thansettakij
thansettakij
อั้นไม่ไหว! ผู้ค้าแผงลอยจ่อปรับราคาอาหารตามสั่งเพิ่ม 5 บาท หลังต้นทุนพลังงาน-ขนส่งพุ่ง

อั้นไม่ไหว! ผู้ค้าแผงลอยจ่อปรับราคาอาหารตามสั่งเพิ่ม 5 บาท หลังต้นทุนพลังงาน-ขนส่งพุ่ง

13 มี.ค. 2569 | 08:25 น.
อัปเดตล่าสุด :13 มี.ค. 2569 | 08:25 น.

สุดอั้น ประธานชมรมผู้ค้าแผงลอย สะท้อนต้นทุนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์พุ่ง เตรียมปรับราคาขายเพื่อความอยู่รอด จับตาเดือนนี้สินค้านอกบัญชีควบคุมพาเหรดขึ้นราคา ขณะที่ร้านอาหารตามสั่งเล็งบวกเพิ่ม 5 บาทต่อจาน หวังประคองธุรกิจท่ามกลางวิกฤต

KEY

POINTS

  • ผู้ค้าแผงลอยเตรียมปรับขึ้นราคาอาหารตามสั่งประมาณ 5 บาทต่อเมนู เนื่องจากต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และวัตถุดิบที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไม่ได้มาจากราคาน้ำมันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงวัตถุดิบหลัก เช่น ใบกะเพรา มะนาว และบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ที่มีราคาสูงขึ้น
  • ผู้ค้าส่วนใหญ่พยายามชะลอการขึ้นราคาให้นานที่สุด เพราะกังวลว่าจะกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคและทำให้ยอดขายลดลง
  • มีการเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามาตรวจสอบและกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ไม่ใช่แค่ราคาน้ำมัน

นางสาวญาดา พรเพชรรัมภา ประธานชมรมผู้ค้าแผงลอยกรุงเทพมหานคร เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน พลังงาน และต้นทุนการขนส่งในช่วงที่ผ่านมา เริ่มส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าในหลายหมวด โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีสินค้าควบคุมของภาครัฐ ซึ่งมีแนวโน้มปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นภายในเดือนนี้

ทั้งนี้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไม่ได้มาจากราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงต้นทุนวัตถุดิบอาหาร บรรจุภัณฑ์ และสินค้าอุปโภคที่เกี่ยวข้องกับการขายอาหาร ซึ่งทยอยปรับราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผักสดและวัตถุดิบพื้นฐานที่ร้านอาหารตามสั่งใช้เป็นประจำ

ตัวอย่างใบกะเพราซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในเมนูอาหารตามสั่ง ก่อนหน้านี้มีราคาประมาณกิโลกรัมละ 35-40 บาท ปัจจุบันปรับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 50-55 บาทต่อกิโลกรัม หรือเพิ่มขึ้นราว 30-40% ขณะที่มะนาวขนาดกลางถึงใหญ่ที่เคยมีราคาเฉลี่ยลูกละประมาณ 3 บาท ปัจจุบันราคาปรับขึ้นมาอยู่ที่เฉลี่ยลูกละประมาณ 4.50-5 บาท

นอกจากนี้ยังมีต้นทุนอื่น ๆ ที่เพิ่มขึ้นตามมา เช่น ถุงพลาสติก ถุงร้อน ถุงเย็น ช้อนส้อมพลาสติก รวมถึงอุปกรณ์บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในการจำหน่ายอาหาร ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนสำคัญของผู้ค้าแผงลอยและร้านอาหารขนาดเล็ก

“หลังมีปัจจัยความตึงเครียดจากสถานการณ์สงครามต่างประเทศ ราคาสินค้าหลายรายการเริ่มปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ต้นทุนขนส่งบางส่วนอาจยังไม่ได้เพิ่มขึ้นทันที แต่ผู้จำหน่ายบางรายมีความกังวลเรื่องต้นทุนในอนาคต จึงเริ่มปรับราคาไว้ล่วงหน้า” 

สำหรับแนวโน้มการปรับราคาขายอาหารในร้านแผงลอยนั้น นางสาวญาดาระบุว่า โดยปกติผู้ค้าจะไม่ปรับราคาทีละเล็กน้อย เช่น 1-2 บาท แต่จะปรับครั้งละประมาณ 5 บาทต่อเมนู เนื่องจากเป็นระดับราคาที่สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในหลายรายการพร้อมกัน

