

KEY
POINTS
ภาคธุรกิจส่งสัญญาณเตือนเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ช่วงเปราะบางท่ามกลางภาวะสุญญากาศทางการเมืองระหว่างรอการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งอาจกินเวลานานราว 2 เดือน หรือยืดเยื้อไปถึงไตรมาส 2 ของปี ส่งผลให้การขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐชะลอตัว การลงทุนใหม่หยุดนิ่ง และกำลังซื้อในประเทศอ่อนแรงลงอย่างมีนัยสำคัญ
นาย สรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมโฮสเทลประเทศไทย เปิดเผยกับ ฐานเศรษฐกิจ ว่า ช่วงสุญญากาศทางการเมืองถือเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการทำงานของภาครัฐถูกจำกัด ความไม่แน่นอนด้านนโยบายเพิ่มสูง และความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเริ่มสั่นคลอน
นายสรเทพประเมินว่า ผลกระทบจากสุญญากาศทางการเมืองสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ซึ่งแต่ละระยะมีความรุนแรงและความเสี่ยงแตกต่างกัน
ระยะแรก ยุบสภา–เลือกตั้ง (ราว 60 วัน)
ในช่วงที่รัฐบาลอยู่ในสถานะรักษาการ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายโครงการไม่สามารถเดินหน้าได้ โดยเฉพาะโครงการใหม่ ส่งผลให้เศรษฐกิจที่เคยเริ่มฟื้นตัวจากมาตรการก่อนหน้ากลับชะลอลงอย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างชัดเจนคือ เมื่อมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายอย่าง “คนละครึ่งพลัส” หยุดลงกำลังซื้อในระบบก็หายไปทันที กระทบผู้ประกอบการรายย่อย ร้านอาหาร และธุรกิจบริการโดยตรง
อย่างไรก็ตามปัจจัยบวกในระยะนี้คือการที่ช่วงยุบสภาตรงกับฤดูกาลท่องเที่ยว ทำให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศเฉลี่ยวันละกว่า 1 แสนคน ช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว โรงแรม และร้านอาหาร แม้จะเป็นเพียงแรงประคองชั่วคราว
ระยะกลาง หลังเลือกตั้ง–รอความชัดเจนนโยบาย
ความน่ากังวลในระยะนี้คือการฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ เช่น ภาคใต้และอำเภอหาดใหญ่ รวมถึงจังหวัดที่ประสบอุทกภัยรุนแรงก่อนหน้านี้ มาตรการฟื้นฟู SME การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตประชาชนยังไม่สามารถดำเนินการได้เต็มที่
ขณะเดียวกันสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนและเศรษฐกิจของ 6 จังหวัดที่พึ่งพาการค้าข้ามแดนเป็นหลัก เมื่อมีการปิดด่านหรือจำกัดการผ่านเข้าออก ย่อมกระทบต่อผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่โดยตรง อีกทั้งการเจรจาระหว่างประเทศด้านการค้า ภาษี และมาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจมักชะลอ เพราะยังไม่มีรัฐบาลชุดใหม่ ทำให้นักลงทุนต่างชาติเลือก “ชะลอการตัดสินใจ” เพื่อรอดูทิศทางนโยบาย ส่งผลให้การลงทุนใหม่หยุดนิ่ง
ระยะปลาย รอจัดตั้งรัฐบาล–ถวายสัตย์ปฏิญาณ
ระยะนี้ถูกมองว่าน่ากังวลมากที่สุด หากกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อไปถึงไตรมาส 2 ข้าราชการในหลายกระทรวงมักอยู่ในโหมด “เกียร์ว่าง” เพื่อรอดูนโยบายและตัวรัฐมนตรีใหม่ การอนุมัติโครงการ การเบิกจ่ายงบประมาณ และการผลักดันนโยบายสำคัญจึงชะลอลงหรือหยุดไปโดยปริยาย กระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หากได้รัฐบาลใหม่ นายสรเทพเสนอ 3 เรื่องเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจที่ควรดำเนินการทันที เพื่อประคองเศรษฐกิจและฟื้นความเชื่อมั่น
1.อัดฉีดและฟื้นฟู SME โดยเฉพาะ Micro และ Nano SME
เศรษฐกิจที่ซบเซายาวนานทำให้ SME จำนวนมากขาดสภาพคล่อง มาตรการที่ผ่านมาเข้าถึงเพียง SME ที่อยู่ในระบบภาษี ขณะที่ Micro SME ซึ่งมีมากกว่า 1.8 ล้านราย กลับเข้าไม่ถึงแหล่งทุน ทั้งที่ต้องการเงินกู้เพียงหลักหมื่นถึงแสนบาทเพื่อประคองธุรกิจ
2.ผลักดันการส่งออกและการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง
การท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักอันดับ 2 ของประเทศ มีแรงงานกว่า 3.9 ล้านคน และสร้างรายได้มากกว่า 1.7 ล้านล้านบาทต่อปี แต่ที่ผ่านมา นโยบายยังขาดความต่อเนื่องและชัดเจน มักเป็นเพียงมาตรการระยะสั้น
3.ดูแลธุรกิจร้านอาหารอย่างเป็นระบบ
ธุรกิจร้านอาหารมีห่วงโซ่อุปทานกว้าง ตั้งแต่เกษตรกร ตลาดสด แรงงาน ไปจนถึงผู้บริโภค มีแรงงานอยู่ในระบบราว 1.75 ล้านคน แต่กลับไม่ได้รับการดูแลเชิงนโยบายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะร้านอาหาร SME และ Micro SME
ทั้งนี้ความเร็วและความชัดเจนของรัฐบาลใหม่จะเป็นปัจจัยชี้ขาด หากปล่อยให้สุญญากาศทางการเมืองยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยอาจสูญเสียโอกาสฟื้นตัว และความเสียหายอาจลุกลามจากระยะสั้นไปสู่เชิงโครงสร้างในระยะยาว