KEY
POINTS
ในสภาวะที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความผันผวน ทั้งจากปัจจัยทางการเมืองที่กำลังก้าวสู่การเลือกตั้ง และต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อุตสาหกรรม "ร้านอาหาร" ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจปากท้องกำลังตกอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ เสียงสะท้อนจาก นางสาวฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าแม้จะมีความหวังในการฟื้นตัว แต่ยังมี "ช่องว่าง" ขนาดใหญ่ในเชิงนโยบายที่รัฐบาลชุดใหม่จำเป็นต้องเร่งแก้ไข
จากการติดตามนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ พบว่าส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่นโยบายเศรษฐกิจมหภาคและการท่องเที่ยว แต่ยังไม่มีพรรคใดที่เสนอแผนงานเชิงลึกสำหรับธุรกิจร้านอาหารโดยเฉพาะ
ด้วยเหตุนี้ สมาคมภัตตาคารไทยจึงตัดสินใจจัดทำ Road Map หรือแผนการดำเนินงานของภาคเอกชนเอง เพื่อเตรียมเสนอต่อรัฐบาลใหม่ไม่ว่าจะเป็นพรรคใดก็ตาม โดยเน้นการสร้างเนื้อหาและทิศทางที่ชัดเจนมากกว่าการรอคอยความช่วยเหลือฝ่ายเดียว
หนึ่งในปัญหาเศรษฐกิจที่รุนแรงคือความผันผวนของราคาสินค้าเกษตรซึ่งเป็นต้นทุนหลักของร้านอาหาร
นอกจากนี้ สมาคมฯ มองว่าการแข่งขันกันเองภายในประเทศที่มีประชากรเพียง 70 ล้านคนนั้นไม่เพียงพอต่อการเติบโต ดังนั้นจึงเห็นควรให้มีการขยายตลาดออกไปยังต่างประเทศ โดยการสร้างแบรนด์อาหารไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล โมเดล Thai Fast Food ที่เสนอให้ผลักดันอาหารไทย เช่น ผัดไทย หรือข้าวแกง ให้กลายเป็นรูปแบบฟาสต์ฟู้ดที่กระจายไปได้ทั่วโลก เช่นเดียวกับโมเดลของเฝอเวียดนามที่ได้รับความนิยมจากฝรั่ง อาจเป็นแนวทางที่เหมาะสมในการเพิ่มโอกาสเติบโตในต่างประเทศ
นอกจากนี้ การสร้างมูลค่าเพิ่มก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่สำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับไก่ทอดเกาหลี (Bonchon) หรือ KFC ที่สามารถสร้างมูลค่ามหาศาลจากต้นทุนไก่ดิบในไทยที่ไม่สูงมาก หากไทยสามารถสร้างแบรนด์ไก่ทอดหาดใหญ่หรือไก่ย่างให้เป็นแบรนด์สากลได้ ก็จะสามารถสร้างเม็ดเงินหมื่นล้านบาทกลับเข้าประเทศได้ไม่ยาก
นโนบายแต่ละพรรคในการปรับขึ้นค่าแรงเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความอยู่รอดของธุรกิจ โดยเฉพาะในภาคที่มีการใช้แรงงานจำนวนมาก เช่น ร้านอาหาร ซึ่งมีต้นทุนแฝงที่นายจ้างต้องรับผิดชอบ ไม่เพียงแค่ค่าแรงรายวัน แต่ยังรวมถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น เงินสมทบประกันสังคมและสวัสดิการต่าง ๆ ที่ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานสูงขึ้น หากการปรับค่าแรงทำโดยไม่คำนึงถึงความสามารถในการแบกรับต้นทุนของธุรกิจ นายจ้างอาจเลือกปิดกิจการหรือย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการตกงานจำนวนมาก
เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหานี้ การปรับค่าแรงควรทำผ่านกลไกของคณะกรรมการไตรภาคี ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคแรงงาน โดยรัฐบาลควรพิจารณาเพิ่มภาษีจากสินค้าที่เป็นโทษต่อสังคม เช่น เหล้า เบียร์ และบุหรี่ เพื่อนำรายได้จากการเก็บภาษีเหล่านี้มาใช้ในการสนับสนุนด้านสาธารณสุข หรือช่วยบรรเทาผลกระทบจากการปรับค่าแรงแก่ธุรกิจและแรงงานได้มากขึ้น
ในส่วนของเสถียรภาพทางการเมือง ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อการฟื้นตัวของกำลังซื้อของประชาชน โดยเฉพาะในภาคธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา เศรษฐกิจร้านอาหารเงียบเหงาเนื่องจากประชาชนขาดกำลังซื้อ และการขาดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง เช่น โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่ไม่สามารถสร้างความมั่นใจในกำลังซื้อได้อย่างยั่งยืน ภาคธุรกิจจึงหวังว่า รัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพจะสามารถดำเนินนโยบายเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถผลักดัน GDP ให้เติบโตได้
ซึ่งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจร้านอาหารไทยหลังจากนี้จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการระหว่างภาคเกษตรและภาคบริการ โดยการขยายตลาดไปสู่ระดับสากลมากกว่าการตัดราคากันเองภายในประเทศ ทั้งนี้การมีเสถียรภาพทางการเมืองและการบริหารจัดการต้นทุนแรงงานอย่างเป็นธรรมผ่านกลไกไตรภาคี จะเป็นกุญแจสำคัญในการทำให้ธุรกิจ SME และร้านอาหารไทยเติบโตอย่างยั่งยืน
โดยประเทศไทยเปรียบเสมือน เครื่องบินลำใหญ่ที่มีเครื่องยนต์แข็งแรงและโครงสร้างที่ดีเยี่ยม มีทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม แต่สิ่งที่ขาดคือ กัปตันและทีมบริหารที่เก่ง ซึ่งก็คือรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์และเสถียรภาพ เพื่อนำพาประเทศไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริงและยั่งยืน