

KEY
POINTS
หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักร ฉบับใหม่ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อเปิดเสรีการนำเข้าสุราแช่ประเภทไวน์และสปาร์กลิ้งไวน์ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นตัวแทนขายสุราที่จะนำเข้ามาในราชอาณาจักรแต่เพียงผู้เดียว (Sole Agent) เพื่อลดการผูกขาด เนื่องจากสามารถตรวจสอบราคาเบื้องต้นเทียบกับราคาของแหล่งผลิตได้จากราคาอ้างอิงในระบบฐานข้อมูลของกรมสรรพสามิต และสามารถตรวจสอบราคาขายปลีกจริงได้
นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่าง กฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสุราจากต่างประเทศ โดยในระยะแรกจะเริ่มนำร่องเฉพาะเครื่องดื่มไวน์ก่อนเท่านั้น ขณะที่สุรา เบียร์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทอื่นยังไม่อยู่ในขอบเขตของกฎหมายฉบับนี้การปรับปรุงกฎเกณฑ์มีเป้าหมายเพื่อเปิดให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น
จากเดิมที่ใช้ระบบ “โซลเอเย่นต์” ซึ่งจำกัดการแข่งขันและทำให้ตลาดมีผู้เล่นไม่มาก ภายใต้กติกาใหม่ ไวน์หนึ่งยี่ห้อจะสามารถนำเข้าได้จากหลายบริษัท เพิ่มทางเลือกให้ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค และช่วยลดปัญหาการผูกขาด
“เหตุผลที่เริ่มจากไวน์ เนื่องจากเป็นสินค้าที่สามารถปรับกติกาได้ง่าย และปัจจุบันราคาจำหน่ายในประเทศยังอยู่ในระดับค่อนข้างสูง เมื่อมีการแข่งขันเพิ่มขึ้น ก็มีโอกาสที่ราคาจะปรับลดลงตามกลไกตลาด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคในระยะยาว”
นอกจากนี้ การแก้ไขกฎกระทรวงยังช่วยลดขั้นตอนการทำงานของกรมสรรพสามิต จากเดิมที่ต้องให้อธิบดีอนุมัติการพิมพ์ฉลากล่วงหน้า จะเปลี่ยนเป็นการมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการได้โดยตรง ทำให้กระบวนการนำเข้าเร็วและคล่องตัวขึ้น ขณะที่ในด้านรายได้ของรัฐ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะไม่กระทบต่อการจัดเก็บภาษี เนื่องจากยังคงอัตราภาษีเดิมไว้ทั้งหมด
อย่างไรก็ดีหากมองในภาพรวมแล้ว นโยบายเปิดเสรีนำเข้าไวน์และการรื้อระบบโซลเอเย่นต์กำลังถูกมองว่าเป็น “ดาบสองคม” ระหว่างเป้าหมายของรัฐในการเพิ่มการแข่งขันและขยายฐานภาษี กับความเสี่ยงต่อโครงสร้างตลาด มาตรฐานสินค้า และแรงจูงใจในการลงทุนของผู้ประกอบการรายเดิม ซึ่งจะเป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐต้องออกแบบกลไกกำกับดูแลให้รัดกุม หากต้องการให้การเปิดเสรีครั้งนี้สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในระยะยาวโดยไม่ทิ้งรอยแผลให้กับอุตสาหกรรมในประเทศ
ผู้ประกอบการนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รายหนึ่ง กล่าวแสดงความคิดเห็นกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า นโยบายลดภาษีนำเข้าไวน์และแชมเปญเหลือ 0% ควบคู่กับการเตรียมปลดล็อกเงื่อนไข “ตัวแทนนำเข้าผู้เดียว” หรือ Sole Distribution Agent (SDA) กำลังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นำเข้าในประเทศไทย ท่ามกลางความคาดหวังของภาครัฐในการเพิ่มจำนวนผู้เล่นในระบบและขยายฐานภาษีสรรพสามิต ขณะที่ฝั่งผู้ประกอบการกลับสะท้อนความกังวลต่อความเสี่ยงด้านมาตรฐาน สินค้าปลอม และผลกระทบต่อการลงทุนระยะยาวของแบรนด์หลัก
ในช่วงต้นปี 2567 ภาครัฐได้ปรับลดภาษีนำเข้าไวน์ (Wine) และแชมเปญ (Champagne) จากเดิม 60% เหลือ 0% พร้อมกับแนวคิดของกรมสรรพสามิตในการปลดล็อกระบบใบอนุญาตนำเข้า จากเดิมที่กำหนดให้หนึ่งแบรนด์ต้องมีผู้นำเข้าอย่างเป็นทางการเพียงรายเดียว ไปสู่รูปแบบที่เปิดให้หนึ่งแบรนด์สามารถมีผู้นำเข้าได้หลายราย
