thansettakij
thansettakij
เอกชนปรับกลยุทธ์รับมือ “สงคราม-ราคาพลังงาน” ดันต้นทุนพุ่ง

เอกชนปรับกลยุทธ์รับมือ “สงคราม-ราคาพลังงาน” ดันต้นทุนพุ่ง

สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางลุกลามหนัก ดันราคาน้ำมันพุ่ง กดดันภาคธุรกิจไทย ทั้งต้นทุนพลังงานและขนส่ง เอกชนเร่งเตรียมรับมือ ปรับกลยุทธ์ คุมเข้มต้นทุน วางแผนบริหารซัพพลายเออร์ พร้อมข้อเสนอรัฐ หวังบรรเทาผลกระทบระยะยาว

KEY

POINTS

  • ภาคเอกชนปรับตัวโดยบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน เช่น การสำรองวัตถุดิบล่วงหน้า การเพิ่มสต็อกสินค้าเพื่อลดรอบขนส่ง และทำสัญญาซื้อขายพลังงานระยะยาวเพื่อล็อกต้นทุน
  • ผู้ประกอบการร้านอาหารหาแนวทางลดต้นทุนโลจิสติกส์ ด้วยการเชื่อมโยงกับเกษตรกรในพื้นที่โดยตรง และเลือกซัพพลายเออร์ที่อยู่ใกล้ขึ้น เพื่อลดค่าขนส่ง
  • บางธุรกิจหลีกเลี่ยงการผลักภาระให้ผู้บริโภคโดยตรง แต่หันไปพัฒนาสินค้าพรีเมียมเพื่อเพิ่มกำไร และใช้โมเดลวิเคราะห์ต้นทุนจากวิกฤตในอดีตมาประยุกต์ใช้
  • หลายภาคส่วนเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือผ่านนโยบายต่างๆ เช่น การใช้กองทุนน้ำมันเพื่อพยุงราคา การลดภาษีสรรพสามิต และการหาตลาดใหม่ให้ SME

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงต้นปี 2569 ได้ส่งผลกระทบต่อหลายภาคธุรกิจในประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาพลังงานและโลจิสติกส์เป็นหลัก การเพิ่มขึ้นของต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งในช่วงวิกฤต

ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องปรับกลยุทธ์ในการบริหารจัดการต้นทุน เช่น การเพิ่มสต็อกสินค้า การปรับเพิ่มราคาขาย หรือการหาซัพพลายเออร์ที่มีต้นทุนต่ำกว่า ขณะเดียวกันภาครัฐยังต้องติดตามและดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นในระยะสั้น

ดึงโมเดลรัสเซีย-ยูเครน คุมเข้มต้นทุน

นางสาวรติพร ราษฎร์เจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงินกลุ่ม (Group Chief Financial Officer) บริษัท Osotspa Public Company Limited เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจในปีนี้คาดว่าจะยังมีทิศทางใกล้เคียงกับปีก่อน โดยสภาพเศรษฐกิจและปัจจัยแวดล้อมโดยรวมยังอยู่ในลักษณะ “ทรงตัว” ไม่ได้ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็ไม่ได้แย่ลงอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง บริษัทประเมินว่า ผลกระทบต่อธุรกิจจะเกิดขึ้นในด้านต้นทุนเป็นหลัก โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานและต้นทุนบรรจุภัณฑ์แก้ว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างต้นทุนสินค้า

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันบริษัทได้มีการสำรองวัตถุดิบและต้นทุนบางส่วนล่วงหน้าประมาณ 3 เดือน หรือราว 90 วัน ทำให้ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ ธุรกิจยังไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว และผลการดำเนินงานยังอยู่ในระดับที่ดีเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

นอกจากนี้ บริษัทมีสัญญาจัดหาพลังงานกับ ปตท. ในระยะยาวจนถึงปี 2028-2029 โดยก๊าซธรรมชาติที่ใช้ส่วนใหญ่ยังมาจากแหล่งในอ่าวไทยและมาเลเซีย ขณะที่ก๊าซนำเข้าจากสหรัฐอเมริกามีสัดส่วนประมาณ 10–15% ของปริมาณทั้งหมด

ขณะเดียวกัน ปตท. ได้แจ้งลูกค้าอุตสาหกรรมว่าจะพยายามตรึงราคาพลังงานไว้ได้ประมาณ 90 วัน นับตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารต้นทุนพลังงานในระยะสั้นได้ และทำให้โอสถสภายังไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานในช่วงต้นปี

