thansettakij
thansettakij
ธุรกิจอาหารอ่วม! ต้นทุนขยับรอบทิศ ยอมเฉือนกำไร-ตรึงราคายื้อลูกค้า

ธุรกิจอาหารอ่วม! ต้นทุนขยับรอบทิศ ยอมเฉือนกำไร-ตรึงราคายื้อลูกค้า

12 เม.ย. 69 | 09:20 น.
อัปเดตล่าสุด :12 เม.ย. 69 | 09:22 น.

พิษน้ำมันพุ่งดันต้นทุนโลจิสติกส์-วัตถุดิบดีดตัวแรง บีบยักษ์ใหญ่แห่แก้เกม “สุกี้ตี๋น้อย” งัดกลยุทธ์ Tier Price ขณะที่ “ไมเนอร์-รวยไม่หยุด” ชูแผนตรึงราคาและปั้นแบรนด์ใหม่เจาะกลุ่ม Mass-Premium เพื่อรักษาฐานลูกค้าท่ามกลางวิกฤต

การปรับขึ้นราคาน้ำมันแบบก้าวกระโดดตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขที่พุ่งสูงขึ้น แต่กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนเป็นลูกโซ่ไปทั่วระบบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะ “ภาคธุรกิจร้านอาหาร” ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความอ่อนไหวสูงต่อต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ สถานการณ์นี้เปรียบเสมือนพายุซ้ำเติมผู้ประกอบการที่ต้องแบกรับทั้งค่าเช่า ค่าแรง และราคาวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง ในขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

สอดคล้องกับมุมมองของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ภาพรวมธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มเริ่มเข้าสู่ภาวะชะลอตัว โดยในปี 2568 แม้มูลค่าตลาดจะอยู่ที่ 6.57 แสนล้านบาท เติบโต 4.6% - 4.8% แต่ผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่รุนแรงขึ้น จะทำให้ในปี 2569 อัตราการเติบโตถดถอยลงเหลือเพียง 3.2% - 3.4% หรือคิดเป็นมูลค่าตลาดประมาณ 6.7 - 6.8 แสนล้านบาทเท่านั้น

 หนึ่งในผู้เล่นหลักที่สะท้อนภาพวิกฤตนี้ได้อย่างชัดเจนคือ “สุกี้ตี๋น้อย” โดย นางสาวนัทธมน พิศาลกิจวนิช ผู้ก่อตั้งและเจ้าของ บริษัท บีเอ็นเอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป (BNN Restaurant Group) ยอมรับว่า ธุรกิจกำลังเผชิญปัจจัยกดดันรอบด้าน แม้ในปี 2568 จะสามารถทำรายได้รวมได้ถึง 9,147 ล้านบาท เติบโต 31% แต่กำไรสุทธิกลับลดลงถึง 26% เหลือเพียง 864 ล้านบาท เนื่องจากแรงกดดันหลักมาจากต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น ทั้งค่าเช่า ค่าพนักงาน และราคาวัตถุดิบ ควบคู่กับการทำโปรโมชั่นเชิงรุกเพื่อรักษาฐานลูกค้า ส่งผลให้ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ลดลง 3.9% สะท้อนกำลังซื้อที่ชะลอ และการแข่งขันที่ขยับจาก “ขยายสาขา” ไปสู่ “แย่งลูกค้า”

 เพื่อแก้เกมต้นทุนและรักษาความสามารถในการทำกำไร สุกี้ตี๋น้อยจึงตัดสินใจปรับพอร์ตโครงสร้างราคาใหม่สู่กลยุทธ์ “Tier Price” เพื่อเพิ่มรายได้ต่อหัว โดยแบ่งระดับราคาให้ครอบคลุมตั้งแต่ 219 บาท ไปจนถึง 599 บาท โดยตี๋น้อย Plus+ (299 บาท) ถูกวางให้เป็นหัวหอก และตัวเชื่อมสำคัญระหว่างกลุ่ม Mass และ Premium เพื่อขยายฐานมาร์จิ้นให้หนาขึ้น

โดยจะเปิดสาขาแรกที่จังหวัดชัยนาท ในวันที่ 25 เมษายนนี้ อีกทั้งยกระดับประสบการณ์เพิ่มความหลากหลายด้วยน้ำซุป 6 ชนิด และเมนูใหม่อย่าง “ซูชิบาร์” เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ ที่เลือกใช้จ่ายตามโอกาส ตั้งแต่มื้อประหยัดไปจนถึงมื้อพิเศษ

ธุรกิจอาหารอ่วม! ต้นทุนขยับรอบทิศ ยอมเฉือนกำไร-ตรึงราคายื้อลูกค้า

โดยสุกี้ตี๋น้อยยังคงเดินหน้าบุกตลาดด้วยงบลงทุนกว่า 1,200 - 1,500 ล้านบาท เพื่อขยายสาขาใหม่เพิ่มอีก 60 สาขา จากปัจจุบัน 104 สาขาโดยตั้งเป้ารายได้ในปี 2569 ไว้ที่ 13,000 ล้านบาท หรือเติบโต 42%

 

