thansettakij
thansettakij
เอกชน หนุนครม.สั่ง Work from Home ยุคนี้ทำงานจากที่ไหนก็ได้

เอกชน หนุนครม.สั่ง Work from Home ยุคนี้ทำงานจากที่ไหนก็ได้

10 มี.ค. 2569 | 11:00 น.
อัปเดตล่าสุด :10 มี.ค. 2569 | 11:26 น.

เอกชน เด้งรับ ครม.ออกมาตรการประหยัดพลังงาน สั่งหน่วยงานรัฐเปิดทางข้าราชการทำงานแบบ Work from Home ชี้ยุคดิจิทัลทำงานได้จากทุกที่ ช่วยลดต้นทุน-การจราจรในเมือง แนะประชาชนอย่าตื่น อย่ากักตุนสินค้า

KEY

POINTS

  • ภาคเอกชน โดยสมาคมภัตตาคารไทย สนับสนุนมติคณะรัฐมนตรีที่ให้ข้าราชการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home)
  • มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดการใช้พลังงานจากการเดินทางและในสำนักงาน เพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านพลังงานจากสถานการณ์โลก
  • ภาคเอกชนชี้ว่าในยุคปัจจุบัน หลายตำแหน่งงานสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยประหยัดพลังงานได้อย่างมีนัยสำคัญ

คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติออกมาตรการเร่งด่วนรับมือความเสี่ยงด้านพลังงานจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยให้หน่วยงานดำเนินการมาตรการประหยัดพลังงานอย่างเข้มข้น พร้อมเปิดทางให้ข้าราชการที่สามารถปฏิบัติงานนอกสถานที่ได้ทำงานแบบ Work from Home เพื่อลดการเดินทางและการใช้พลังงานในสำนักงาน

นอกจากนี้ยังมีมาตรการอื่นประกอบด้วย อาทิ รณรงค์ถอดสูทเพื่อลดการใช้แอร์ ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในอาคารราชการเป็น 26 องศาเซลเซียส และระงับหรือชะลอการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศที่ไม่จำเป็น มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดการใช้พลังงานของภาครัฐ และบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานโลกที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชนในระยะต่อไป

นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยข้อมูลกับ 'ฐานเศรษฐกิจ' ว่า เห็นด้วยกับมาตรการของรัฐบาลโดยเฉพาะการให้ข้าราชการทำงานจากที่บ้าน ซึ่งสามารถช่วยลดการใช้พลังงานได้จริง

“ปัจจุบันหลายงานสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ การลดการเดินทางไปสำนักงานช่วยประหยัดพลังงานได้มาก เพราะบางคนต้องออกจากบ้านตั้งแต่เช้าเพื่อเดินทางไปทำงาน” 

มองว่าการลดการเดินทางและการใช้รถยนต์ส่วนตัวจะช่วยลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังช่วยลดความแออัดบนท้องถนนในเขตเมือง

นางฐนิวรรณ กุลมงคล

แนะประชาชนอย่าตื่นตระหนกกักตุนสินค้า

นางฐนิวรรณ ยังเรียกร้องให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนกกับสถานการณ์พลังงาน โดยเฉพาะการกักตุนสินค้าอุปโภคบริโภคหรือการกักตุนน้ำมัน “ไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนกจนไปกักตุนสินค้า เพราะประเทศไทยยังมีความมั่นคงทางอาหาร มีสินค้าเกษตรเพียงพอสำหรับการบริโภคในประเทศ”

ทั้งนี้หากทุกคนช่วยกันประหยัดพลังงาน น้ำมันสำรองของประเทศซึ่งคาดว่าจะใช้ได้ประมาณ 2–3 เดือน อาจยืดระยะเวลาใช้งานออกไปได้อีก และสถานการณ์โลกก็อาจคลี่คลายก่อนที่จะเกิดผลกระทบรุนแรง

วิกฤตพลังงานครั้งนี้อาจเป็นโอกาสให้ประเทศปรับตัว โดยเฉพาะการลดการขนส่งสินค้าเกินความจำเป็น และหันมาใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นมากขึ้น หากผู้ประกอบการใช้วัตถุดิบในพื้นที่มากขึ้น จะช่วยลดการใช้พลังงานด้านโลจิสติกส์ และยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่นได้อีกทางหนึ่ง

อย่างไรก็ตามภาคธุรกิจยังคงติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานโลกอย่างใกล้ชิดเนื่องจากหากราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนของผู้ประกอบการและกำลังซื้อของผู้บริโภคในระยะต่อไป