thansettakij
สมาคมภัตตาคารไทยกระทุ้งรัฐเข็น ‘คนละครึ่งพลัส’ ชุบชีวิตร้านอาหาร ชี้งบน้อยก็ต้องทำ

สมาคมภัตตาคารไทยกระทุ้งรัฐเข็น ‘คนละครึ่งพลัส’ ชุบชีวิตร้านอาหาร ชี้งบน้อยก็ต้องทำ

12 ก.พ. 2569 | 22:30 น.

สมาคมภัตตาคารไทย ยัน 'คนละครึ่งพลัส' คือทางรอดเศรษฐกิจฐานราก แม้รัฐจะลดวงเงินก็ควรเร่งมือ ชี้ช่วยปั๊มยอดขายร้านเล็กจากวันละ 500 พุ่งหลักหมื่น พร้อมแนะรัฐเร่งเบิกจ่ายงบปี 69 พยุงกำลังซื้อก่อนวิกฤตลาม

KEY

POINTS

  • สมาคมภัตตาคารไทยเรียกร้องให้รัฐบาลนำโครงการ “คนละครึ่ง” กลับมาใช้ใหม่ เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อและพยุงธุรกิจร้านอาหารรายย่อย
  • ชี้ว่าแม้รัฐบาลจะมีงบประมาณจำกัดและอาจลดวงเงินลง ก็ควรเร่งดำเนินโครงการโดยเร็วที่สุด เพราะเป็นมาตรการที่เห็นผลเร็วและตรงจุด
  • ยกตัวอย่างความสำเร็จในอดีตที่โครงการช่วยเพิ่มยอดขายให้ร้านอาหารรายย่อยจากหลักร้อยบาทต่อวันเป็นหลักพันถึงหมื่นบาท ทำให้ธุรกิจรอดพ้นจากการปิดกิจการ
  • สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ผู้ประกอบการในระบบภาษี (VAT) เสียเปรียบในการแข่งขันกับผู้ที่อยู่นอกระบบ ซึ่งเป็นผลกระทบจากเงื่อนไขโครงการ

ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวอย่างเปราะบาง มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อระดับฐานรากกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง โดย “คนละครึ่งพลัส” ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่เห็นผลเร็วและตรงจุด ล่าสุดนายกสมาคมภัตตาคารไทยชี้ แม้รัฐบาลจะเริ่มได้เพียงเฟสแรก วงเงินลดลง แต่หากเดินหน้าเร็ว จะช่วยพยุงกำลังซื้อประชาชนและต่ออายุธุรกิจรายย่อยได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังค้างคาในระบบภาษีและการแข่งขันของผู้ประกอบการร้านอาหาร

นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยข้อมูลกับ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ว่า หากรัฐบาลตัดสินใจเริ่มดำเนินการทันที แม้จะยังไม่มีงบประมาณเพียงพอและสามารถทำได้เพียงเฟสแรก วงเงินลดลงเหลือประมาณ 800 บาทต่อคน ไม่เต็มเหมือนรอบก่อนหน้า ก็ยังถือว่าเป็นมาตรการที่ควรทำ เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา โครงการดังกล่าวให้ผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจฐานรากอย่างชัดเจน

ในรอบก่อนหน้า แม้มาตรการจะดำเนินการเพียงราว 2 เดือน แต่ผลที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะต่อประชาชนประมาณ 20 ล้านคนที่ได้รับสิทธิ์ ซึ่งเท่ากับมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นเฉลี่ยคนละ 2,000–2,400 บาทในช่วงเดือนพฤศจิกายน–ธันวาคม ส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนฟื้นตัว และบรรยากาศทางเศรษฐกิจในระดับชุมชนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “คำว่าเงียบในช่วงนั้น ไม่ได้หมายถึงเศรษฐกิจหยุดนิ่ง แต่หมายถึงความสุขของคน เพราะเขามีเงินใช้ มีทางเลือกในการจับจ่ายมากขึ้น”

ยกตัวอย่างผู้ประกอบการร้านอาหารรายย่อยที่ได้รับอานิสงส์จากโครงการ ซึ่งมีผู้ประกอบการหลายรายสะท้อนตรงกันว่า ก่อนมีมาตรการ ยอดขายลดลงต่อเนื่อง จากวันละ 5,000 บาท เหลือเพียง 500 บาท จนขาดสภาพคล่อง ไม่มีเงินหมุนเวียนสำหรับซื้อวัตถุดิบ และมีแนวโน้มต้องปิดกิจการ แต่เมื่อโครงการคนละครึ่งเริ่มต้น ยอดขายเพิ่มขึ้นทันทีเป็นวันละ 8,000–10,000 บาท ทำให้สามารถประคองธุรกิจต่อไปได้

