KEY
POINTS
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ความเคลื่อนไหวสำคัญในแวดวงค้าปลีกระดับโลกเกิดขึ้น เมื่อ ริชาร์ด เบเกอร์ (Richard Baker) วัย 60 ปี ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Saks Global หลังอาณาจักรห้างสรรพสินค้าหรูเผชิญวิกฤตทางการเงินและยื่นขอรับความคุ้มครองตามกฎหมายล้มละลาย เมื่อวันอังคารที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน บริษัทได้แต่งตั้ง เจฟฟรีย์ แวน แรมดองค์ (Geoffrey van Raemdonck) อดีตผู้บริหารระดับสูงจาก Neiman Marcus เข้ารับตำแหน่ง CEO คนใหม่ เพื่อเข้ามาฟื้นฟูธุรกิจและนำองค์กรฝ่าวิกฤตครั้งสำคัญนี้
สำหรับเส้นทางอาชีพของนาย Baker นั้นถือเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีความโดดเด่นในการผสมผสานธุรกิจค้าปลีกเข้ากับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากเขาเติบโตมาในครอบครัวนักพัฒนาที่ดินเชิงพาณิชย์ และเริ่มสร้างชื่อจากการเข้าซื้อห้าง Lord & Taylor ในปี พ.ศ. 2549 พร้อมกับนำพาธุรกิจให้รอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกมาได้อย่างสวยงาม จนสามารถต่อยอดไปสู่การเข้าซื้อกิจการ Hudson’s Bay ในปี พ.ศ. 2551 และห้าง Saks Fifth Avenue ในปี พ.ศ. 2556 ซึ่งทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดสินค้าหรูทันที
อย่างไรก็ตามความรุ่งโรจน์ในอดีตกลับเริ่มจางหายไปเมื่อเข้าสู่ยุคที่การช้อปปิ้งออนไลน์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น จนทำให้การขยายสาขาไปต่างประเทศล้มเหลว และบีบให้เขาต้องขายห้าง Lord & Taylor ทิ้งในปี พ.ศ. 2562 ในราคาเพียง 100 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3,500 ล้านบาท) ก่อนที่ห้างดังกล่าวจะปิดตัวลงถาวรในเวลาต่อมา
นอกจากนี้ ห้าง Hudson’s Bay ในแคนาดาซึ่งเป็นบริษัทเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 355 ปี ก็ต้องปิดสาขาทั้งหมดลงเมื่อปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของโมเดลธุรกิจห้างสรรพสินค้าแบบเดิม
จุดเปลี่ยนที่นำไปสู่การล้มละลายในครั้งนี้คือการตัดสินใจควบรวมกิจการครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2567 ซึ่ง Baker ได้ทุ่มเงินถึง 2.7 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 94,500 ล้านบาท) เพื่อดึง Neiman Marcus เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Saks Global
แต่การทำธุรกรรมนี้ทำให้บริษัทใหม่ต้องแบกรับหนี้สินมหาศาลกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 70,000 ล้านบาท) ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่กำลังซื้อสินค้าหรูทั่วโลกชะลอตัวลง ส่งผลให้บริษัทขาดสภาพคล่องจนไม่สามารถจ่ายเงินให้คู่ค้าได้ตามกำหนด และนำไปสู่ปัญหาชั้นวางสินค้าที่ว่างเปล่าจนลูกค้าเสียความเชื่อมั่น
ในมุมมองของนักวิเคราะห์มองว่าความผิดพลาดส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ Saks Global มุ่งเน้นแต่กลุ่มลูกค้ามหาเศรษฐีระดับบนสุดเพียงกลุ่มเดียว โดยไม่ได้สนใจตลาดระดับกลางที่ขยายตัวได้ดีกว่าอย่างที่คู่แข่งทำ
อย่างไรก็ตาม สินทรัพย์ที่ยังคงเป็นไม้ตายของบริษัทคืออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นที่ตั้งของห้างสรรพสินค้ากว่า 13 ล้านตารางฟุต (ประมาณ 1.2 ล้านตารางเมตร) ในทำเลทองซึ่งมีสัญญาเช่าราคาถูกติดมาแต่อดีต ทำให้เจ้าหนี้ยังมีโอกาสที่จะได้ผลประโยชน์คืนจากมูลค่าที่ดินเหล่านี้ในช่วงของการฟื้นฟูกิจการ โดยผู้เชี่ยวชาญสรุปว่าการตัดสินใจของ Baker ในช่วงท้ายอาจเป็นการพยายามบริหารจัดการสินทรัพย์อสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เกิดมูลค่าสูงสุดก่อนที่ธุรกิจค้าปลีกรูปแบบเดิมจะถึงทางตันในที่สุด
ข้อมูลจาก : สำนักข่าว Reuters