thansettakij
thansettakij
ไทยเสี่ยง ‘ปุ๋ยขาดตลาด’ พ.ค.นี้ สงครามดันต้นทุนพุ่ง 40% ข้าวไทยจ่อเสียหาย 5.9 พันล้าน

ไทยเสี่ยง ‘ปุ๋ยขาดตลาด’ พ.ค.นี้ สงครามดันต้นทุนพุ่ง 40% ข้าวไทยจ่อเสียหาย 5.9 พันล้าน

01 พ.ค. 69 | 08:18 น.
อัปเดตล่าสุด :01 พ.ค. 69 | 08:19 น.

Krungthai COMPASS ชี้ไทยเสี่ยงหนักจากการพึ่งพาปุ๋ยนำเข้าสูงถึง 95% สงครามตะวันออกกลางอาจทำไทยขาดแคลนปุ๋ยเคมี ราคาพุ่ง 40% เสี่ยงกระทบผลผลิตข้าวลด 2% มูลค่าความเสียหายกว่า 5.9 พันล้านบาท

การปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ" ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 เส้นทางเดินเรือที่เป็นดั่งเส้นเลือดใหญ่ของการค้าโลก ซึ่งรับภาระการขนส่งน้ำมันดิบกว่า 25% และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) อีก 20% ของการค้าโลก

การหยุดชะงักของเส้นทางนี้ไม่เพียงแต่ฉุดกระชากราคาพลังงานให้พุ่งสูงขึ้น แต่ยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมปุ๋ยเคมี เนื่องจากภูมิภาคตะวันออกกลางคือฐานการผลิตแม่ปุ๋ยและวัตถุดิบรายใหญ่ที่ครองส่วนแบ่งการตลาดโลกในสัดส่วนที่สูงมาก

ประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีสูงถึง 95% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด หรือราว 5-6 ล้านตันต่อปี โดยเป็นการนำเข้าจากตะวันออกกลางถึง 34% ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด โดยเฉพาะแม่ปุ๋ยไนโตรเจน (ยูเรีย) ที่ไทยพึ่งพาแหล่งผลิตจากซาอุดิอาระเบีย โอมาน และกาตาร์ เป็นหลัก

ไทยเสี่ยง ‘ปุ๋ยขาดตลาด’ พ.ค.นี้ สงครามดันต้นทุนพุ่ง 40% ข้าวไทยจ่อเสียหาย 5.9 พันล้าน

Krungthai COMPASS ประเมินว่า หากวิกฤตการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อนาน 3 เดือน (มีนาคม-พฤษภาคม 2569) ประเทศไทยจะเผชิญกับแรงกดดันผ่าน 3 ช่องทางหลัก คือ การขาดแคลนอุปทาน ต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น และความต้องการใช้ที่ลดลงจากกำลังซื้อของเกษตรกรที่เปราะบาง

ในมิติของ อุปทาน (Supply Shock)

สต็อกปุ๋ยเคมีของไทยที่มีอยู่ราว 1.1 ล้านตัน (ข้อมูล ณ กลางเดือนมีนาคม 2569) อาจเพียงพอรองรับความต้องการใช้ได้เพียงถึงช่วงเดือนพฤษภาคมเท่านั้น หากไม่สามารถหาแหล่งนำเข้าอื่นมาทดแทนได้ทันท่วงที ปัญหานี้จะกระทบต่อการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญอย่าง "ข้าวนาปี" ที่กำลังจะเริ่มต้นฤดูกาล รวมถึงมันสำปะหลัง ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ซึ่งหากขาดแคลนปุ๋ยในช่วงเวลาที่เหมาะสม จะส่งผลให้ปริมาณและคุณภาพผลผลิตลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ไทยเสี่ยง ‘ปุ๋ยขาดตลาด’ พ.ค.นี้ สงครามดันต้นทุนพุ่ง 40% ข้าวไทยจ่อเสียหาย 5.9 พันล้าน

ผลกระทบด้านต้นทุนและผลกำไร

สงครามครั้งนี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกและราคาแม่ปุ๋ยยูเรียพุ่งทะยาน โดยคาดการณ์ว่า ราคานำเข้าแม่ปุ๋ยยูเรียเฉลี่ยในปี 2569 จะอยู่ที่ 605 ดอลลาร์ต่อตัน หรือเพิ่มขึ้นราว 40% จากปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตปุ๋ยในไทยกลับต้องเผชิญกับสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เนื่องจากราคาขายปุ๋ยภายในประเทศถูกควบคุมโดยภาครัฐ ทำให้ไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่แท้จริงไปยังผู้บริโภคได้ (Cost pass-through)

กรณีที่เลวร้ายที่สุด หากผู้ผลิตปุ๋ยเคมีส่งผ่านราคานำเข้าแม่ปุ๋ยเคมีไปยังราคาขายได้จำกัดเพียง 40% อาจนำไปสู่ภาวะขาดทุนจากส่วนต่างราคา (Spread) ที่ติดลบ  คาดว่าจะทำให้ Spread ติดลบ 619 บาทต่อตัน ขณะที่ Spread เฉลี่ยในช่วงปี 2566-2568 อยู่ที่ราว 3,000 บาทต่อตัน

 

 

สุดท้ายคือ ผลกระทบด้าน อุปสงค์ (Demand)

ต้นทุนปุ๋ยที่สูงขึ้นย่อมหมายถึงต้นทุนการผลิตภาคเกษตรที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพืชที่ใช้ปุ๋ยเข้มข้นอย่างปาล์มน้ำมันและอ้อย ซึ่งอาจทำให้เกษตรกรตัดสินใจลดปริมาณการใส่ปุ๋ยหรือหันไปใช้ปุ๋ยทางเลือกแทน 

Krungthai COMPASS ประเมินว่า หากราคานำเข้าปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้น 40% อาจทำให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งอาจทำให้ผลผลิตสินค้าเกษตรลดลง โดยสินค้าเกษตรที่กระทบมากสุด ได้แก่ ข้าว โดยคาดว่าปริมาณผลผลิตข้าวเปลือกรวมมีแนวโน้มลดลงราว 0.7 ล้านตัน หรือราว 2% ของผลผลิตข้าวเปลือกรวมทั้งปี ซึ่งคิดเป็นมูลค่าผลกระทบจากผลผลิตข้าวเปลือกรวมที่ลดลงสูงถึงราว 5.9 พันล้านบาท

ไทยเสี่ยง ‘ปุ๋ยขาดตลาด’ พ.ค.นี้ สงครามดันต้นทุนพุ่ง 40% ข้าวไทยจ่อเสียหาย 5.9 พันล้าน

ท่ามกลางวิกฤตนี้ ทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุตสาหกรรมจำเป็นต้องเร่งปรับตัว เกษตรกรควรหันมาใช้กลยุทธ์ "เกษตรแม่นยำ" (Precision Farming) เพื่อใช้ปุ๋ยให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ขณะที่ผู้ผลิตปุ๋ยต้องบริหารความเสี่ยงเชิงรุกด้วยการกระจายแหล่งวัตถุดิบและใช้เครื่องมือทางการเงินป้องกันความเสี่ยง

ด้านผู้แปรรูปสินค้าเกษตรต้องวางแผนจัดหาวัตถุดิบล่วงหน้าเพื่อรับมือกับปริมาณผลผลิตที่จะลดลง วิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์มุซในครั้งนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญที่ย้ำเตือนให้ไทยต้องเร่งสร้างความยั่งยืนและความมั่นคงทางปัจจัยการผลิต เพื่อลดความเปราะบางจากปัจจัยภายนอกที่ไม่อาจควบคุมได้ในอนาคต