เอกชนปรับกลยุทธ์รับมือ “สงคราม-ราคาพลังงาน” ดันต้นทุนพุ่ง

นางสาวรติพร กล่าวว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ อาจเริ่มเห็นสัญญาณผลกระทบบางส่วนใน ช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะจากต้นทุนพลังงานที่มีแนวโน้มผันผวน แต่บริษัทมองว่าผลกระทบโดยรวมยังอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากได้วางแผนบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และการจัดหาวัตถุดิบล่วงหน้ามาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา

“บริษัทได้นำโมเดลการวิเคราะห์ต้นทุนที่เคยใช้ในช่วง Russia-Ukraine War ปี 2565 มาประเมินสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยจำลองผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อโครงสร้างต้นทุน”

จากการประเมินเบื้องต้น พบว่า ต้นทุนพลังงานคิดเป็นประมาณ 20% ของต้นทุนรวมของบริษัท แต่หากคิดเทียบกับรายได้จากการขายจะอยู่ที่ประมาณ 2% ของยอดขาย ส่งผลให้หากราคาพลังงานปรับเพิ่มขึ้น ผลกระทบต่อกำไรสุทธิของบริษัทคาดว่าจะอยู่ในระดับประมาณ 1-2% ขณะนี้ยังไม่มีแผนปรับขึ้นราคาสินค้าในระยะสั้น โดยจะเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่และนวัตกรรมสินค้าในระดับพรีเมียมเพื่อเพิ่มมาร์จิ้น แทนการผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิดเป็นรายสัปดาห์ เพื่อประเมินผลกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนและปรับกลยุทธ์การบริหารต้นทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

ลดต้นทุนโลจิสติกส์-คนกลาง

นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แนวโน้มราคาน้ำมันโลกมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นจากปัจจัยด้านอุปทาน โดยเฉพาะเส้นทางขนส่งในตะวันออกกลาง เนื่องจากน้ำมันกว่า 20% ของโลกต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หากการขนส่งสะดุดจะกระทบอุปทานทันที อย่างไรก็ตามไทยยังมีสต็อกน้ำมันสำรองราว 60 วัน แต่ต้องติดตามการบริหารจัดการของภาครัฐอย่างใกล้ชิด

สิ่งที่ภาคธุรกิจกังวลไม่ใช่เพียงการขาดแคลนน้ำมัน แต่คือผลกระทบต่อราคาสินค้าในประเทศ หากในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า น้ำมันล็อตใหม่มีต้นทุนสูงขึ้น ต้นทุนขนส่งจะเพิ่มและดันราคาสินค้าปรับขึ้นตาม จึงเห็นว่ารัฐบาลอาจต้องใช้มาตรการดูแล เช่น กองทุนน้ำมัน การลดภาษีสรรพสามิต หรือการบริหารค่าการตลาด เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน

เอกชนปรับกลยุทธ์รับมือ “สงคราม-ราคาพลังงาน” ดันต้นทุนพุ่ง

ขณะเดียวกันกำลังซื้อในประเทศยังอ่อนแรงจากปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง ทำให้ประชาชนจำนวนมากจำกัดค่าใช้จ่ายด้านอาหาร บางคนตั้งงบเพียงเดือนละ 2,000-3,000 บาท ซึ่งแทบไม่เพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ หากราคาน้ำมันปรับขึ้นจะยิ่งซ้ำเติมค่าครองชีพ ทั้งค่าโดยสาร อาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค

จากการสำรวจสมาชิกสมาคมฯ พบว่าร้านอาหารจำนวนมากมียอดขายไม่ถึง 10,000 บาทต่อวัน ทั้งที่ควรมีรายได้อย่างน้อย 20,000–30,000 บาทต่อวันจึงจะอยู่รอดได้ เนื่องจากยังมีภาระค่าเช่า ค่าจ้างพนักงาน และต้นทุนอื่น ๆ ขณะที่ร้านสตรีทฟู้ดบางแห่งยังทำยอดขายได้ราว 5,000–8,000 บาทต่อวัน แต่ภาพรวมธุรกิจร้านอาหารยังเผชิญแรงกดดันสูง

กลุ่มที่น่ากังวลที่สุดคือร้านอาหารขนาดเล็กและขนาดกลาง หรือร้านไซซ์ S เพราะไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับสตรีทฟู้ดที่ต้นทุนต่ำได้ และไม่มีศักยภาพเทียบเท่าร้านขนาดใหญ่ ส่งผลให้ร้านระดับกลางต้องเผชิญแรงกดดันมากที่สุด

