thansettakij
thansettakij
เมินคำขอรัฐ ‘ขนส่ง-สายการบิน-ร้านอาหาร-อีคอมเมิร์ซ’ พาเหรดขึ้นราคา

เมินคำขอรัฐ ‘ขนส่ง-สายการบิน-ร้านอาหาร-อีคอมเมิร์ซ’ พาเหรดขึ้นราคา

24 มี.ค. 69 | 22:07 น.

กระอัก! วิกฤตราคาพลังงาน-น้ำมัน ลามกระทบเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ ขนส่ง-สายการบิน-ร้านอาหาร-อีคอมเมิร์ซ แบกรับต้นทุนเพิ่มไม่ไหว ดิ้นสุดตัวปรับขึ้นราคา ลดปริมาณสินค้าหวังเอาตัวรอด ขณะที่ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มพุ่งซ้ำเติม SME ฉุดธุรกิจรากหญ้ายันยักษ์ข้ามชาติอ่วม

KEY

POINTS

  • ผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูง ทำให้ผู้ประกอบการในหลายธุรกิจ ทั้งภาคขนส่ง สายการบิน ร้านอาหาร และอีคอมเมิร์ซ ทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการสวนทางกับคำขอของภาครัฐ
  • ภาคการบินปรับขึ้นค่าตั๋วโดยสารเฉลี่ย 10-15% ตามต้นทุนน้ำมันอากาศยานที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว ขณะที่ผู้ให้บริการเรือโดยสารอาจจำเป็นต้องลดเที่ยววิ่งหรือหยุดให้บริการหากไม่สามารถปรับขึ้นค่าโดยสารได้
  • ร้านอาหารและผู้ค้าปลีกเผชิญต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่สูงขึ้น ทำให้ต้องปรับราคาอาหารเพิ่มขึ้น 5-10 บาทต่อเมนู หรือลดปริมาณสินค้าลงเพื่อความอยู่รอด
  • แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ 3 แห่ง (Shopee, Lazada, TikTok Shop) ประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการขายและค่าบริการต่างๆ ทำให้ผู้ค้าออนไลน์ต้องแบกรับต้นทุนรวมที่สูงขึ้นถึง 10-18% ต่อคำสั่งซื้อ

แรงกระแทกจากวิกฤตราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูง จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง กำลังลุกลามเป็นลูกโซ่สู่เศรษฐกิจไทยในหลายมิติ ตั้งแต่ภาคขนส่งทางน้ำ ทางบก และการบิน ที่ต้องแบกรับต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ไปจนถึงภาคอาหารและค้าปลีกที่ต้นทุนวัตถุดิบและโลจิสติกส์ขยับตาม ส่งผลให้ผู้ประกอบการแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นไม่ไหว ต้องปรับราคาสินค้าทั้งในธุรกิจรากหญ้า รวมไปถึงอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ

นาวาตรีเจริญพร เจริญธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด (CPX) ผู้ให้บริการเรือโดยสารในแม่น้ำเจ้าพระยา กล่าวว่า จากสถานการณ์ผลกระทบจากความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้นนั้น ทางบริษัทได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นเดียวกับผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ทั้งนี้ปัจจัยหลักมาจากต้นทุนราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น และความไม่แน่นอนของปริมาณน้ำมันที่จะได้รับในอนาคต

ขณะเดียวกันบริษัทยังเผชิญกับจำนวนผู้โดยสารที่ลดลง ทั้งในกลุ่มผู้สมัครงานและนักท่องเที่ยว เนื่องจากมาตรการ Work from Home นอกจากนี้พฤติกรรมการเดินทางที่เปลี่ยนไปโดยผู้โดยสารเริ่มมองหาทางเลือกอื่น เช่น รถไฟฟ้า ที่ภาครัฐมีการสนับสนุนด้านค่าครองชีพด้วยการลดค่าโดยสาร

ปัจจุบันบริษัทต้องจัดซื้อน้ำมันในราคาประมาณ 35 บาทต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าระดับราคาที่บริษัทจะสามารถบริหารจัดการได้ โดยมองว่าราคาน้ำมันดีเซลไม่ควรเกิน 32 บาทต่อลิตร จึงจะอยู่ในเกณฑ์ที่พอรับไหวและสามารถตรึงค่าโดยสารต่อไปได้  ส่วนสาเหตุที่บริษัทซื้อน้ำมันแพงกว่าราคาที่ภาครัฐตรึงไว้ เนื่องจากบริษัทซื้อน้ำมันจากพ่อค้าคนกลางหรือผู้ค้าส่งน้ำมัน (Jobber) ทำให้มีต้นทุนที่สูงในการเดินเรือ

“หากต้องตรึงราคาจนเกิดภาวะขาดทุนในระยะยาว บริษัทอาจจำเป็นต้องหยุดเดินเรือ เนื่องจากไม่สามารถแบกรับภาระที่เกินตัวได้ เพราะเราเป็นเอกชน ทำไปแล้วขาดทุนเราคงไม่ได้ทำ ถ้าขาดทุนระยะยาวคงไม่รู้จะทำไปทำไม หากเป็นช่วงสั้นๆ ยังพอพิจารณาได้ แต่ถ้าจำเป็นต้องหยุดเดินเรือเพราะรัฐไม่ให้ปรับค่าโดยสารแต่ต้นทุนน้ำมันทำขาดทุน ประชาชนอาจไม่ได้เดือดร้อนมากนักเพราะการเดินทางทางน้ำเป็นเพียงทางเลือกหนึ่ง"

เมินคำขอรัฐ ‘ขนส่ง-สายการบิน-ร้านอาหาร-อีคอมเมิร์ซ’ พาเหรดขึ้นราคา

สำหรับแผนการปรับตัวในระยะสั้น บริษัทมุ่งเน้นการประหยัดค่าใช้จ่ายภายในองค์กร และพยายามจัดหาน้ำมันให้เพียงพอต่อการเดินเรือ ส่วนในระยะยาวกำลังอยู่ในช่วงศึกษาความคุ้มค่าในการลงทุนปรับปรุงเรือเป็นเรือไฟฟ้า (EV) เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมัน รวมทั้งอาจมีการปรับลดเที่ยววิ่งลงหากราคาน้ำมันยังไม่ลดลง แต่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้กระทบต่อความนิยมของผู้ใช้บริการ

ทั้งนี้สิ่งที่ต้องการให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือมี 2 ประเด็นหลัก คือ 1.ขอความเข้าใจในบริบทของเอกชน ซึ่งรัฐต้องมองว่าผู้ประกอบการเอกชนไม่สามารถแบกรับผลขาดทุนได้เหมือนหน่วยงานรัฐ 2.รัฐควรให้ความสำคัญกับการจัดหาปริมาณน้ำมันและควบคุมราคาให้มีความเหมาะสมสำหรับผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน

ด้านนางสาวสุภางค์ ศิละอาภรณ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายธุรกิจเดินรถ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.)  กล่าวว่า บขส. ยังสามารถบริหารจัดการด้านเชื้อเพลิงและการให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง แต่ในระยะยาวหากราคาน้ำมันยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง อาจส่งผลต่อโครงสร้างต้นทุนของผู้ประกอบการ และความสามารถในการตรึงค่าโดยสารในระยะต่อไป

ที่ผ่านมาบขส.ได้ทำสัญญาซื้อขายกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นสัญญาระยะยาว ทำให้มีแหล่งจ่ายน้ำมันของตัวเอง จึงไม่มีปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน ขณะเดียวกันบขส. ได้เตรียมความพร้อมวางระบบบริหารจัดการน้ำมันผ่านสถานีบริการ สามารถสำรองน้ำมันจากคลังน้ำมันได้ประมาณ 1- 1.2 แสนลิตรต่อวัน รองรับการเดินรถเฉลี่ยมากกว่า 200 เที่ยวต่อวัน

“บขส.ยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อการให้บริการและไม่มีการปรับขึ้นค่าโดยสารหรือปรับลดเที่ยววิ่ง ถึงแม้จะมีรายงานปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในสถานีบริการบางแห่งในต่างจังหวัดก็ตาม”

