบริการโปรแกรมบำบัดและดูแลสุขภาพ อาทิ โปรแกรมดูแลสุขภาพแบบเต็มรูปแบบ เช่น โปรแกรมพักค้างคืน 7 วัน โดยจะมีแพทย์มาช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด

ไทยปักธงเวลเนส ฮับ ทุ่ม 400 ล้าน พลิกโฉม ‘น้ำพุร้อนสันกำแพง’ ต้นแบบน้ำพุร้อนระดับประเทศ

อีกทั้งตั้งเป้าเพิ่มรายได้จากปัจจุบันปีละ 30-40 ล้านบาท สู่ระดับ 100 ล้านบาทต่อปี หลังการปรับโฉมแล้วเสร็จ ซึ่งจะเพิ่มรายได้สูงกว่าปัจจุบัน ที่มีรายได้หลักมาจากค่าผ่านประตู คนไทย 40 บาท ต่างชาติ 100 บาท ที่เหลือเป็นค่าบริการที่พัก และการบริการต่างๆ เช่น อาบน้ำแร่ สระว่ายน้ำ และกางเต็นท์

ปีที่ผ่านมามีรายได้ประมาณ 30 กว่าล้านบาท มีกำไร 10 กว่าล้านบาท อีกทั้งหัวใจสำคัญคือ ต้องการให้เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างเข้มแข็ง  พนักงานทั้งหมดที่ทำงานในน้ำพุร้อน เป็นชาวบ้านกว่า 100 คนในพื้นที่ 8 หมู่บ้านชุมชน 

ไทยปักธงเวลเนส ฮับ ทุ่ม 400 ล้าน พลิกโฉม ‘น้ำพุร้อนสันกำแพง’ ต้นแบบน้ำพุร้อนระดับประเทศ

เมื่อมีผลกำไร จะมีการจัดสรรกำไรสุทธิ 45% แบ่งคืนให้แก่ชุมชน ครอบคลุม 1,000 ครัวเรือน หรือประมาณ 4,000 คน

“หลังโควิด-19 จะพบว่า น้ำพุร้อนสันกำแพง รองรับนักท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้น โดยก่อนโควิดในปี 2562 มีนักท่องเที่ยวอยู่ที่ราว 3 แสนกว่าคน ในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ราว 4 แสนคน ส่วนในปีนี้น่าจะเติบโตต่อเนื่อง

เพราะในช่วงวันหยุดยาวปีใหม่ที่ผ่านมา (ระยะเวลา 10 วัน) มีนักท่องเที่ยวรวมถึง 5 หมื่นคน เฉพาะวันที่ 1 ม.ค.วันเดียว มีสถิติผู้มาใช้บริการสูงสุดถึง 9,600 กว่าคน” นายเฉลิมศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

การพัฒนาน้ำพุร้อนสันกำแพงในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะเป็นการยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเดิมให้ทันสมัย แต่ยังเป็นโครงการต้นแบบที่จะนำไปใช้พัฒนาน้ำพุร้อนแห่งอื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนให้แก่ชุมชนตามแนวพระราชดำริสืบไป

การขับเคลื่อนครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนโฉมแหล่งท่องเที่ยวทาง ธรรมชาติให้กลายเป็นโมเดลธุรกิจเชิงสุขภาพที่สร้างความมั่งคั่งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจฐานรากในจังหวัดเชียงใหม่อีกด้วย