

KEY
POINTS
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและทิศทางการค้าอาหารที่เปลี่ยนเร็ว อุตสาหกรรมอาหารและการผลิตกำลังเผชิญโจทย์ใหม่ ทั้งความมั่นคงทางอาหาร เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง และการเชื่อมต่อซัพพลายเชนโลก ผู้นำภาคอุตสาหกรรมมองตรงกันว่า การเร่งนวัตกรรม ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน และการยกระดับการแปรรูป คือกุญแจสำคัญที่จะกำหนดขีดความสามารถการแข่งขันของไทยในเวทีภูมิภาคและตลาดโลก
โดย อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ประกาศยกระดับ ProPak Asia เป็นเวทีอุตสาหกรรมแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ที่มีบทบาทระดับภูมิภาคเอเชีย สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมอาหารและการผลิต ท่ามกลางโจทย์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน เทคโนโลยีเร่งตัว และความต้องการด้านความมั่นคงทางอาหารที่เพิ่มสูงขึ้น
นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย มองว่า อุตสาหกรรมอาหารโลกกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ โดยมี 3 เทรนด์หลักเป็นตัวขับเคลื่อน ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหารที่ไม่ได้หยุดแค่ “มีอาหารเพียงพอ” แต่ต้องมีคุณค่าทางโภชนาการ อาหารเชิงหน้าที่ (Functional Food) และโภชนาการเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition) ซึ่งทั้งหมดต้องพึ่งพาเทคโนโลยีการผลิตและการแปรรูปที่แม่นยำมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ระบบอัตโนมัติขั้นสูงหรือ Hyper-Automation กำลังเข้ามาเร็วกว่าที่คาด และจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของภาคการผลิต ทั้งในแง่ประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และการเชื่อมต่อข้อมูลตลอดห่วงโซ่มูลค่า ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ
มองว่าการเชื่อมโยงระบบนิเวศธุรกิจและห่วงโซ่มูลค่าทั้งระบบ (Total Value Chain) จะเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การแปรรูป ไปจนถึงคลังสินค้าและโลจิสติกส์ โดยเทคโนโลยีอย่าง IoT, AI และ Big Data จะมีบทบาทในการยกระดับโรงงานจากระบบเดิมสู่การผลิตอัจฉริยะที่ยืดหยุ่นและตอบสนองตลาดโลกได้รวดเร็วขึ้น
ด้านภาพรวมอุตสาหกรรมอาหารไทย ดร.เจริญ แก้วสุกใส ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า ปี 2568 การส่งออกอาหารไทยมีมูลค่า 1.52 ล้านล้านบาท หดตัว 7.5% จากปีก่อน โดยกลุ่มเกษตรอาหารหดตัวแรงถึง 12.2% ขณะที่อุตสาหกรรมเกษตรลดลง 2.9% สะท้อนแรงกดดันจากตลาดหลักอย่างจีนและอาเซียนที่ชะลอตัว
อย่างไรก็ตาม ยังเห็นสัญญาณบวกจากตลาดศักยภาพใหม่ ทั้งลาตินอเมริกา แอฟริกา สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ซึ่งชี้ว่า “ครัวของโลก” ของไทยยังมีโอกาส แต่ต้องตอบโจทย์ใหม่ให้ได้มากกว่าปริมาณ คือ ความทันสมัย ความปลอดภัย ความยั่งยืน และการเชื่อมต่อกับระบบการค้าโลก
ดร.เจริญ ระบุว่า อุตสาหกรรมอาหารวันนี้ขับเคลื่อนด้วย 3 แกนหลัก ได้แก่ นวัตกรรม การเชื่อมต่อโลก และความยั่งยืน นวัตกรรมไม่ใช่แค่การพัฒนารสชาติใหม่ แต่ต้องตอบโจทย์สุขภาพ ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และการลดผลกระทบต่อโลก ขณะที่กระบวนการผลิตจำเป็นต้องเร่ง Digitize นำ AI และ Automation มาใช้ เปลี่ยนโรงงานเดิมสู่ Smart Manufacturing เพื่อให้เชื่อมต่อซัพพลายเชนโลกได้อย่างไร้รอยต่อ
สอดคล้องกับมุมมองของ ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ซึ่งชี้ว่า การค้าโลกในปี 2569 เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ความไม่แน่นอนนี้กลับทำให้ “ความมั่นคงทางอาหาร” กลายเป็นประเด็นยุทธศาสตร์ ไทยยังมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ผลิตอาหาร แต่ต้องเร่งสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านอาหารแห่งอนาคตและผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ Health & Wellness อย่างพิสูจน์ได้จริง
การแปรรูปวัตถุดิบให้เป็นสินค้ามูลค่าสูง (High Value) ต้องอาศัยนวัตกรรมเป็นกุญแจดอกแรก ขณะที่ Digital Transformation คือใบเบิกทางสู่ตลาดโลก เนื่องจากกฎระเบียบและคู่ค้าให้ความสำคัญกับข้อมูล การตรวจสอบย้อนกลับ และความโปร่งใส หากไม่เร่งปรับตัวอาจเสียโอกาสทางการแข่งขัน
อีกโจทย์สำคัญคือการเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำ โดยเกษตรกรต้องรับรู้ความต้องการตลาดโลก โรงงานแปรรูปต้องเชื่อมต่อแหล่งผลิตเพื่อควบคุมคุณภาพอย่างเป็นระบบ การเชื่อมโยงเชิงโครงสร้างนี้จะทำให้อุตสาหกรรมอาหารไทยมีความแข็งแรงและยืดหยุ่นต่อความผันผวนในระยะยาว
มุมมองจากผู้นำอุตสาหกรรมสะท้อนตรงกันว่า อนาคตอาหารและการผลิตไทยจะเดินต่อได้ ต้องอาศัยเทคโนโลยี นวัตกรรม และการเชื่อมต่อห่วงโซ่มูลค่าอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับจากผู้ผลิตสู่ผู้สร้างมูลค่าในเวทีโลก