บินไทยขึ้นค่าตั๋ว 10-15%

นายชาย เอี่ยมศิริ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ราคาน้ำมันอากาศยาน (Jet A1) ดีดตัวสูงขึ้นจากเดิม 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล พุ่งสูงขึ้นไปกว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าตัว การบินไทยจำเป็นต้องปรับราคาค่าตั๋วโดยสาร ขึ้นตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เฉลี่ยอยู่ที่ 10-15%

อย่างไรก็ตาม การปรับราคาไม่สามารถชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ทั้งหมดทันที เนื่องจากมีตั๋วเครื่องบินจำนวนมากที่ถูกขายล่วงหน้าไปก่อนที่ต้นทุนจะขยับขึ้น ทำให้เกิดช่วงว่าง (Lag time) ของส่วนต่างราคา แต่โชคดีที่การบินไทยทำ Fuel Hedging (การประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน) ที่ระดับ 50% จนถึงช่วงกลางปีนี้ได้เข้ามาช่วยบรรเทาผลกระทบได้ในระดับหนึ่ง

ขณะที่แหล่งข่าวระดับสูงจากผู้ประกอบการการบิน เผยว่า สายการบินมีต้นทุนเชื้อเพลิง เฉลี่ยอยู่ที่ 20-30% ของต้นทุนการดำเนินงานทั้งหมด จากราคาน้ำมันอากาศยานที่เพิ่มสูงขึ้น จากเดิมประมาณ 25 บาทต่อลิตร เพิ่มเป็น 43 บาทต่อลิตร ส่งผลให้สายการบินต้องปรับราคาค่าโดยสารเพิ่มขึ้น โดยเส้นทางบินภายในประเทศ กฎหมาย ไม่อนุญาตให้แยกเก็บค่าธรรมเนียมน้ำมัน (Fuel Surcharge) ออกจากค่าตั๋ว

ดังนั้นต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจะถูกรวมเข้าไปในราคาตั๋วโดยตรง ขณะที่เส้นทางบินระหว่างประเทศ สายการบินสามารถแยกเก็บค่าธรรมเนียมน้ำมันต่างหากได้ แต่ก็จะส่งผลให้ราคาตั๋วปรับราคาขึ้น

ปัจจุบันจะเห็นว่ามีบางสายการบิน อาทิ การบินไทย มีราคาตั๋วเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 10-15% จากการปรับ Fuel Surcharge ในเส้นทางบินระหว่างประเทศ ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน เพื่อนำมาชดเชยต้นทุนเส้นทางบินในประเทศ ที่มีต้นทุนเพิ่มขึ้น เพราะเส้นทางบินภายในประเทศ มีการแข่งขันสูง

เนื่องจากบางสายการบินก็ยังไม่ได้ปรับราคาค่าโดยสาร ประกอบกำลังซื้อในประเทศชะลอ หากสายการบินปรับขึ้นค่าตั๋วเส้นทางบินในประเทศ ย่อมมีผลต่อการขายตั๋วเครื่องบิน ทำให้ราคาตั๋วในประเทศ อาจจะยังไม่ได้ปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เหมือนเส้นทางบินระหว่างประเทศ

ขณะที่การปรับขึ้นค่า Fuel Surcharge ในเส้นทางบินระหว่างประเทศ สายการบินทุกสายต่างก็ปรับขึ้น ทำให้การปรับขึ้นสามารถแข่งขันกับตลาดได้ อย่างไรก็ตามการปรับขึ้นค่า Fuel Surcharge ยังส่งผลให้การขายแพ็คเกจทัวร์เที่ยวต่างประเทศมีราคาสูงขึ้น อาทิ เส้นทางบินเวียดนาม มีการปรับราคาขายทัวร์เพิ่มขึ้นราว 600 บาท จากภาษีน้ำมันที่เพิ่มขึ้น

