
ต้นทุนพุ่ง-แต่ไม่ขึ้นราคา “สตีฟ กรุ๊ป” อุ้มลูกค้า อัดเงินช่วยพนักงาน 30%
ร้านอาหารไทยใจเด็ด! แบกต้นทุนพุ่ง 15% ยันตรึงราคาช่วยลูกค้า พร้อมอัดฉีดเงินพิเศษพนักงาน 30% ส่องโมเดล "สตีฟ กรุ๊ป" ฝ่าวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ชูการดูแลคนในควบคู่ประคองกำลังซื้อ พร้อมยื่น 5 ข้อเสนอจี้รัฐเร่งอุ้ม SME
KEY
POINTS
- สตีฟ กรุ๊ป ตัดสินใจตรึงราคาอาหารเพื่อช่วยเหลือลูกค้า แม้ต้นทุนการดำเนินงานจะสูงขึ้น 15% จากผลกระทบของสงคราม
- บริษัทมอบเงินช่วยเหลือค่าครองชีพพิเศษให้พนักงานในอัตรา 30% ของเงินเดือน เป็นเวลา 1 เดือน
- ต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้นมาจากหลายปัจจัย ทั้งวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และราคาพลังงาน โดยเฉพาะก๊าซหุงต้มและค่าไฟฟ้า
- เรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการและประชาชน เช่น การลดหย่อนภาษี การลดเงินสมทบประกันสังคม และการตรึงราคาพลังงาน
ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดจากสงครามในตะวันออกกลางที่เริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและต้นทุนธุรกิจในหลายภาคส่วน ผู้ประกอบการร้านอาหารไทยบางรายยังคงเลือก “ตรึงราคา” เพื่อช่วยลดภาระผู้บริโภค พร้อมเดินหน้าดูแลพนักงานควบคู่กันไป
นาย สรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตีฟ กรุ๊ป (ไทยแลนด์) ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหารไทย 5 สาขา ได้แก่ Steve Cafe & Cuisine และ แพท คาเฟ่ โบราณ เปิดเผยว่า แม้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจร้านอาหารจะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจากผลกระทบของสถานการณ์สงคราม แต่บริษัทตัดสินใจ ยังไม่ปรับราคาขายอาหารในช่วงนี้ เพื่อช่วยประคองค่าใช้จ่ายของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน บริษัทยังได้ อัดฉีดเงินช่วยเหลือค่าครองชีพให้พนักงานในอัตรา 30% ของเงินเดือน เป็นเวลา 1 เดือน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น
นายสรเทพกล่าวว่า ตั้งแต่เกิดสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ต้นทุนของธุรกิจร้านอาหารได้ปรับเพิ่มขึ้นแล้ว ประมาณ 15% โดยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นครอบคลุมหลายรายการ ตั้งแต่วัตถุดิบหลักในครัว เช่น เครื่องปรุง ข้าวสาร พืชผัก เนื้อสัตว์ อาหารทะเล และไข่ไก่ ไปจนถึงต้นทุนด้านบรรจุภัณฑ์ เช่น กล่องอาหาร ถุงพลาสติก และแก้วเครื่องดื่มสำหรับสั่งกลับบ้าน
นอกจากนี้ ยังมีต้นทุนเครื่องดื่มบางชนิดที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากได้รับผลกระทบจากค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นตามราคาพลังงาน อย่างไรก็ตาม ต้นทุนที่ผู้ประกอบการกังวลมากที่สุดในขณะนี้ คือ ราคาก๊าซหุงต้มและค่าไฟฟ้า ซึ่งมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และถือเป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจร้านอาหาร
“หากสถานการณ์สงครามยังยืดเยื้อต่อเนื่องไปอีกประมาณหนึ่งเดือน ร้านอาหารอาจต้องพิจารณาปรับกลยุทธ์การบริหารต้นทุนใหม่ ทั้งในด้านการจัดการวัตถุดิบ การควบคุมค่าใช้จ่าย รวมถึงการทบทวนโครงสร้างต้นทุนในหลายส่วน แม้แต่เรื่องของแรงงาน”
พร้อมกันนี้ นายสรเทพยังฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่ให้เร่งออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการและประชาชน เพื่อประคองเศรษฐกิจในช่วงที่สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน โดยเสนอให้มีการพิจารณามาตรการต่างๆ ภายในสิ้นเดือนเมษายน
หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ มาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อกระตุ้นการบริโภคในร้านอาหาร โดยเสนอให้ประชาชนที่เข้ามารับประทานอาหารในร้าน สามารถนำใบกำกับภาษีไปใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีถัดไปได้ไม่เกิน 20,000 บาท เพื่อช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ปรับลดเงินสมทบประกันสังคมลงครึ่งหนึ่ง ทั้งในส่วนของนายจ้างและลูกจ้าง จนถึงสิ้นปี 2569 เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของทั้งสองฝ่ายในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว
ขณะเดียวกันภาครัฐควรพิจารณา ตรึงราคาค่าไฟฟ้าไม่ให้เกินหน่วยละ 3.8 บาท เป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน รวมถึงดูแลราคาก๊าซหุงต้มไม่ให้ปรับสูงขึ้นจนกระทบต่อธุรกิจร้านอาหารและครัวเรือน
นายสรเทพยังเสนอให้ภาครัฐเข้ามาดูแล กลไกราคาสินค้าเกษตรและเนื้อสัตว์ในตลาด เนื่องจากปัจจุบันราคาสินค้าหน้าฟาร์มที่เกษตรกรได้รับยังอยู่ในระดับต่ำ แต่เมื่อสินค้าส่งต่อถึงผู้ประกอบการหรือผู้บริโภค ราคากลับปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก
“อยากให้ภาครัฐเข้ามาตรวจสอบโครงสร้างราคาสินค้าเกษตรและเนื้อสัตว์ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งกับเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค”
นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลเร่งเติมเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน โดยเฉพาะการเดินหน้า โครงการคนละครึ่งพลัส เฟสสอง ในช่วงเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง
โดยเสนอให้โครงการดังกล่าวเปิดให้ประชาชนเข้าร่วม อย่างน้อย 30 ล้านสิทธิ์ วงเงิน 3,000 บาทต่อคน เพื่อช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายระดับฐานราก และช่วยพยุงธุรกิจรายย่อย โดยเฉพาะร้านอาหารและผู้ประกอบการ SMEs ที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นในขณะนี้