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มจำนวนผู้เล่นในตลาด ลดข้อจำกัดด้านการแข่งขัน และดึงผู้นำเข้าเข้าสู่ระบบภาษีให้มากขึ้น โดยรัฐประเมินว่า แม้จะงดเว้นภาษีนำเข้า แต่หากปริมาณการนำเข้า (Volume) เพิ่มขึ้น ก็จะช่วยให้การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในภาพรวมขยายตัวตามไปด้วย อีกทั้งยังถูกคาดหวังว่าจะช่วยกระตุ้นการบริโภคและการท่องเที่ยว ผ่านการเพิ่มทางเลือกสินค้าในหลายระดับราคา
“เรามองว่าเป็นความกังวลมากกว่าความเป็นโอกาส เพราะการยกเลิกระบบ SDA อาจทำให้การควบคุมมาตรฐานสินค้าทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นความปลอดภัยของผู้บริโภค สินค้าที่นำเข้าโดยไม่มีตัวแทนหลักอาจไม่ได้มาตรฐานเดียวกันทั้งหมด และเปิดช่องให้สินค้าปลอมหรือสินค้าลอกเลียนแบบทะลักเข้าสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น ซึ่งในอดีตเคยมีกรณีศึกษาลักษณะนี้เกิดขึ้นในบางประเทศในภูมิภาค”
อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ ปัญหาการตรวจสอบแหล่งที่มา หากเกิดข้อร้องเรียนหรือปัญหาด้านคุณภาพ หน่วยงานกำกับดูแลอาจเผชิญความยากลำบากในการไล่ตรวจสอบว่าใครคือผู้นำเข้าที่แท้จริง นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบโดยตรงต่อบริษัทที่ลงทุนเม็ดเงินจำนวนมากในด้านการทำตลาดและสร้างแบรนด์ เพราะเมื่อใครก็สามารถนำสินค้าแบรนด์เดียวกันเข้ามาจำหน่ายได้ ย่อมทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนด้านการตลาดลดลง และบั่นทอนแรงจูงใจในการลงทุนระยะยาว
“ภาคอุตสาหกรรมได้แสดงความคัดค้านแนวคิดนี้มาเกือบ 10 ปี เนื่องจากไม่สามารถรับประกันได้ว่าสินค้าที่นำเข้ามาทั้งหมดจะถูกต้องตามกฎหมายและได้มาตรฐานเดียวกัน”
นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย กล่าวว่า การปรับปรุงกฎหมายสุรานำเข้า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดกฎหมายลูก ซึ่งยังไม่สามารถประเมินผลได้อย่างชัดเจนทั้งหมด เบื้องต้นมองว่าการปรับกฎหมายสุรานำเข้าครั้งนี้ จะเอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการมากกว่าผู้บริโภคโดยตรง
โดยผลที่ผู้บริโภคจะได้รับคือ ราคาไวน์ที่มีแนวโน้มลดลง และมีตัวเลือกมากขึ้น ขณะที่ผลกระทบต่อสุราท้องถิ่นแทบไม่มี เนื่องจากการเปิดเสรีในระยะแรกจำกัดเฉพาะไวน์และสปาร์กลิงไวน์ ยังไม่ครอบคลุมสุรากลั่นอย่างวิสกี้หรือบรั่นดี
“สุราท้องถิ่นอย่างสาโทหรือสุราชุมชน รสชาติและกระบวนการผลิตแตกต่างจากไวน์อยู่แล้ว ไม่น่าถูกแย่งตลาด”
อย่างไรก็ดีอยากเสนอให้ภาครัฐพิจารณาปรับปรุงกฎหมายเพิ่มเติม โดยเฉพาะกฎหมายควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งปัจจุบันยังเป็นอุปสรรคต่อการสื่อสารความสำเร็จของสุราท้องถิ่นไทย หลายผลิตภัณฑ์ได้รับรางวัลระดับนานาชาติ แต่ไม่สามารถประชาสัมพันธ์หรือเผยแพร่ข้อมูลได้ ถือเป็นความย้อนแย้งกับนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและสินค้าเกษตร
ในมุมมองภาพรวมตลาดการเปิดเสรีสุรายังถือว่าล่าช้าเมื่อเทียบกับหลายประเทศที่ส่งเสริมเบียร์คราฟต์และสุราท้องถิ่นมานาน แต่ก็ดีกว่าไม่เริ่มต้น พร้อมชี้ว่าอุตสาหกรรมแอลกอฮอล์มีความเชื่อมโยงกับภาคเกษตรอย่างใกล้ชิด หากส่งเสริมอย่างเหมาะสมจะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรไทยได้
สำหรับพฤติกรรมผู้บริโภคตลาดไวน์ไทยมีการเติบโตต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จากรสนิยมที่เปลี่ยนไปและราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น โดยปี 2568 การนำเข้าไวน์ขยายตัวถึง 18.4% แหล่งนำเข้าหลักคือฝรั่งเศสประมาณ 40% ออสเตรเลียราว 30% ที่เหลือเป็นอิตาลีและประเทศยุโรปอื่น ๆ ขณะที่ไวน์ไทยเองเริ่มได้รับการยอมรับจากชาวต่างชาติมากขึ้น และมีแนวโน้มว่าในปี 2569 ตลาดไวน์ระดับพรีเมียมจะเติบโตเพิ่มขึ้นอีก