เมินคำขอรัฐ ‘ขนส่ง-สายการบิน-ร้านอาหาร-อีคอมเมิร์ซ’ พาเหรดขึ้นราคา

ไข่ไก่ จ่อปรับราคาต้น เม.ย. อีกรอบ

 แหล่งข่าวผู้ค้าไข่ไก่ กล่าวว่า ทิศทางราคาไข่ไก่ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลัก คือ ปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาด และกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยในช่วงปลายไตรมาสที่ 3 ต่อเนื่องถึงต้นไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ราคาไข่ไก่เริ่มส่งสัญญาณผันผวน และเห็นชัดเจนจากการปรับขึ้นลงของราคาอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามในวันที่ 14 มี.ค. 2569 ได้ออกประกาศปรับราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มเพิ่มขึ้นฟองละ 20 สตางค์ มาอยู่ที่ 3.40 บาทต่อฟอง หรือเพิ่มขึ้นแผงละ 6 บาท โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 16 มี.ค. เป็นต้นไป โดยสหกรณ์ให้เหตุผลว่า สภาพอากาศร้อนและแปรปรวน ทำให้ปริมาณไข่ไก่ออกสู่ตลาดลดลง

ทั้งนี้ ผู้ค้าบางส่วนมองว่าการปรับขึ้นราคาครั้งนี้สวนทางกับกลไกตลาด เนื่องจากโดยปกติช่วงปิดเทอม ราคามักอ่อนตัว ก่อนจะกลับมาปรับขึ้นอีกครั้งในช่วงเปิดเทอม และมีแนวโน้มลดลงอีกในช่วงเทศกาลกินเจ ประกอบกับสงครามทำให้คนระมัดระวังการใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น การบริโภคไข่ไก่น้อยลง

ขณะที่จากการพูดคุยกับผู้ค้าปลีกรายใหญ่ ระบุว่า ราคาไข่ไก่อาจจะมีการปรับราคาขึ้นอีกครั้งเฉลี่ย 0.10-0.20 บาท/ฟอง ในต้นเดือนเม.ย. นี้ หลังจากที่ปรับไปก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งสาเหตุสำคัญในรอบนี้น่าจะมาจากต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประชาชนรวมถึงพ่อค้า แม่ค้าร้านอาหารโดยตรง

ร้านอาหารขยับราคา 5-10 บาท/เมนู

วันที่ 24 มี.ค. 69 ผู้สื่อข่าว “ฐานเศรษฐกิจ” ลงพื้นที่สำรวจร้านอาหารย่านบางซ่อน พบผู้ประกอบการรายย่อยเริ่มแบกรับต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้น โดยนายประดิษฐ์ วิลิยะกิจ เจ้าของร้านครัวแม่นิดอาหารตามสั่ง กล่าวว่า ต้นทุนวัตถุดิบขยับขึ้นพร้อมกันหลายรายการ โดยเฉพาะกลุ่มเนื้อสัตว์ที่เป็นต้นทุนหลักของร้าน หมูปรับจากกิโลกรัมละ 150 บาท เป็น 155 บาท

หมูสามชั้นจาก 180 บาท เป็น 200 บาท ไก่จาก 70 บาท เป็น 90 บาท และเนื้อวัวจาก 250 บาท เป็น 260 บาท นอกจากนี้เครื่องดื่มและสินค้าอุปโภคบริโภค ก็ปรับขึ้นเช่นกัน เช่น น้ำอัดลม (12 ขวด) จากราคา 130 บาท เป็น 135 บาท และน้ำดื่มแพ็คจาก 60 บาท เป็น 65 บาท ส่งผลให้ต้นทุนต่อจานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

“เพื่อพยุงธุรกิจให้เดินต่อได้ จำเป็นต้องปรับราคาอาหารเพิ่มขึ้นจานละ 5 บาท โดยสื่อสารกับลูกค้าโดยตรง ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เข้าใจสถานการณ์ อย่างไรก็ตามร้านยังพยายามบริหารต้นทุนด้านอื่นควบคู่กัน เช่น การลดค่าไฟฟ้า ด้วยการเปิดเครื่องปรับอากาศเฉพาะช่วงที่มีลูกค้าแน่นร้าน และปิดในช่วงที่ลูกค้าบางตา เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย”