“ภาครัฐควรเร่งส่งเสริมการเชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้ประกอบการร้านอาหารในพื้นที่ เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์และลดการพึ่งพาการขนส่งวัตถุดิบระยะไกล โดยชี้ว่าสินค้าเกษตรไม่ได้มีราคาสูงมาก แต่ต้นทุนเพิ่มขึ้นจากค่าขนส่งและคนกลางหลายทอด หากร้านอาหารเข้าถึงวัตถุดิบใกล้พื้นที่ได้โดยตรงจะช่วยลดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ และสามารถต่อยอดสู่การพัฒนาเมนูอาหารท้องถิ่นในแต่ละจังหวัด

ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการท่องเที่ยวผ่านการท่องเที่ยวเชิงอาหารในระยะยาว ขณะเดียวกันยังเชื่อว่ารัฐบาลจะติดตามสถานการณ์พลังงานอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ผลกระทบจากต่างประเทศลุกลามกระทบประชาชนและผู้ประกอบการมากเกินไป”

เพิ่มสต็อก ลดรอบขนส่ง

นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นหลัก รัฐบาลอาจจำเป็นต้องพิจารณาการกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อเสริมสภาพคล่องกองทุนน้ำมันในระยะสั้นอย่างน้อย 2–3 เดือน ระหว่างติดตามทิศทางสถานการณ์สงครามและราคาน้ำมันในตลาดโลก พร้อมเสนอให้เร่งวางยุทธศาสตร์พลังงานระยะกลางและระยะยาว รวมถึงการส่งเสริมพลังงานทดแทน เช่น โซลาร์เซลล์ ในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ

เอกชนปรับกลยุทธ์รับมือ “สงคราม-ราคาพลังงาน” ดันต้นทุนพุ่ง

ขณะเดียวกันราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจ ทั้งต้นทุนขนส่ง เงินเฟ้อ และราคาสินค้า โดยเฉพาะภาคธุรกิจร้านอาหารที่เริ่มปรับตัวเพื่อลดต้นทุน เช่น เพิ่มการสต๊อกสินค้าเพื่อลดรอบขนส่ง เลือกซัพพลายเออร์ใกล้พื้นที่ และปรับรูปแบบการขนส่ง เพื่อรับมือกับต้นทุนพลังงานที่มีแนวโน้มสูงขึ้น

“ภาคธุรกิจไม่ได้กังวลว่าจะต้องปล่อยราคาตามกลไกตลาดหรือไม่ เพราะเข้าใจว่าราคาน้ำมันต้องสะท้อนต้นทุนจริง แต่รัฐบาลควรประกาศให้ชัดว่าหลัง 15 วัน หากราคาน้ำมันยังสูงจะดำเนินการอย่างไรเสนอว่าหากรัฐจำเป็นต้องปรับราคาน้ำมันควรกำหนดแนวทางปรับขึ้นแบบขั้นบันได เช่น เพิ่มครั้งละกี่บาทต่อลิตร เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถคำนวณต้นทุน และวางแผนบริหารธุรกิจได้ล่วงหน้า”

จี้รัฐหาตลาดใหม่เอื้อ SME

ด้านนายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงและอาจขยายวงกว้าง กำลังสร้างแรงกดดันต่อราคาพลังงานโลก ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคการค้า การบริการ การขนส่งโลจิสติกส์ รวมถึงการส่งออก-นำเข้า และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง

หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ อาจทำให้ต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และกดดันเศรษฐกิจไทยในภาพรวม อย่างไรก็ตาม มาตรการตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน ที่ภาครัฐใช้ในช่วงที่ราคาพลังงานผันผวน ถือเป็นกลไกช่วยบรรเทาผลกระทบระยะสั้น ลดแรงกระแทกของราคาน้ำมัน และช่วยพยุงต้นทุนของภาคธุรกิจและการขนส่งไม่ให้ปรับเพิ่มขึ้นทันทีจากผลของสงคราม

สำหรับสถานการณ์สุขภาพธุรกิจเอสเอ็มอีในช่วงไตรมาส 4 ปี 2568 ก่อนเกิดความตึงเครียดรอบล่าสุด พบว่า มีเพียง 21.1% ที่เติบโตต่อเนื่อง ขณะที่ 33.1% มีรายได้พอครอบคลุมรายจ่ายแต่ไม่พอลงทุน และ 27.7% อยู่ในช่วงชะลอตัวแต่ยังประคองธุรกิจได้ ขณะเดียวกัน 12.0% อยู่ระหว่างปรับโครงสร้างหนี้ 2.5% ขาดทุนต่อเนื่อง และ 3.6% อยู่ในสถานะหนี้เสีย