แม้มาตรการจะสิ้นสุดลงในช่วงปลายเดือนธันวาคมและยอดขายจะกลับมาชะลอตัวอีกครั้ง แต่ช่วงเวลาที่โครงการดำเนินการนั้นช่วยให้ผู้ประกอบการจำนวนมากมีโอกาสตั้งหลัก มีทุนหมุนเวียน และสร้างฐานลูกค้าประจำ ซึ่งถือเป็นผลลัพธ์เชิงโครงสร้างที่สำคัญต่อเศรษฐกิจรายย่อย

นางฐนิวรรณ กุลมงคล

 

สำหรับกลไกของโครงการ จุดแข็งของคนละครึ่งคือการเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชนโดยตรง ผ่านการช่วยจ่ายครึ่งหนึ่งของราคาสินค้าและบริการ ทำให้ประชาชนสามารถซื้อของได้มากขึ้นในงบประมาณเท่าเดิม ขณะเดียวกันผู้ประกอบการ โดยเฉพาะร้านอาหารและร้านค้ารายเล็ก ก็มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

“มาตรการนี้ไม่ได้เอื้อเฉพาะร้านอาหาร แต่กระจายรายได้ไปถึงร้านค้ารายย่อยจำนวนมาก เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากได้ตรงจุด”

อย่างไรก็ตามนางฐนิวรรณสะท้อนถึงปัญหาที่เกิดควบคู่กับนโยบาย โดยเฉพาะเงื่อนไขรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นเส้นแบ่งสำคัญของผู้ประกอบการที่อยู่นอกและในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) โดยผู้ประกอบการรายเล็กที่ยังไม่เข้าสู่ระบบ VAT จะมีต้นทุนต่ำกว่า เนื่องจากไม่ต้องแบกรับภาระค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมาย ประกันสังคม หรือระบบบัญชีภาษีซื้อ–ขายรายเดือน

ขณะที่ผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดเล็กถึงกลาง (ไซส์ S) ที่อยู่ในระบบ VAT ต้องแบกรับต้นทุนดังกล่าวทั้งหมด แต่กลับไม่สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์จากมาตรการบางรูปแบบได้ ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการแข่งขันระหว่างร้านค้าที่อยู่ในและนอกระบบภาษี

“ร้านที่อยู่นอกระบบสามารถเข้าร่วมโครงการและขายดีขึ้นทันที ขณะที่ร้านที่อยู่ในระบบต้องแบกรับต้นทุนสูงกว่า แต่กลับไม่ได้รับสิทธิ์เท่ากัน นี่คือปัญหาที่สะสมอยู่ในโครงสร้าง”

ในกรณีที่รัฐบาลจำเป็นต้องรอใช้งบประมาณปีถัดไป ส่งผลให้โครงการคนละครึ่งต้องเลื่อนออกไปจนถึงช่วงปลายปี นางฐนิวรรณมองว่า แม้มาตรการจะเริ่มช้าลง แต่ยังคงสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคเมื่อได้รับสิทธิ์ ย่อมมีการนำเงินไปใช้จ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะเปราะบาง ทั้งจากปัจจัยในประเทศและเศรษฐกิจโลก

หากรัฐบาลใช้งบประมาณประมาณ 40,000 ล้านบาทในโครงการคนละครึ่ง จะทำให้เกิดมูลค่าการใช้จ่ายในระบบไม่ต่ำกว่า 80,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดในเชิงเศรษฐกิจจริง อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลสามารถเร่งดำเนินการได้ตั้งแต่ช่วงต้น จะให้ผลดีกว่าการรอไปจนถึงปลายปี เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว การอัดฉีดเม็ดเงินเร็วจะช่วยพยุงกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของทั้งประชาชนและผู้ประกอบการได้มากกว่า

นอกจากนี้ นางฐนิวรรณยังเสนอว่า แม้รัฐบาลยังไม่ออกมาตรการกระตุ้นใหม่ ก็สามารถช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ทันที ด้วยการเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน โดยเฉพาะงบรายจ่ายประจำและโครงการที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาแล้ว ให้มีการเบิกจ่ายอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

“หากภาครัฐเร่งจ่ายเงินให้เอกชนที่เป็นคู่สัญญา เงินก็จะหมุนต่อไปสู่ค่าแรง ค่าวัตถุดิบ และการใช้จ่ายในระบบ เศรษฐกิจก็จะขยับได้ทันที โดยไม่ต้องรอนโยบายใหม่”

ทั้งนี้ การกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะเปลี่ยนผ่านของรัฐบาลใหม่ ควรดำเนินการควบคู่กันทั้งการเร่งใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ และการออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อที่เข้าถึงประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยอย่างแท้จริง