ด้านนางสาวปนัดดา หลายแห่ง เจ้าของร้านสุกี้โบราณน้ำจิ้มรสเด็ด กล่าวว่า ภาพรวมต้นทุนวัตถุดิบของร้านปรับขึ้นแล้ว 5–10% โดยมีการเปลี่ยนแปลงชัดเจนในหลายรายการ อาทิ ไข่ไก่จากแผงละ 110 บาท เป็น 115 บาท โครงไก่จากกิโลกรัมละ 20 บาท เป็น 30 บาท และสันในจาก 90 บาท เป็น 100 บาท

แม้ต้นทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันร้านยังไม่ปรับขึ้นราคาอาหาร โดยเลือกใช้วิธีบริหารจัดการภายในเพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิม ทั้งการคงคุณภาพวัตถุดิบ และใช้ระบบคูปองสะสมแต้มเพื่อกระตุ้นการกลับมาใช้บริการซ้ำ อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อ โดยเฉพาะหากราคาน้ำมันและวัตถุดิบยังทรงตัวในระดับสูง อาจจำเป็นต้องชะลอหรือยกเลิกโปรโมชั่น และมีความเป็นไปได้ที่จะปรับราคาอาหารเพิ่มขึ้น 5–10 บาทต่อเมนู เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง

อย่างไรก็ดี หลังจากที่ราคาน้ำมันในประเทศปรับขึ้นเป็นระลอกต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าขนส่งในหลายประเภทสินค้า ทำให้คาดว่าจะมีสินค้าอีกหลายรายการที่ปรับขึ้นราคาภายในต้นเดือนเม.ย. นี้

ลดไซส์-ขึ้นราคา ทางรอดยุคของแพง

ราคาวัตถุดิบหลัก ตั้งแต่เนื้อหมู ไข่ไก่ น้ำมันพืช น้ำตาล ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์อย่างจาน ชาม และแก้วพลาสติก ต่างขยับราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องสวนทางกับรายรับที่ยังคงเท่าเดิม  ปัจจัยเหล่านี้บีบให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาอัตรากำไรและประคองธุรกิจให้รอดพ้นจากภาวะกำไรหดตัวโดยเลือกใช้กลยุทธ์ “ขึ้นราคา-หั่นปริมาณ” เพื่อเป็นทางรอดในยุคของแพง

จากการสำรวจพบว่าร้านค้าส่วนใหญ่เริ่มใช้มาตรการปรับตัวใน 2 รูปแบบหลัก คือ การปรับขึ้นราคาเมนูอาหาร 5 - 10 บาท เพื่อให้มีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอสำหรับการลงทุนในรอบถัดไป และการลดปริมาณสินค้าลงแต่ยังคงราคาเดิม เช่น การปรับขนาดแก้วเครื่องดื่มจาก 22 ออนซ์ เหลือเพียง 20 ออนซ์ เพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาสินค้าที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายต้องจ่าย

 อย่างไรก็ตาม กลุ่มธุรกิจที่น่ากังวลที่สุดคือ ร้านขนมและเครื่องดื่ม ซึ่งแทบไม่สามารถปรับราคาขึ้นตามต้นทุนที่แท้จริงได้ เนื่องจากถูกมองว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย และมีกลุ่มลูกค้าหลักคือนักศึกษาและพนักงานบริการที่มีกำลังซื้อจำกัด หากปรับราคาขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อยอดขายในทันที ผู้บริโภคปรับพฤติกรรม “รัดเข็มขัด” สู้พิษเศรษฐกิจ วิกฤตครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ต้องปรับตัวอย่างหนัก

3 ยักษ์อีคอมเมิร์ซ ปรับค่า Fee ยกแผง

ผลกระทบดังกล่าวยังลุกลามไปถึง “อีคอมเมิร์ซ” ทำให้ 3 ยักษ์ใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลในตลาดอย่าง ช้อปปี้ (Shopee) ลาซาด้า (Lazada) และ ติ๊กต็อกช็อป (TikTok Shop) ต่างประสานเสียงประกาศปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมการขายและค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมรอบใหม่แบบยกแผง