อย่างไรก็ตามผู้ค้าส่วนใหญ่ยังพยายามชะลอการปรับราคาให้นานที่สุด เนื่องจากกังวลว่าจะกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค หากราคาสูงเกินไปผู้บริโภคอาจลดการซื้ออาหารสำเร็จรูป หรือหันไปทำอาหารรับประทานเองมากขึ้น ส่งผลให้ยอดขายของร้านลดลง

“ผู้ค้าหลายรายยอมลดกำไรลงเพื่อรักษาฐานลูกค้า เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำ โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานในเมืองที่มักซื้ออาหารกลับบ้านหลังเลิกงาน หากราคาปรับขึ้นมากเกินไปลูกค้าอาจลดความถี่ในการซื้อหรือหันไปทำอาหารเองแทน” 

ขณะเดียวกันนโยบายการทำงานจากที่บ้าน หรือ Work from Home ยังส่งผลกระทบต่อผู้ค้าแผงลอยในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะย่านสำนักงาน เช่น สีลม สาทร หรือพื้นที่ออฟฟิศขนาดใหญ่ เนื่องจากร้านค้าจำนวนมากพึ่งพากลุ่มลูกค้าพนักงานออฟฟิศที่ออกมาซื้ออาหารในช่วงกลางวันและหลังเลิกงาน

เมื่อมีการทำงานจากที่บ้านปริมาณลูกค้าในพื้นที่ดังกล่าวจึงลดลงอย่างชัดเจน ส่งผลให้ยอดขายของผู้ค้าลดลงขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบยังคงปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นางสาวญาดา พรเพชรรัมภา

นางสาวญาดา ระบุว่า ผู้ค้าแผงลอยส่วนใหญ่ถือเป็นกลุ่มเปราะบางทางเศรษฐกิจ เนื่องจากมีเงินทุนจำกัด และไม่สามารถกักตุนวัตถุดิบหรือปรับโครงสร้างต้นทุนได้มากนัก อีกทั้งการย้ายจุดขายก็ทำได้ยาก เพราะแต่ละพื้นที่มีผู้ค้าประจำอยู่แล้ว

“ผู้ค้าแผงลอยเป็นกลุ่มเปราะบาง เราไม่สามารถปรับตัวได้มากเหมือนธุรกิจขนาดใหญ่ จะกักตุนของก็ไม่ได้ เพราะวัตถุดิบส่วนใหญ่เป็นของสด และเงินทุนก็ไม่ได้มีมากพอที่จะซื้อของจำนวนมากมาเก็บไว้”

นอกจากนี้หากวัตถุดิบเหลือจากการขายก็มีความเสี่ยงที่จะเสียหาย เนื่องจากอาหารสดมีอายุการเก็บรักษาสั้น จึงทำให้ผู้ค้าต้องบริหารต้นทุนอย่างระมัดระวัง และหลายรายเลือกที่จะลดกำไรลงเพื่อประคองธุรกิจให้เดินต่อไปได้

ส่วนภาพรวมกำลังซื้อในบางพื้นที่เริ่มชะลอตัว โดยเฉพาะในย่านท่องเที่ยวอย่างถนนข้าวสาร ซึ่งมีจำนวนนักท่องเที่ยวและผู้มาจับจ่ายใช้สอยลดลงประมาณ 20% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้าส่งผลให้ผู้ค้าบางส่วนต้องเผชิญกับยอดขายที่ลดลง

นางสาวญาดา ยังเสนอให้ภาครัฐเข้ามาติดตามและกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ไม่ควรมุ่งเน้นเฉพาะการควบคุมราคาน้ำมันหรือค่าขนส่งเท่านั้น แต่ควรตรวจสอบราคาสินค้าตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน เนื่องจากในช่วงที่เกิดเหตุการณ์วิกฤต เช่น สงครามหรือภัยพิบัติ มักมีการปรับราคาสินค้าล่วงหน้าจากความกังวลของตลาด

“อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบราคาสินค้าอย่างจริงจัง เพราะขณะนี้สินค้าหลายรายการปรับขึ้นไปมากแล้ว หากไม่มีมาตรการกำกับดูแลที่ชัดเจน ก็อาจส่งผลกระทบต่อผู้ค้ารายย่อยและค่าครองชีพของประชาชนในภาพรวม”