
ค่ายรถไม่สนองนโยบายรถอีวี
นายศิริรุจ จุลกะรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมากระทรวงอุตสาหกรรมได้เชิญบริษัทผู้ผลิตรถยนต์มาหารือถึงนโยบายการขับเคลื่อนรถยนต์ไฟฟ้า(อีวี) ซึ่งภาคเอกชนยังไม่มีการตอบรับหรือจะเสนอแผนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแต่อย่างใด เพราะต้องการให้ภาครัฐไป จัดทำสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนรถยนต์ไฟฟ้าให้ชัดเจน ดังนั้น ที่ประชุมจึงมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ ไปศึกษาสิทธิประโยชน์ และหากเอกชนรายใดมีความสนใจจริง ให้เสนอแผนการลงทุน และหารือด้านสิทธิประโยชน์กับบีโอไอโดยตรง
ทั้งนี้ การที่ภาคเอกชนไม่มีการเสนอแผนการลงทุนรถยนต์ไฟฟ้าในที่ประชุมครั้งนี้ สศอ.จะสรุปผลเสนอต่อนางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม ในการหารือครั้งนี้มีความคืบหน้าในการผลิตรถโดยสารไฟฟ้าสาธารณะเพื่อนำร่อง 20 คัน ภายใน 1 พฤศจิกายน 2559 ซึ่งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) อยู่ระหว่างทำการร่างขอบเขตของงาน (ทีโออาร์) ในการจัดซื้อจัดจ้างรถโดยสาร
แหล่งข่าวจากภาคเอกชนในอุตสาหกรรมยานยนต์ กล่าวว่า ที่ประชุมมีความเห็นไปในทางที่แตกต่างกัน โดยกลุ่มแรกให้นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้ามาทดลองจำหน่ายในประเทศก่อน จากนั้นให้ค่ายรถยนต์ที่นำเข้าทำแผนการผลิตเสนอต่อภาครัฐ โดยแผนจะต้องมีความชัดเจนว่าใช้เวลาผลิตกี่ปี และจะออกสู่ตลาดภายในช่วงกี่ปี ขณะที่อีกกลุ่มไม่เห็นด้วยกับการนำเข้ารถยนต์เพื่อทดลองตลาด แต่ให้ดูแนวทางของภาครัฐก่อน
“ภาคเอกชนส่วนใหญ่มองว่าการลงทุนใหม่ ต้องไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อรถยนต์ที่ผลิตอยู่ขณะนี้ ถ้าจะนำเข้ามาทดลองตลาดต้องมีแผนสำรอง ซึ่งหลังจากนี้ต้องศึกษาอีกครั้งว่าจะนำเข้าเท่าไรจึงจะเหมาะสม ทำแผนพิจารณาให้รอบคอบ” แหล่งข่าว กล่าว
นายกมล บูรณพงศ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กล่าวว่า ขบ.อยู่ระหว่างทำประชาพิจารณ์แก้ไขประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง กำหนดกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้า ที่ใช้ขับเคลื่อนรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ จากเดิมการจดทะเบียนรถยนต์ต้องมีกำลังมอเตอร์ไฟฟ้า ไม่ต่ำกว่า 15 กิโลวัตต์ แต่ร่างระเบียบใหม่จะลดกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าให้เหลือไม่ต่ำกว่า 5 กิโลวัตต์ เพื่อส่งเสริมการใช้รถไฟฟ้าขนาดเล็ก ส่วนใหญ่เป็น 2 ที่นั่ง ให้สามารถจดทะเบียนรถยนต์ได้ โดยร่างประชาพิจารณ์จะแล้วเสร็จวันที่ 15 กรกฎาคมนี้