เมินคำขอรัฐ ‘ขนส่ง-สายการบิน-ร้านอาหาร-อีคอมเมิร์ซ’ พาเหรดขึ้นราคา

เริ่มที่ “ช้อปปี้” (Shopee) ที่ประกาศปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมการขายและค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมครั้งใหม่ มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย. นี้เป็นต้นไป โดยครั้งนี้เน้นไปที่กลุ่มร้านค้า Shopee Mall ซึ่งมีการปรับเพิ่มอัตราค่าธรรมเนียมในหลายหมวดหมู่สินค้าเพื่อให้สอดรับกับต้นทุนการจัดการที่พุ่งสูงขึ้น เช่น หมวดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ปรับเพิ่มเป็น 5.89% - 15.52% (จากเดิมที่เคยจัดเก็บอยู่ที่ 5.35% - 13.91%)

หมวดแฟชั่นปรับเพิ่มเพดานสูงสุดเป็น 15.52% ขณะที่หมวด Lifestyle ปรับเพิ่มเป็น 12.84% - 15.52% และหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) รวมไปถึงหมวดอื่นๆ ปรับเพิ่มเป็น 15.52% นอกจากค่าธรรมเนียมการขายแล้ว ในส่วนของค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมผ่านบัตรเครดิตแบบผ่อนชำระก็มีการปรับเพิ่มขึ้นในทุกช่วงเวลา โดยเฉพาะการผ่อนตั้งแต่ 10 เดือนขึ้นไปที่ปรับเป็น 7%

ขณะที่บริการผ่อนชำระผ่าน SPayLater ระยะ 2-12 เดือน มีการปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1% โดยอัตราสูงสุดอยู่ที่ 7% สำหรับการผ่อน 12 เดือน แม้จะมีความพยายามช่วยเหลือร้านค้ารายย่อยด้วยส่วนลดค่าธรรมเนียม 0.5 - 1.50% สำหรับยอดขายไม่เกิน 10,000 บาท แต่เงื่อนไขที่ยกเว้นสินค้าประเภทเครื่องประดับมูลค่าสูงอย่างทองคำและแพลตตินั่ม ก็ทำให้ร้านค้าในกลุ่มนี้ยังคงต้องแบกรับภาระหนักเช่นเดิม

ส่วน “ลาซาด้า” (Lazada) ก็ประกาศปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมครั้งใหญ่ซึ่งจะมีผลในวันที่ 7 เม.ย. นี้เช่นกัน โดยเป็นการปรับทั้งค่าธรรมเนียมการขาย (Commission Fee) และค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม (Payment Fee) เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะตลาด

ข้อมูลเบื้องต้นพบว่าร้านค้าทั่วไปและร้านค้าใน LazMall อาจเผชิญกับการปรับอัตราค่าธรรมเนียมสูงสุดถึง 13% ในบางหมวดหมู่สินค้า พร้อมทั้งมีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์การเรียกเก็บค่าบริการในโปรแกรมเสริมอย่าง Free Shipping Max และ Lazada Daily Rewards โดยจะเน้นการเก็บตามจริงมากขึ้น ซึ่งหมายถึงภาระที่เพิ่มขึ้นของร้านค้าในการเข้าร่วมแคมเปญ

ด้านของ “ติ๊กต็อกช็อป” (TikTok Shop) ที่เริ่มปรับเปลี่ยนนโยบายไปก่อนหน้าตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ และเริ่มใช้จริงในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน โดยชูกลยุทธ์ "Win-Win" ที่แม้จะมีการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียม Commerce Growth Fee อยู่ที่ประมาณ 6.42% (เพดานสูงสุดไม่เกิน 199 บาท)

