
ปุ๋ยโลกขาลง ดีลรัสเซียส่อสะดุด รัฐงัดราคากลางคุมทั่วประเทศ
ตลาดปุ๋ยยูเรียโลกไตรมาส 2 เริ่มอ่อนตัว รับแรงหนุนกำลังผลิตตะวันออกกลางฟื้น–จีนจ่อปลดล็อกส่งออก สวนทางดีลไทย–รัสเซีย ส่อสะดุด เอกชนผวาเงื่อนไขจ่ายสดล่วงหน้า เสี่ยงซ้ำรอยอดีต ผวาสต็อกติดดอยราคาสูง ค้าภายใน งัด “ปุ๋ยธงเขียว” ดัดหลังยี่ปั๊ว–ซาปั๊ว ขายแพง เตรียมประกาศราคาปุ๋ยสูตร สัปดาห์หน้า
KEY
POINTS
- ราคาปุ๋ยในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวลดลงต่อเนื่อง จากอุปทานที่เพิ่มขึ้นและต้นทุนการผลิตที่ลดลง
- การเจรจาซื้อปุ๋ยจากรัสเซียมีความเสี่ยงสูงและอาจไม่สำเร็จ เนื่องจากเงื่อนไขด้านปริมาณ ช่วงเวลาส่งมอบ และการชำระเงินล่วงหน้าที่ไม่เอื้ออำนวย
- ภาครัฐเตรียมออกมาตรการควบคุมราคา โดยจะประกาศ "ราคาแนะนำปุ๋ยรายจังหวัด" ทุกสัปดาห์ เพื่อใช้เป็นราคากลางอ้างอิงทั่วประเทศ
ตลาดล่วงหน้า Chicago Mercantile Exchange รายงานข้อมูล ณ วันที่ 16 เมษายน 2569 ระบุว่า ราคาปุ๋ยยูเรียชนิดเม็ด (Urea Granular) แบบ FOB US Gulf ปรับลดลงต่อเนื่อง โดยราคาส่งมอบเดือนเมษายนอยู่ที่ 713 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ลดลงเหลือ 705 ดอลลาร์สหรัฐ/ตันในเดือนพฤษภาคม และ 680 ดอลลาร์สหรัฐ/ตันในเดือนมิถุนายน ส่งสัญญาณอ่อนตัวต่อเนื่อง หลังแรงกดดันด้านอุปทานเพิ่มขึ้นจากการกลับมาผลิตเต็มกำลังของโรงงานในตะวันออกกลาง ประกอบกับจีนอาจจะผ่อนคลายมาตรการควบคุมการส่งออก (สิ้นสุดเดือนเมษายน 2569) ขณะที่ต้นทุนก๊าซธรรมชาติเริ่มทรงตัวและมีแนวโน้มลดลง หนุนราคาปุ๋ยในตลาดโลกลดลงตาม
นางสาววรัญญา บุญวิวัฒน์ นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงการเจรจาจัดซื้อปุ๋ยระหว่างเอกชนไทยกับเอกชนรัสเซียภายใต้การดีลของรัฐบาลว่า ฝ่ายไทยมีความเสี่ยงสูง โดยเงื่อนไขที่เสนอให้ไทยต้องสั่งซื้อปริมาณ 200,000-250,000 ตัน ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ถือว่าไม่สอดคล้องฤดูการผลิต เนื่องจากสินค้าจะมาถึงไทยราวเดือนกันยายน-ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงปลายฤดูเพาะปลูก ประเด็นสำคัญอยู่ที่เงื่อนไขการชำระเงิน รัสเซียกำหนดให้ผู้ซื้อไทยต้องชำระเงินสดล่วงหน้าตั้งแต่สินค้ายังอยู่ต้นทาง ต่างจากรูปแบบการค้าปกติที่จ่ายเมื่อเรือถึงท่าเรือปลายทาง เช่น เกาะสีชัง ส่งผลให้เอกชนต้องแบกรับภาระเงินทุนล่วงหน้า 3-4 เดือน ทั้งที่ยังไม่สามารถตรวจสอบคุณภาพสินค้าได้