นอกจากนี้กรมฯ ได้ตั้งคณะทำงานศึกษาการใช้รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กบนช่องทางจราจร เบื้องต้นจะต้องทำสติ๊กเกอร์ติดรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก เป็นสัญลักษณ์ตัว S เพื่อให้รถบนท้องถนนรู้ว่า เป็นรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก เพราะส่วนใหญ่ใช้ความเร็วไม่เกิน 60 กม.ต่อชม. รวมทั้งจะกำหนดช่องทาง หรือพื้นที่การขับขี่ให้ชัดเจน เช่น ห้ามขึ้นทางด่วน มอเตอร์เวย์ หรือบางช่องทางจราจรที่ต้องใช้ความเร็ว ลักษณะคล้ายกับการห้ามรถจักรยานยนต์ ไม่เช่นนั้นอาจเกิดอุบัติเหตุได้
ทั้งนี้ การที่ภาคเอกชนไม่มีการเสนอแผนการลงทุนรถยนต์ไฟฟ้าในที่ประชุมครั้งนี้ สศอ.จะสรุปผลเสนอต่อนางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม ในการหารือครั้งนี้มีความคืบหน้าในการผลิตรถโดยสารไฟฟ้าสาธารณะเพื่อนำร่อง 20 คัน ภายใน 1 พฤศจิกายน 2559 ซึ่งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) อยู่ระหว่างทำการร่างขอบเขตของงาน (ทีโออาร์) ในการจัดซื้อจัดจ้างรถโดยสาร
แหล่งข่าวจากภาคเอกชนในอุตสาหกรรมยานยนต์ กล่าวว่า ที่ประชุมมีความเห็นไปในทางที่แตกต่างกัน โดยกลุ่มแรกให้นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้ามาทดลองจำหน่ายในประเทศก่อน จากนั้นให้ค่ายรถยนต์ที่นำเข้าทำแผนการผลิตเสนอต่อภาครัฐ โดยแผนจะต้องมีความชัดเจนว่าใช้เวลาผลิตกี่ปี และจะออกสู่ตลาดภายในช่วงกี่ปี ขณะที่อีกกลุ่มไม่เห็นด้วยกับการนำเข้ารถยนต์เพื่อทดลองตลาด แต่ให้ดูแนวทางของภาครัฐก่อน
“ภาคเอกชนส่วนใหญ่มองว่าการลงทุนใหม่ ต้องไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อรถยนต์ที่ผลิตอยู่ขณะนี้ ถ้าจะนำเข้ามาทดลองตลาดต้องมีแผนสำรอง ซึ่งหลังจากนี้ต้องศึกษาอีกครั้งว่าจะนำเข้าเท่าไรจึงจะเหมาะสม ทำแผนพิจารณาให้รอบคอบ” แหล่งข่าว กล่าว
นายกมล บูรณพงศ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กล่าวว่า ขบ.อยู่ระหว่างทำประชาพิจารณ์แก้ไขประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง กำหนดกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้า ที่ใช้ขับเคลื่อนรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ จากเดิมการจดทะเบียนรถยนต์ต้องมีกำลังมอเตอร์ไฟฟ้า ไม่ต่ำกว่า 15 กิโลวัตต์ แต่ร่างระเบียบใหม่จะลดกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าให้เหลือไม่ต่ำกว่า 5 กิโลวัตต์ เพื่อส่งเสริมการใช้รถไฟฟ้าขนาดเล็ก ส่วนใหญ่เป็น 2 ที่นั่ง ให้สามารถจดทะเบียนรถยนต์ได้ โดยร่างประชาพิจารณ์จะแล้วเสร็จวันที่ 15 กรกฎาคมนี้
นอกจากนี้กรมฯ ได้ตั้งคณะทำงานศึกษาการใช้รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กบนช่องทางจราจร เบื้องต้นจะต้องทำสติ๊กเกอร์ติดรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก เป็นสัญลักษณ์ตัว S เพื่อให้รถบนท้องถนนรู้ว่า เป็นรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก เพราะส่วนใหญ่ใช้ความเร็วไม่เกิน 60 กม.ต่อชม. รวมทั้งจะกำหนดช่องทาง หรือพื้นที่การขับขี่ให้ชัดเจน เช่น ห้ามขึ้นทางด่วน มอเตอร์เวย์ หรือบางช่องทางจราจรที่ต้องใช้ความเร็ว ลักษณะคล้ายกับการห้ามรถจักรยานยนต์ ไม่เช่นนั้นอาจเกิดอุบัติเหตุได้






