

KEY
POINTS
นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แนวคิดเรื่อง Quick Big Win ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลเพิ่งมาคิดหลังเลือกตั้ง แต่เป็นสิ่งที่ถูกเตรียมไว้ล่วงหน้าตั้งแต่รัฐบาลชั่วคราวชุดก่อนแล้ว
“จริง ๆ ไม่ต้องเสนอแล้ว เพราะคุยกันมาตั้งแต่รัฐบาลก่อน นโยบายเตรียมไว้ค่อนข้างเยอะ ปัญหาไม่ใช่ตัวนโยบาย แต่ติดที่กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลมันใช้เวลานานเกินไป”
โดยมองว่าช่วงรอยต่อทางการเมืองที่กินเวลาราว 3–4 เดือน ตั้งแต่การรับรองผลเลือกตั้ง การฟอร์มรัฐบาล ไปจนถึงเปิดประชุมสภา เป็นช่วง สูญญากาศทางเศรษฐกิจ ที่อันตรายอย่างยิ่ง เพราะเศรษฐกิจไทยกำลัง “ดิ่งเหว” อยู่แล้ว หากมาตรการกระตุ้นไม่ออกมาเร็วพอ ความเสียหายจะหนักขึ้น “ได้ข่าวว่ากว่าจะเรียบร้อยน่าจะปลายพฤษภาคมถึงมิถุนายน ถ้าช้าถึงตรงนั้น ผมกลัวว่าจะไม่ทันการ”
หนึ่งในมาตรการ Quick Big Win ที่ถูกเตรียมไว้ คือโครงการคนละครึ่งเฟสใหม่เงินใกล้เคียงรอบที่ผ่านมา ใช้งบประมาณราว 44,000 ล้านบาท ครอบคลุม 20 ล้านสิทธิ์ แบ่งเป็นผู้ที่พลาดสิทธิเดิม 10 ล้าน และผู้ใช้สิทธิเดิมอีก 10 ล้าน เงื่อนไขยังใกล้เคียงเดิม ผู้ที่อยู่ในระบบภาษีได้รับ 2,400 บาท ประชาชนทั่วไป 2,000 บาท “อันนี้เตรียมไว้หมดแล้วรายละเอียดพร้อม ใช้ได้เลย ถ้ารัฐบาลใหม่เข้ามาแล้วกดปุ่มทันที”
อีกเครื่องมือสำคัญคือ Soft Loan สำหรับ SME และ Micro SME โดยเฉพาะกลุ่มรายย่อยอย่างวินมอเตอร์ไซค์ แม่ค้ารถเข็น ร้านอาหารข้างทาง ซึ่งไม่สามารถใช้เกณฑ์สินเชื่อแบบเดียวกับ SME ในระบบได้
ส่วนกลุ่ม Micro เหล่านี้กู้เงินไม่มาก ส่วนใหญ่เพียง 20,000–100,000 บาท แต่กลับติดเงื่อนไขด้านเอกสารและเครดิตแบบธนาคาร ทำให้ “ไม่ผ่านตั้งแต่หน้าประตู”
“ถ้าใช้เกณฑ์แบงก์ แม่ค้า street food ยังไงก็ไม่ผ่าน 100% ต้องมีเงื่อนไขพิเศษ อาจต้องออกกฎหมายเฉพาะ หรือออกมาตรการใหม่ที่ไม่ใช้วิธีคิดแบบเดิม”
นอกจากนี้ยังมีมาตรการแก้หนี้รายย่อยไม่เกิน 100,000 บาท ประมาณ 1 ล้านราย ซึ่งหากเร่งทำได้ จะช่วยปลดล็อกกำลังซื้อให้กลุ่มเปราะบางกลับมาเดินต่อได้เร็ว รวมถึงนโยบาย ค่าไฟ 200 หน่วยแรกในอัตรา 3–3.5 บาท ซึ่งเป็นอีกแรงช่วยลดต้นทุนครัวเรือนและผู้ประกอบการรายย่อย
นายสรเทพยอมรับว่า เหตุที่เศรษฐกิจยังไม่ทรุดหนักกว่านี้ เป็นเพราะ “โชคดี” ที่ช่วงจัดตั้งรัฐบาลอยู่ในฤดูกาลท่องเที่ยว ตั้งแต่เดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเฉลี่ยวันละเกือบแสนคน ต่อเนื่องด้วยตลาดจีนที่เริ่มฟื้นตัวในช่วงปลายกุมภาพันธ์ และเดือนเมษายนที่มีสงกรานต์ช่วยพยุงเศรษฐกิจ
“4 เดือนนี้คือช่วงโชคดี ถ้าเลยพฤษภาคมไปถึงปลายมิถุนายน แล้วมาตรการยังไม่ออก ผมบอกเลยว่าเศรษฐกิจพังยับแน่ ๆ
ส่วนภาพรวมนโยบายเศรษฐกิจของทีมที่กำลังจะเข้ามาไม่ขอใช้คำว่า “ชอบหรือไม่ชอบ” แต่ยอมรับว่า ส่วนใหญ่ยังเป็นนโยบายระยะสั้น มันเหมือนแค่หยอดน้ำมันให้เครื่องยนต์เก่า ทั้งที่จริง ๆ เครื่องมันหลวมมาหลายปีแล้ว น่าจะต้องยกเครื่องใหม่”
ยกตัวอย่างประเทศเวียดนามที่ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ทั้งการลดขนาดระบบราชการ ปรับทิศทางการท่องเที่ยว ยกระดับการศึกษา และการบริหารระบบประกันสังคมแบบกึ่งรัฐวิสาหกิจ ส่งผลให้ศักยภาพประเทศดีขึ้นอย่างชัดเจน
ขณะที่ไทยยังขาดนโยบายโครงสร้างระยะยาว นอกจากแนวคิด BOI Fast Pass เพื่อปลดล็อกโครงการลงทุนค้างท่อกว่า 80 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 4 แสนล้านบาท
“ถ้าปลดได้แค่ครึ่งเดียว เงินลงทุนก็ไหลเข้ามหาศาล แต่ตอนนี้เรายังไม่เห็นภาพระยะยาวชัด ๆ”
ในมุมมองของผู้ประกอบการภาคบริการ Quick Big Win ไม่ได้หมายถึงนโยบายหวือหวา แต่คือมาตรการที่พร้อมใช้ กดปุ่มแล้วเห็นผลทันที เพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ
“ของพร้อมหมดแล้ว เหลือแค่ว่ารัฐบาลจะกล้าหยิบออกมาใช้เร็วแค่ไหน ถ้าช้าเกินไป ต่อให้เป็นนโยบายดีแค่ไหน ก็ไม่ทันการณ์” เสียงเตือนนี้สะท้อนชัดว่า เวลาคือปัจจัยสำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทยในวันนี้ และ Quick Big Win จะเป็น “วิน” ได้จริง ก็ต่อเมื่อรัฐบาลใหม่ ไม่ปล่อยให้ความล่าช้ากลายเป็นต้นทุนซ้ำซ้อนของประเทศ