
สัญญาณอันตราย! ร้านอาหารปรับทัพลดคน-จ้างพาร์ทไทม์ รับมือยอดจองวูบ 50%
พฤษภาคมจุดเปลี่ยน 'เอกชน' เผย ร้านอาหารอ่วมยอดจองฮวบ 50% หวั่นร้านเล็กเจ๊งครึ่งตลาด เตือนคนตกงานพุ่ง 5 หมื่นคนต่อเดือน เสี่ยงฉุดเศรษฐกิจไทยพลิกติดลบ
KEY
POINTS
- ยอดจองร้านอาหารล่วงหน้าลดลงถึง 50% จากกำลังซื้อของผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวที่ชะลอตัว ทำให้ต้องพึ่งพาลูกค้าหน้าร้านมากขึ้น
- ผู้ประกอบการปรับโครงสร้างแรงงานเพื่อลดต้นทุน โดยมีแนวโน้มลดพนักงานประจำ ชะลอการจ้างงานใหม่ และหันมาจ้างพนักงานพาร์ทไทม์เฉพาะช่วงสุดสัปดาห์
- ธุรกิจร้านอาหารเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่สูงขึ้น ซึ่งบีบให้อัตรากำไรลดลง แต่ยังไม่สามารถปรับขึ้นราคาได้เพราะกังวลผลกระทบต่อลูกค้า
นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ภาคธุรกิจร้านอาหารเริ่มได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามอย่างมีนัยสำคัญและต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านต้นทุนที่เร่งตัวขึ้นตามทิศทางราคาพลังงาน แม้ราคาน้ำมันดีเซลจะปรับลดลงเล็กน้อยในบางช่วง แต่ยังไม่กลับสู่ระดับเดิม ส่งผลให้ต้นทุนโลจิสติกส์และค่าขนส่งยังอยู่ในระดับสูง และถูกส่งผ่านมายังผู้ประกอบการโดยตรง
ขณะเดียวกัน ต้นทุนวัตถุดิบอาหารปรับตัวเพิ่มขึ้นพร้อมกันเกือบทุกหมวด ทั้งเนื้อหมู ไก่ ไข่ ผัก รวมถึงบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะพลาสติกที่ปรับขึ้นในอัตราสูง และเริ่มมีความเสี่ยงด้านซัพพลายมากขึ้นจากภาวะตึงตัวของเม็ดพลาสติกในประเทศ ปัจจัยทั้งหมดนี้ส่งผลให้อัตรากำไรของธุรกิจร้านอาหารถูกบีบลดลงเฉลี่ยประมาณ 15% ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังอยู่ในภาวะ “ตรึงราคา” และลังเลที่จะปรับขึ้นราคาสินค้า เนื่องจากกังวลว่าจะยิ่งซ้ำเติมกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน โดยนายสรเทพระบุว่า กำลังซื้อในปัจจุบันชะลอลงในลักษณะ “ชะลอแบบเงียบและลึก” กล่าวคือ ผู้บริโภคลดความถี่ในการรับประทานอาหารนอกบ้าน แม้ยังไม่ได้หายไปจากตลาดทั้งหมด ขณะที่กลุ่มนักท่องเที่ยวซึ่งเป็นกำลังซื้อสำคัญ ก็มีพฤติกรรมระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น
ผลจากกำลังซื้อที่อ่อนแรงดังกล่าว สะท้อนผ่านยอดจองล่วงหน้าของร้านอาหารที่ลดลงถึงประมาณ 50% จากเดิมที่เคยมีการจองผ่านช่องทางออนไลน์ในระดับสูง ปัจจุบันผู้ประกอบการต้องปรับตัวมาพึ่งพาลูกค้าแบบ walk-in หรือวันต่อวันมากขึ้น แม้ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่เคยเป็นช่วงรายได้หลัก
สำหรับช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา แม้จะมีแรงกระตุ้นจากการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ แต่ภาพรวมยังไม่สามารถชดเชยกำลังซื้อที่หายไปได้ โดยยอดขายร้านอาหารลดลงประมาณ 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงราว 18% และการใช้จ่ายของคนไทยหดตัวถึง 30% สะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง
นายสรเทพประเมินแนวโน้มในระยะถัดไปว่า หากสถานการณ์สงครามยังยืดเยื้อและราคาพลังงานไม่ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เศรษฐกิจไทยจะเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง โดยอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มอยู่ที่ประมาณ 3%
ขณะที่กำลังซื้ออาจหดตัวถึง 30% และหากสถานการณ์ลากยาวเกินช่วงหลังเดือนพฤษภาคม อาจเห็นจำนวนนักท่องเที่ยวหายไปในระดับ “หลักล้านคน” ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อภาคบริการทั้งหมด และอาจทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) จากเดิมที่คาดไว้ 1.2% พลิกกลับมาติดลบได้
ในระดับอุตสาหกรรมร้านอาหาร แนวโน้มหลังเดือนพฤษภาคมถือเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” โดยคาดว่าร้านอาหารขนาดเล็กอาจปิดกิจการไม่ต่ำกว่า 50% เนื่องจากขาดสภาพคล่องและไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ ขณะที่ผู้ประกอบการที่ยังอยู่รอด โดยเฉพาะกลุ่มระดับกลางถึงบน จะเข้าสู่โหมด “ประคองธุรกิจ” เน้นการบริหารต้นทุนอย่างเข้มงวด และต้องเผชิญการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงมากขึ้น
ในมิติของตลาดแรงงาน นายสรเทพระบุว่า ผลกระทบเริ่มชัดเจนขึ้นเช่นกัน โดยปัจจุบันมีผู้ตกงานเฉลี่ยเดือนละประมาณ 40,000 คน และหากสถานการณ์ยังยืดเยื้อเกินเดือนพฤษภาคม ตัวเลขอาจเร่งขึ้นเป็นอย่างน้อย 50,000 คนต่อเดือน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่เลือก “หยุดรับพนักงานใหม่” และชะลอการขยายธุรกิจออกไปก่อน
โครงสร้างแรงงานในธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งปัจจุบันมีแรงงานต่างด้าวมากกว่า 50% จากลักษณะงานแบบ 3D (dangerous, difficult, dirty) กำลังเข้าสู่การปรับตัวครั้งใหญ่ โดยผู้ประกอบการเริ่มหยุดรับทั้งแรงงานไทยและต่างด้าวเพิ่มเติม และหากสถานการณ์ยืดเยื้อ มีแนวโน้มปรับลดจำนวนพนักงานลง พร้อมปรับสู่ “โครงสร้างแรงงานใหม่” ที่ใช้แรงงานจำนวนน้อยลง แต่เพิ่มทักษะแบบ multi-skill ให้พนักงาน 1 คนสามารถทำงานได้ 2-3 หน้าที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและควบคุมต้นทุน
ขณะเดียวกัน แรงงานพาร์ทไทม์ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในช่วงที่ผ่านมา จะเริ่มลดลงตามฤดูกาลหลังนักเรียนและนักศึกษากลับเข้าสู่ระบบการศึกษาในช่วงวันที่ 10-15 พฤษภาคม ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องปรับโครงสร้างแรงงานอีกครั้ง โดยลดพนักงานประจำลง และเลือกใช้พาร์ทไทม์เฉพาะช่วงสุดสัปดาห์ โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาที่มีความยืดหยุ่นด้านเวลาและสามารถเรียนรู้งานได้เร็ว
“หลังหมดซีซั่นพาร์ทไทม์ เราจะไม่จ้างเพิ่ม และจะลดพนักงานประจำลงอีกพอสมควร แต่ยังต้องใช้พาร์ทไทม์เฉพาะเสาร์-อาทิตย์ เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณลูกค้าที่ไม่สม่ำเสมอ”
ทั้งนี้ ภาพรวมสะท้อนว่า ภาคธุรกิจร้านอาหารกำลังเผชิญแรงกดดันจากทั้งฝั่งต้นทุนและรายได้ในเวลาเดียวกัน หรือ “แรงบีบสองด้าน” ภายใต้ความไม่แน่นอนของสถานการณ์เศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายในระยะอันใกล้ ไม่เพียงแต่จะกระทบต่อการอยู่รอดของผู้ประกอบการ แต่ยังมีความเสี่ยงลุกลามไปสู่ปัญหาการว่างงานและปัญหาสังคมในวงกว้างต่อไป