ไม่เพียงแต่ผู้เล่นในตลาดบุฟเฟต์เท่านั้นที่ต้องขยับตัว ยักษ์ใหญ่ที่มีเครือข่ายร้านอาหารครอบคลุมอย่าง บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ก็กำลังเผชิญแรงกดดันมหาศาลเช่นกัน โดยนายอนุพนธ์ นิธิยานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ระบุว่า ธุรกิจร้านอาหารในปัจจุบันยังคงเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งต้นทุนพลังงานที่ผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เงินเฟ้อที่กระทบกำลังซื้อ รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบ ขนส่ง และบรรจุภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยลูกค้าไม่ได้มองหาเพียงความอิ่ม แต่ต้องการประสบการณ์ใหม่ ทำให้ร้านที่ไม่มีจุดยืนชัดเจนเริ่มเผชิญความยากลำบากมากขึ้น

ทั้งนี้บริษัทยังคงเน้นการบริหารต้นทุนเป็นหลัก โดยพยายามตรึงราคาสินค้าให้นานที่สุดอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อไม่ให้ผู้บริโภครับภาระเพิ่มขึ้นเร็วเกินไป ควบคู่กับการปรับสูตรอาหาร ปรับเมนู ใช้วัตถุดิบทดแทน และพิจารณาหยุดขายบางรายการ หากต้นทุนไม่สอดคล้องกับราคาจำหน่าย เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรโดยไม่ผลักภาระไปยังลูกค้า ในด้านการปรับตัวเชิงกลยุทธ์บริษัทเลือกเลี่ยงการแข่งขันในตลาดที่มีความรุนแรงสูงอย่างซูชิและชาบู และหันไปเจาะกลุ่ม Experience-driven Dining โดยเปิดตัวแบรนด์ใหม่ “The Stone” ในกลุ่ม Premium Mass ซึ่งถือเป็นการเข้าสู่ตลาดอาหารญี่ปุ่นในรอบกว่า 16-17 ปี

บริษัทวางเป้าหมายขยายแบรนด์ The Stone ให้ครบ 100 สาขาภายใน 5 ปี โดยจะกระจายทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ จังหวัดละ 1-2 สาขา เพื่อลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัว พร้อมเดินหน้าลงทุนในซัพพลายเชน เทคโนโลยี POS และการพัฒนาบุคลากร เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคตท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากผู้เล่นรายใหม่

  นางสาว ชุติมา เปรื่องเมธางกูร

ขณะที่นางสาว ชุติมา เปรื่องเมธางกูร ประธานบริหารบริษัท รวยไม่หยุด จำกัด กล่าวแสดงความคิดเห็นกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภาพรวมธุรกิจร้านอาหารในเครือกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้านจากต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ส่งผลเป็นลูกโซ่ไปยังต้นทุนวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และค่าขนส่ง ขณะเดียวกันยังต้องรับภาระค่าเช่าพื้นที่ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะทำเลศักยภาพอย่างสยามสแควร์ที่ค่าเช่าบางจุดปรับจากราว 1 ล้านบาทต่อเดือน เป็นเกือบ 2 ล้านบาทภายในเวลาเพียง 1 ปี

  ธุรกิจอาหารอ่วม! ต้นทุนขยับรอบทิศ ยอมเฉือนกำไร-ตรึงราคายื้อลูกค้า

ปัจจัยดังกล่าวกระทบต่อกำลังซื้อผู้บริโภคสะท้อนจากค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อบิลที่ลดลงราว 20% ผู้บริโภคหันมาระมัดระวังการใช้จ่ายและเลือกความคุ้มค่ามากขึ้น อย่างไรก็ตามบริษัทเลือกใช้กลยุทธ์ตรึงราคาเพื่อรักษาฐานลูกค้า แม้จะกดดันอัตรากำไรให้ลดลง

 “เพื่อรับมือบริษัทปรับแนวทางบริหารสู่ความยืดหยุ่น ลดการวางแผนระยะยาว และเน้นควบคุมต้นทุนเข้มงวด ทั้งการปรับเมนู ลดของเสีย และปิดสาขาที่ไม่ทำกำไร พร้อมใช้แนวทาง “Cut Loss” เพื่อนำทรัพยากรไปลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพมากกว่า ในด้านแผนธุรกิจบริษัทเดินหน้าขยายพอร์ตในกลุ่ม Mass และ Premium Mass โดยใช้แบรนด์เกศเตี๋ยว เป็นหัวหอก เตรียมเปิดเพิ่มอีก 5 สาขาใช้งบลงทุนรวมกว่า 50 ล้านบาท ควบคู่กับการเปิดแบรนด์ใหม่สัญชาติเกาหลี

 รวมถึงพัฒนาแบรนด์อาหารไทยระดับ Mass เพื่อสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอ สำหรับเป้าหมายบริษัทกำหนดปีนี้เป็นช่วง “ปรับฐาน” มุ่งรักษากำไรและเสถียรภาพธุรกิจเป็นหลัก ก่อนตั้งเป้าหมายในระยะถัดไปให้รายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 30% หลังการปรับโครงสร้างแล้วเสร็จ พร้อมเร่งขยายสาขาและเพิ่มสัดส่วนรายได้จากแบรนด์ใหม่อย่างต่อเนื่อง”