“เมื่อคำนวณการนำเข้าปุ๋ยเรือ 1 ลำ ขนาด 25,000 ตัน ปัจจุบันต้องใช้เงินสูงถึงประมาณ 1,500 ล้านบาท จากเดิมราว 750 ล้านบาท เนื่องจากราคาปุ๋ยและค่าขนส่งรวมอยู่ที่ประมาณ 970-980 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน สร้างแรงกดดันด้านสภาพคล่องให้ภาคเอกชนอย่างมาก รวมทั้งยังมีบทเรียนราคาแพงในอดีต เมื่อราคาปุ๋ยเคยพุ่งแตะระดับ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ก่อนร่วงลงอย่างรวดเร็วเหลือเพียง 300 ดอลลาร์สหรัฐ/ตันภายในระยะเวลาไม่นาน ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับสต็อกขาดทุนยาวนานกว่า 4 ปี ทำให้ปัจจุบันเมื่อราคาที่รัสเซียเสนอเข้าใกล้ระดับดังกล่าว ผู้ประกอบการจึงชะลอการตัดสินใจเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง”
อย่างไรก็ดีทางสมาคมฯ เสนอให้ภาครัฐปรับยุทธศาสตร์ไปเจรจาซื้อปุ๋ยกับประเทศในอาเซียน เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน และเวียดนาม ซึ่งมีข้อได้เปรียบด้านระยะทางขนส่งที่ใกล้กว่า ลดระยะเวลาขนส่ง และไม่มีเงื่อนไขการชำระเงินที่ซับซ้อน อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงปุ๋ยจับตัวเป็นก้อน (Caking) จากการขนส่งระยะไกล 45-90 วันจากรัสเซีย
นางสาววรัญญา กล่าวอีกว่า ในภาพรวมปุ๋ยในประเทศไม่ขาดแคลนแต่ราคาแพงขึ้น อาจจะมีไม่พอแค่ในช่วงที่ความต้องการใช้พุ่งสูงขึ้นพร้อมกันเท่านั้น ถ้าตนเป็นรัฐบาล จะไปเจรจากับ มาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือบรูไน แทน เพราะไม่มีเงื่อนไขยุ่งยากและระยะทางใกล้กว่ามาก หรือแม้แต่เวียดนามที่มีโรงงานร่วมทุนกับจีนก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
ด้านนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ได้หารือเครือข่ายผู้ผลิต–ผู้ค้าปุ๋ย ติดตามสถานการณ์ปุ๋ยเคมีและมาตรการช่วยเกษตรกร โดยที่ประชุม 22 เม.ย.69 เห็นชอบประกาศ “ราคาแนะนำปุ๋ยรายจังหวัด” ทุกสัปดาห์ เริ่มสัปดาห์หน้า ผ่านเว็บไซต์กรมฯ ครอบคลุมสูตรหลัก เช่น 46-0-0, 21-0-0 และ 15-15-15 คำนวณจากราคาต้นทางบวกค่าขนส่งถึงอำเภอเมืองของแต่ละจังหวัด ใช้เป็นแนวทางกำกับราคาในพื้นที่ แก้ปัญหาส่วนต่างราคาจากโรงงานถึงร้านค้าปลีก
พร้อมกำหนดสูตรคำนวณราคาอำเภอรอบนอกตามระยะทาง ป้องกันราคาพุ่งและการกักตุน ด้านการลดต้นทุนเกษตรกร จะเดินหน้าโครงการ “ปุ๋ยธงเขียว” จัดสูตรให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่ และขอความร่วมมือผู้ผลิตจัดสรรแม่ปุ๋ย–ปุ๋ยสำเร็จรูปในราคาถูกลง ขณะที่สต็อกปุ๋ยล่าสุดจาก 48 ใน 54 บริษัท อยู่ที่ราว 9.2 แสนตัน ครอบคลุมทุกสูตร
หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,195 วันที่ 26 - 29 เมษายน พ.ศ. 2569







