thansettakij
เอกชน จี้รัฐบาลใหม่เร่งเครื่องดันเศรษฐกิจไทย 3 เดือนแรกต้องฟื้น

เอกชน จี้รัฐบาลใหม่เร่งเครื่องดันเศรษฐกิจไทย 3 เดือนแรกต้องฟื้น

14 ก.พ. 2569 | 05:35 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ก.พ. 2569 | 05:35 น.

เอกชนชี้เศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้น เปราะบางสุดในรอบหลายสิบปี เสนอรัฐบาลใหม่ 3 เดือนแรกต้องมีนโยบายเศรษฐกิจชัดเจน วางแผนระยะสั้น–กลาง–ยาว ยกเครื่องอุตสาหกรรม เกษตร ระบบราชการ ควบคู่สร้างเสถียรภาพการเมือง เพื่อเรียกความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ

KEY

POINTS

  • ภาคเอกชนเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่เร่งดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมภายใน 3 เดือนแรก เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะเปราะบาง
  • ต้องมีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่เป็นระบบครอบคลุม 3 ระยะ คือ ระยะสั้น (อัดฉีดเงิน), ระยะกลาง (ปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมและเกษตร), และระยะยาว (ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการศึกษา)
  • เสนอให้ปรับเปลี่ยนแนวคิดการบริหารจาก "รัฐราชการ" เป็น "รัฐประชาชน" โดยเปิดให้เอกชนและผู้เชี่ยวชาญมีส่วนร่วมในการวางนโยบายเพื่อแก้ปัญหาเชิงลึก
  • ชี้ว่าเสถียรภาพทางการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องดำเนินควบคู่ไปกับนโยบายเศรษฐกิจที่ดี เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนประเทศได้อย่างยั่งยืน

นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย ให้สัมภาษณ์กับ ฐานเศรษฐกิจ ถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยภายหลังการเลือกตั้ง โดยสะท้อนมุมมองตรงไปตรงมาว่า รัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศ โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรก จำเป็นต้องเร่งแสดงบทบาทด้านเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นระบบ เพราะเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะเปราะบาง “หนักที่สุดในรอบหลายสิบปี”

ตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมารวมถึงปี 2569 เศรษฐกิจไทยยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างแท้จริงสะท้อนจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำ แม้ GDP จะเป็นเพียงตัวเลข แต่ก็เป็นดัชนีสำคัญที่สะท้อนศักยภาพการบริหารของรัฐบาลทั้งรัฐบาลในอดีตและรัฐบาลใหม่ในอนาคต

รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องมีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเป็นระบบ ไม่ใช่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยควรวางโครงสร้างนโยบายให้ชัดเจนครอบคลุม 3 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อสร้างความต่อเนื่องและความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจ

ระยะสั้น อัดฉีดได้ แต่ต้องไม่ใช่คำตอบเดียว

ในระยะสั้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยังคงมีความจำเป็น โดยเฉพาะการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ เพื่อประคองกำลังซื้อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นแนวทางที่รัฐบาลหลายชุดเคยใช้ อย่างไรก็ตาม นายสรเทพเตือนว่า มาตรการลักษณะนี้เป็นเพียง “ยาพยุงอาการ” หากไม่มีแผนระยะกลางและระยะยาวรองรับ ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้

ระยะกลาง เปลี่ยนรัฐราชการ สู่รัฐประชาชน

หัวใจสำคัญอยู่ที่มาตรการระยะกลาง โดยรัฐบาลใหม่โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ต้อง “ปรับวิธีคิด” จากการบริหารแบบ รัฐราชการ ที่ภาครัฐเป็นศูนย์กลางในการกำหนดทิศทางและออกกฎหมายควบคุม มาเป็น รัฐประชาชน ที่ยึดประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบเศรษฐกิจเป็นศูนย์กลาง

นายสรเทพ โรจน์พจนารัช

 

โดยเสนอให้เปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข หรืออุตสาหกรรมต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบและวางแผนพัฒนาประเทศอย่างบูรณาการ เพราะกลุ่มเหล่านี้เข้าใจปัญหาเชิงลึก จุดอ่อน และข้อจำกัดของเศรษฐกิจไทยได้ดีกว่าการกำหนดนโยบายจากส่วนกลางเพียงฝ่ายเดียว

ในมิติภาคอุตสาหกรรมประเทศไทยไม่สามารถพึ่งพาโมเดล “รับจ้างผลิต” ต่อไปได้อีกแล้ว รัฐบาลใหม่ต้องยกเครื่องโครงสร้างอุตสาหกรรม หันไปสู่การผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ มีนวัตกรรม และมีมูลค่าเพิ่มสูง พร้อมกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมใหม่อย่างชัดเจน

ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาของภาครัฐมักเป็นลักษณะเฉพาะหน้า ขาดแผนพัฒนาเศรษฐกิจแบบบูรณาการ ทั้งด้านการส่งออก การรับมือมาตรการภาษีจากต่างประเทศ และการสร้างอุตสาหกรรมอนาคต ส่งผลให้ภาคธุรกิจขาดความเชื่อมั่นและไม่กล้าลงทุนระยะยาว

สำหรับภาคเกษตรโครงสร้างเกษตรไทยแทบไม่เปลี่ยนแปลงตลอดหลายปีที่ผ่านมา เกษตรกรยังยากจนต่อเนื่องหลายชั่วอายุคน ขณะเดียวกันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้แรงงานภาคเกษตรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

รัฐบาลจึงควรวางยุทธศาสตร์ใหม่ ปรับสู่ เกษตรสมัยใหม่ กำหนดพื้นที่เพาะปลูกให้เหมาะสมกับชนิดสินค้า ลดปัญหาสินค้าล้นตลาดและราคาตกต่ำ ซึ่งทั้งหมดควรถูกบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะกลางแบบบูรณาการ ครอบคลุมทั้งภาคการท่องเที่ยว อุตสาหกรรม และเกษตรกรรม ไม่แยกส่วนเหมือนที่ผ่านมา

ระยะยาว โครงสร้างพื้นฐาน–การศึกษา–ราชการ ต้องเดินพร้อมกัน

ในระยะยาวรัฐบาลต้องเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะระบบคมนาคม เช่น รถไฟความเร็วสูง ที่ถูกพูดถึงมากว่า 10 ปีแต่ยังไม่คืบหน้า ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเดินหน้าไปไกลแล้ว

แม้ระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ จะมีการขยายเส้นทางจำนวนมาก แต่ยังขาดการเชื่อมโยงเป็นระบบเดียว ทั้งด้านเทคโนโลยีและระบบตั๋วโดยสาร ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถเริ่มแก้ไขได้ทันที หากมีการบริหารจัดการที่จริงจัง

ด้านการศึกษาเห็นว่าต้องเริ่มปฏิรูปตั้งแต่วันนี้ ทั้งการปรับระยะเวลาการเรียนให้สอดคล้องกับความต้องการแรงงานจริง เช่น สาขาการท่องเที่ยวหรือคหกรรมศาสตร์ รวมถึงการใช้งบประมาณด้านการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะคุณภาพการศึกษาของไทยกำลังถดถอยและถูกหลายประเทศในอาเซียนแซงหน้าไปแล้ว

รีเชฟระบบราชการ ลดภาระงบประจำ

อีกโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลใหม่ต้องเผชิญคือการปรับโครงสร้างระบบราชการ ปัจจุบันงบประมาณแผ่นดินกว่า 70% ถูกใช้ไปกับเงินเดือน สวัสดิการข้าราชการ และนโยบายประชานิยม ทำให้เหลืองบลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศในสัดส่วนจำกัด

นายสรเทพเสนอให้รัฐบาลต้องมีความกล้าหาญในการ “รีเชฟ” ระบบราชการ ลดจำนวนข้าราชการส่วนกลาง และกระจายทรัพยากรสู่ระดับภูมิภาค พร้อมยกตัวอย่างประเทศเวียดนามที่ลดขนาดภาครัฐและเปิดทางเกษียณก่อนกำหนด ส่งผลให้ประหยัดงบประมาณได้ถึง 15%

เสถียรภาพการเมือง ต้องเดินคู่เศรษฐกิจ

ท้ายที่สุด นายสรเทพเปรียบความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับเศรษฐกิจว่าเป็น “ไก่กับไข่” หากมีนโยบายเศรษฐกิจที่ดี แต่รัฐบาลขาดเสถียรภาพ ก็ไม่สามารถขับเคลื่อนประเทศในระยะยาวได้

โดยมองว่าประเทศไทยติดหล่มทั้งปัญหาเสถียรภาพการเมืองและกฎหมายที่ล้าสมัย การแก้ไขกฎหมายและรัฐธรรมนูญให้ทันสมัย เพื่อสร้างสมดุลอำนาจ ควบคู่กับการวางนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจน จึงเป็นสิ่งที่ต้องเดินไปพร้อมกัน

“ประเทศต้องมีทั้งเสถียรภาพและนโยบายเศรษฐกิจ ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง” นายสรเทพกล่าวทิ้งท้าย