“ภาครัฐและภาคเอกชนควรร่วมกันยกระดับขีดความสามารถของธุรกิจ ผ่านการขยายตลาดใหม่ ลดต้นทุนวัตถุดิบและพลังงาน บริหารห่วงโซ่อุปทานให้มีเสถียรภาพ และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมเพิ่มผลิตภาพ พร้อมเร่งเพิ่มการเข้าถึงแหล่งทุนและแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน โดยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยควรมุ่งสู่โมเดล “High Speed, High Productivity และ High Value” เพื่อรับมือความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป”

แนะรัฐเร่งแก้ปัญหาขนส่ง

ดร.องอาจ กิตติคุณชัย นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป และประธานบริหาร บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขนส่งในภาคธุรกิจอาหาร ประเด็นแรกที่มีปัญหาคือเรื่องโลจิสติกส์ ต้องดำเนินการไปตามสถานการณ์ คือ ถ้าสินค้าลงเรือหรืออยู่ระหว่างทางที่ส่งไปแล้วให้ปล่อยไป

แต่ส่วนที่ยังอยู่ท่าเรือหรือยังอยู่ในไทยให้หยุดชะงักการส่งออกไปก่อนเพื่อความปลอดภัย ถัดมาคือเรื่องพลังงาน ที่เริ่มมีแนวโน้มจะกระทบมากที่สุด การตรึงราคาน้ำมันทำได้ต้องทำให้เร็ว กองทุนน้ำมันต้องเข้ามามีบทบาทตอนนี้ เพื่อไม่ให้เกิดการชะงักงันของระบบเศรษฐกิจและค่าใช้จ่ายของประชาชนที่จะกระโดดสูงขึ้นกะทันหัน

“ในเรื่องของโลจิสติกส์ เราไม่มีตัวเลือกอื่นเพราะต้องปลอดภัยไว้ก่อน และเรือก็ยังไม่สามารถวิ่งไปตะวันออกกลางได้ ส่วนตลาดอื่นๆ ในเอเชียยังคงขนส่งได้เป็นปกติ แต่ต้นทุนในการขนส่งที่มาจากค่าใช้จ่ายด้านพลังงานพุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดดมากกว่า 20% โชคดีที่ลูกค้าจำนวนหนึ่งเร่งสั่งซื้อของเร็วกว่ากำหนด อาหารยังจำเป็นและคนก็เริ่มแย่งอาหารกัน”

วางแผนรับมือต้นทุนก่อสร้างพุ่ง 10%

ด้านภาคอสังหาริมทรัพย์ตลาดลักชัวรี นายศุภโชค ปัญจทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท ไฟว์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ A5 กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งและสงครามในต่างประเทศมีโอกาสส่งผลกระทบต่อต้นทุนการพัฒนาโครงการ โดยเฉพาะหากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องในระยะยาว ซึ่งจะกระทบต้นทุนวัสดุก่อสร้างและโลจิสติกส์ ทั้งปูน ทราย เหล็ก รวมถึงค่าขนส่ง อย่างไรก็ตามในโครงสร้างต้นทุนของโครงการที่อยู่อาศัย วัสดุก่อสร้างมีสัดส่วนราว 30–40%

ขณะที่ค่าแรงประมาณ 30% ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยบริษัทได้ประเมินแผนรับมือในกรณีที่ต้นทุนก่อสร้างเพิ่มขึ้นราว 10% ไว้แล้ว ทั้งนี้ในตลาดบ้านระดับลักชัวรีผลกระทบต่อราคาขายปลายทางอาจไม่มาก เนื่องจากกำลังซื้อของลูกค้ากลุ่มบนยังมีความยืดหยุ่นต่อราคา

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าสถานการณ์สงครามอาจส่งผลต่อบรรยากาศการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในระยะสั้น เนื่องจากผู้ซื้อบางส่วนอาจชะลอการตัดสินใจเมื่อเห็นความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก แต่ในอีกด้านหนึ่งเหตุการณ์ความขัดแย้งในบางภูมิภาคก็อาจทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนและประชากร ซึ่งในอดีตเคยเห็นแรงซื้อจากต่างชาติในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยเพิ่มขึ้นจากปัจจัยลักษณะนี้เช่นกัน

“ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีลักษณะเฉพาะคือใช้ระยะเวลาพัฒนาโครงการยาวนาน ตั้งแต่ 2-3 ปี ไปจนถึงเกือบสิบปีสำหรับโครงการขนาดใหญ่ การวางแผนจึงต้องมองไปข้างหน้าไกลกว่าธุรกิจทั่วไปหากอ่านเกมพลาดเพียงเล็กน้อย ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอาจกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของโครงการในระยะยาวทันที ภายใต้บริบทเช่นนี้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์อย่างรวดเร็ว ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การกำหนดกลุ่มลูกค้า ไปจนถึงการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ"