thansettakij
แนะ ‘รัฐบาลใหม่’ บริหารแบบมืออาชีพ แก้ทุจริต กระตุ้นเศรษฐกิจ

แนะ ‘รัฐบาลใหม่’ บริหารแบบมืออาชีพ แก้ทุจริต กระตุ้นเศรษฐกิจ

12 ก.พ. 2569 | 21:31 น.

เอกชนชี้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยเปราะบาง ชูโมเดลบริหารประเทศแบบมืออาชีพ แนะแนวทางการต่อต้านคอร์รัปชันเชิงระบบ และการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้แก่ประชาชนเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว

KEY

POINTS

  • เสนอให้รัฐบาลใหม่บริหารประเทศแบบ "ดรีมทีม" โดยรวบรวมมืออาชีพจากทุกพรรคการเมือง และให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส
  • เรียกร้องให้ประกาศนโยบายปราบปรามการทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะกับกลุ่มทุนสีเทาและแก๊งสแกมเมอร์
  • แนะแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างรอบคอบโดยไม่สร้างหนี้สาธารณะเพิ่ม เช่น การลดภาษีหัก ณ ที่จ่าย แทนการอัดฉีดเงินแบบประชานิยม
  • ส่งเสริมให้คนไทยหันมาอุดหนุนสินค้าและแบรนด์ไทย เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจในประเทศและลดการพึ่งพาเศรษฐกิจโลก

ดร.รีเบคก้า รัสเซลล์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานสื่อสารองค์กร บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความผันผวนและปัจจัยท้าทายรอบด้าน หากเปรียบประเทศไทยเป็นเหมือน "บริษัทจำกัด (มหาชน)" บรรทัดสุดท้ายที่ทุกคนควรคำนึงถึงคือผลประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนในฐานะผู้ถือหุ้นแนวคิดนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการปฏิรูปทั้งในเชิงเศรษฐกิจและนโยบายการป้องกันการทุจริตที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน

วันนี้สัญญาณบวกที่ส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย ถูกบดบังด้วยบรรยากาศการเมือง แม้เศรษฐกิจไทยจะเริ่มส่งสัญญาณบวกและค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ต้นปี แต่บรรยากาศโดยรวมกลับถูกรบกวนด้วยปัจจัยทางการเมืองที่เข้ามาแทรกแซง บรรยากาศที่ "ท็อกซิก" (Toxic) หรือการใช้ความรุนแรงในเชิงคำพูดและการเห็นต่างในสังคม ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ

มุมมองต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ มาตรการ "คนละครึ่ง" ถือว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยกระจายเงินลงสู่รากหญ้าและร้านค้ารายย่อยได้ดี ช่วยสร้างการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจได้หลายรอบ และที่สำคัญคือเป็นรากฐานที่ทำให้คนไทยทุกระดับเกิดการเรียนรู้ด้าน ดิจิทัล (Digital Literacy) ผ่านการใช้งานแอปพลิเคชันเป๋าตัง

อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลใช้วิธีการอัดฉีดเงินเพียงอย่างเดียว อาจทำให้ประชาชนเกิดอาการ "เสพติด" และรอคอยเพียงความช่วยเหลือจากรัฐ และหากรัฐบาลไม่มีเงิน สำคัญคือต้องไม่กู้เงินมาเพื่อทำนโยบายประชานิยม เพราะนั่นไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริง แต่เป็นการแก้เพียงอาการชั่วคราวและสร้างภาระหนี้ใหม่ในอนาคต

“การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในภาพใหญ่ที่มีความรอบคอบในเชิงนโยบายภาษีและการบริหารจัดการงบประมาณ, เช่น แนวคิดการปรับลดภาษีหัก ณ ที่จ่าย เพื่อเพิ่มกระแสเงินสดในกระเป๋าของประชาชนในระยะสั้น แม้จะเป็นการ "กู้เงินตัวเอง" มาใช้ก่อน แต่ก็ดีกว่าการเป็นหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยแก่ผู้อื่น”

วิกฤตหนี้ครัวเรือนและค่านิยม "Buy "ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง" (Buy Now Pay Later) อีกหนึ่งปัจจัยที่เป็นระเบิดเวลาของเศรษฐกิจไทยคือพฤติกรรมการใช้เงินของผู้บริโภค ซึ่งเป็นสิ่งที่อันตราย ที่กำลังระบาดในสังคมไทย พฤติกรรมการรูดบัตรเครดิต หรือการใช้โปรโมชั่นผ่อน 0% โดยไม่คำนวณความสามารถในการจ่ายคืนที่แท้จริง เป็นการสะสมภาระหนี้ที่เกินตัว

การแก้ปัญหาคอร์รัปชันในระดับนโยบายและองค์กร ต้องเริ่มจากการปฏิรูปที่ตัวบุคคลและองค์กรก่อนเป็นอันดับแรก สำหรับ ICC มีนโยบายอย่างชัดเจนว่าต้องเป็นบริษัทที่เดินหน้าด้วย "คนดี สินค้าดี สังคมดี" และยึดมั่นในนโยบาย No Corruption อย่างเคร่งครัด

ส่วนในระดับนโยบาย รัฐบาลควรประกาศให้ "คอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติ" และต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อให้ได้ใจประชาชน โดยเฉพาะการจัดการกับแก๊งสแกมเมอร์และทุนเทาที่ดูดเงินออกจากระบบเศรษฐกิจไทยไปมหาศาล

โมเดลบริหารประเทศที่ ดร.รีเบคก้า นำเสนอคือแบบ "ดรีมทีม" การก้าวข้ามความขัดแย้งสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้  ซึ่ง "ดรีมทีมการเมือง" ที่รวบรวมคนเก่งและมืออาชีพจากพรรคการเมืองมาทำงานร่วมกัน โดยมีฝ่ายค้านทำหน้าที่เหมือน "คณะกรรมการตรวจสอบ" (Audit Committee) เช่นเดียวกับบริษัทมหาชน ที่มีสิทธิ์ตั้งคำถามและตรวจสอบความโปร่งใส แต่หากโครงการใดเป็นสิ่งที่ดี (Good Idea) ก็ควรให้การสนับสนุนเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้

“ทางรอดเดียวของเศรษฐกิจไทยในยุคที่โลกมีความไม่แน่นอนสูงคือ "การช่วยเหลือซึ่งกันและกันภายในประเทศ" เช่น คนไทยหันมาใช้แบรนด์ไทยและบริโภคสินค้าไทยมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาเศรษฐกิจโลกที่อาจพังทลายได้จากปัจจัยสงครามหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ”