thansettakij
บาทแข็งโป๊กรอบ 5 ปี สินค้าเกษตร-อาหารอ่วม! เบรกรับออร์เดอร์

บาทแข็งโป๊กรอบ 5 ปี สินค้าเกษตร-อาหารอ่วม! เบรกรับออร์เดอร์

27 ม.ค. 2569 | 22:25 น.

เอกชนชี้เงินบาทแข็งค่าระดับ 30–31 บาทต่อดอลลาร์ เป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับ 1 ของภาคธุรกิจส่งออกไทยในเวลานี้ แซงหน้าภาษีทรัมป์ หอการค้าฯ ชี้กระทบหนักกลุ่มเกษตร–อาหาร ชี้ธปท.ผ่อนเกณฑ์นำเงินเข้าประเทศช่วยประคองผู้ส่งออกได้บ้าง

KEY

POINTS

  • เงินบาทแข็งค่าที่สุดในรอบ 5 ปีที่ระดับ 30-31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่งของผู้ส่งออกไทย
  • กลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากมีอัตรากำไรไม่สูง เมื่อเงินบาทแข็งค่าจึงกระทบต่อรายได้โดยตรง
  • ผู้ประกอบการบางส่วนต้องชะลอการรับคำสั่งซื้อใหม่ หรือยอมขายในราคาเดิมแม้จะขาดทุน เพื่อรักษาสภาพคล่องของธุรกิจ

เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วและยืนอยู่ในระดับ 30–31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ กำลังกลายเป็นแรงกดดันสำคัญที่สุดต่อภาคธุรกิจส่งออกไทยในขณะนี้ แซงหน้าความเสี่ยงจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา และถือเป็นความเสี่ยงสูงสุดในรอบกว่า 5 ปี

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากในช่วงเวลานี้ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นการกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาอยู่ในระดับ 30–31 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งถือว่าแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 5 ปี

“เรื่องนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับ 1 ของผู้ประกอบการไทย แซงหน้าประเด็นภาษีนำเข้าไทยไปสหรัฐ หรือ Reciprocal Tariff ที่ถูกปรับเพิ่มขึ้นอีก 19% เพราะเรื่องภาษีเรารับรู้และปรับตัวกันมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นอย่างรวดเร็ว กระทบต้นทุนและรายได้ทันที” นายวิศิษฐ์ กล่าว

บาทแข็งโป๊กรอบ 5 ปี สินค้าเกษตร-อาหารอ่วม! เบรกรับออร์เดอร์

ทั้งนี้ กลุ่มสินค้าส่งออกที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือกลุ่มเกษตรและอาหาร ซึ่งเป็นฐานสำคัญของการส่งออกไทย ไม่ว่าจะเป็นยางพารา ข้าว มันสำปะหลัง น้ำตาล รวมถึงอาหารแปรรูป เนื่องจากสินค้าเหล่านี้มีอัตรากำไรไม่สูง และใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก เมื่อเงินบาทแข็งค่าจึงกระทบรายได้ทันทีเมื่อแปลงกลับเป็นเงินบาท

สถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่องยังส่งผลต่อคำสั่งซื้อจากตลาดโลก เนื่องจากการค้าระหว่างประเทศยังคงใช้ดอลลาร์สหรัฐเป็นหลัก แม้บางประเทศจะพยายามใช้สกุลเงินอื่น แต่ก็ยังเผชิญแรงกดดันจากสหรัฐอเมริกา ทำให้การเจรจาการค้าล่าช้าและมีการต่อรองราคามากขึ้น

วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย

“ผู้ส่งออกไทยเสนอราคาสินค้าเป็นดอลลาร์สหรัฐ แต่ต้นทุนจริงเป็นเงินบาท เมื่อบาทแข็ง เราอยากขอขึ้นราคา แต่ผู้ซื้อไม่ยอมรับ เพราะเศรษฐกิจโลกก็ชะลอตัว การขายจึงยากขึ้นมาก หลายรายต้องยืนราคาเดิมถึงจะขายได้ ทั้งที่รู้ว่าขาดทุน แต่จำเป็นต้องขายเพื่อให้มีเงินหมุนเวียนในระบบ” นายวิศิษฐ์กล่าว

ในด้านการบริหารความเสี่ยงค่าเงิน นายวิศิษฐ์มองว่า การทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน หรือ Forward ในช่วงนี้แทบไม่ช่วยผู้ประกอบการแล้ว เนื่องจากเป็นการล็อกอัตราแลกเปลี่ยนที่ต่ำกว่า 31 บาทต่อดอลลาร์ไปก่อนหน้า ทำให้ไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากเงินบาทที่แข็งค่ามากได้ ขณะที่ผู้ประกอบการบางส่วนเลือกชะลอการตกลงคำสั่งซื้อเพื่อรอจังหวะที่เหมาะสม

สำหรับปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ นอกจากค่าเงินบาท นายวิศิษฐ์ระบุว่า ภาษีนำเข้าเป็นสิ่งที่ทุกประเทศต้องเผชิญเหมือนกัน แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือความไม่แน่นอนทางการเมืองโลก รวมถึงปัจจัยภายในประเทศ โดยเฉพาะเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ

“ประเทศไทยต้องการรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและเจรจากับต่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว เสถียรภาพของรัฐบาลสำคัญมาก”

นายวิศิษฐ์ ยังให้คำแนะนำผู้ประกอบการว่า ในภาวะที่ความผันผวนสูงเช่นนี้ ไม่ควรตั้งรับเพียงลำพัง ควรเข้าไปรวมกลุ่มกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือสมาคมต่าง ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและหาทางออกร่วมกัน โดยการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านยังสามารถใช้เงินบาทได้ แต่การค้ากับประเทศอื่นยังจำเป็นต้องใช้ดอลลาร์สหรัฐหรือยูโรเป็นหลัก

ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการส่งออก โดยปรับเกณฑ์การนำรายได้จากต่างประเทศกลับเข้าประเทศ จากเดิมที่ต้องนำเงินรายได้เกิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อรายการมาแลกเป็นเงินบาททันที เป็นการขยายเพดานเป็น 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อรายการก่อนต้องแปลงเป็นเงินบาท ครอบคลุมประมาณ 92% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทย เพื่อช่วยชะลอการแลกเงินบาทในช่วงที่ค่าเงินแข็งค่า และลดการขาดทุนของผู้ส่งออกได้บางส่วน

เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม อินเดีย และมาเลเซีย นายวิศิษฐ์ย้ำว่า ทุกประเทศเผชิญภาวะส่งออกชะลอตัวเช่นกัน แต่ปัญหาของไทยคือค่าเงินบาทแข็งค่าที่สุดในภูมิภาค ทำให้สินค้าไทยมีราคาสูงกว่าคู่แข่ง และกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการส่งออกในช่วงเวลานี้