และค่าโครงสร้างพื้นฐานอีก 1.07 บาทต่อคำสั่งซื้อ แต่ก็ได้มีการคืนประโยชน์ในรูปแบบคูปอง Exclusive สำหรับ Mall Sellers และโบนัส Coins เพื่อช่วยกระตุ้นยอดขายท่ามกลางสมรภูมิที่แพลตฟอร์มพยายามรักษาสมดุลระหว่างกำไรและการรักษาฐานร้านค้าอย่างเข้มข้น

ผลจากการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมแบบโดมิโนนี้ ส่งผลให้ในปัจจุบันร้านค้าออนไลน์ต้องแบกรับค่าธรรมเนียมรวม (Platform Fee) ที่ต้องจ่ายให้กับแพลตฟอร์มพุ่งสูงถึง 10-18% ต่อหนึ่งคำสั่งซื้อ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่คุกคามต่อผลกำไรของ SME ไทยอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในสภาวะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคเริ่มชะลอตัว ความตึงเครียดด้านต้นทุนนี้ลามไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างแพลตฟอร์ม ร้านค้า และผู้บริโภค จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียลภายใต้ดราม่าที่ว่า "ส่งฟรีไม่มีจริง"

ผู้ประกอบการในประเทศต้องแบกรับทั้งต้นทุนพลังงาน ค่าบรรจุภัณฑ์ และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มที่สูงขึ้น ในขณะที่ต้องต่อสู้กับสินค้าจากต่างประเทศที่สามารถทำราคาได้ถูกกว่าจากการผลิตในปริมาณมหาศาลและการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากกว่า แม้กลุ่มผู้ขนส่งจะเริ่มมีการนำรถไฟฟ้า (EV) เข้ามาใช้เพื่อลดผลกระทบจากราคาน้ำมัน แต่ผู้บริโภคกลับตั้งคำถามว่าเหตุใดค่าขนส่งจึงไม่ลดลงและยังคงมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมน้ำมัน (Fuel Surcharge) ในอัตราเดิม

พาณิชย์คุมเข้มราคา จัดธงฟ้าเสิร์ฟผู้บริโภค

นายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการและรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าร่วมกับผู้ประกอบการอย่างใกล้ชิด โดยประเมินว่าผู้ผลิตส่วนใหญ่ยังมีสต๊อกสินค้าเดิมเพียงพอ จึงยังไม่มีเหตุจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาในระยะนี้

ขณะเดียวกันพาณิชย์ได้พิจารณาเพิ่มจำนวน “สินค้าควบคุม” โดยเฉพาะสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โลก เช่น เม็ดพลาสติก และน้ำดื่มบรรจุขวด พร้อมทั้งปรับมาตรการกำกับดูแล โดยให้ผู้ประกอบการต้องแจ้งล่วงหน้าก่อนการปรับขึ้นราคาสินค้า จากเดิมที่แจ้งภายหลังการเปลี่ยนแปลงราคา ทั้งนี้ ครอบคลุมสินค้าในชีวิตประจำวัน อาทิ กระดาษชำระ กระดาษเช็ดหน้า แชมพู ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน ผ้าอนามัย และสบู่

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังจัดโครงการ “ธงฟ้าราคาประหยัด” ตั้งแต่เดือนมี.ค. - ส.ค. นี้ และโครงการ “ธงเขียวพลัส” เพื่อช่วยลดต้นทุนเกษตรกรด้านปุ๋ยในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม ซึ่งเป็นฤดูเพาะปลูกสำคัญ รวมทั้งส่งชุดผู้บริหารลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานในส่วนภูมิภาค ครอบคลุมกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และต่างจังหวัด รวม 393 แห่ง พบว่าสินค้าบางรายการ เช่น เนื้อสัตว์ มีการปรับราคาตามต้นทุนและสภาพอากาศ ขณะที่ราคาผักยังทรงตัว และบรรจุภัณฑ์พลาสติกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบที่ผ่านมา พบผู้กระทำผิดกฎหมายจำนวน 13 ราย ใน 9 จังหวัด ส่วนใหญ่เป็นกรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคาสินค้า ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามกฎหมายแล้ว โดยย้ำว่ากระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าควบคุมราคาและดูแลผู้บริโภคอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง