KEY
POINTS
ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ถือเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ในปี 2568 GDP SME ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2568 มีมูลค่าสูงถึง 4,857,858 ล้านบาท คิดเป็น 34.8% ของ GDP ทั้งประเทศ ขยายตัว 2.4% ถือเป็นตัวเลขที่เกินความคาดหวัง ท่ามกลางการเผชิญกับปัจจัยรอบด้าน และไร้แรงสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและแรงกดดันเชิงโครงสร้างในประเทศ เศรษฐกิจไทยยังคงพึ่งพาผู้ประกอบการ SME เป็นฐานหลักของระบบเศรษฐกิจ ทั้งในมิติการผลิต การจ้างงาน และการกระจายรายได้ โดยประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SME จำนวน 3,255,957 ราย คิดเป็น 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งประเทศ และสร้างการจ้างงานรวม 13,426,373 ราย หรือ 68.8% ของการจ้างงานภาคเอกชนทั้งหมด
“แสงชัย ธีรกุลวาณิช” ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวแสดงความคิดเห็นกับ “ ฐานเศรษฐกิจ” ว่า คาดว่า GDP SME ทั้งปี 2568 จะขยายตัวราว 2.5% และในปี 2569 จะขยายตัวในกรอบ 2.0–2.8% ท่ามกลางความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังและเร่งแก้ไข ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือนและการแก้หนี้อย่างยั่งยืน
ความมั่นคงและเศรษฐกิจชายแดนไทย–กัมพูชา ทิศทางการจ้างแรงงานต่างด้าว ภัยพิบัติทางธรรมชาติ การแข่งขันจากสินค้าและบริการต่างชาติที่รุนแรงขึ้น ธุรกิจนอมินีผิดกฎหมาย ทุนเทา เศรษฐกิจนอกระบบ รวมถึงความไม่แน่นอนของการค้าโลกและกำแพงภาษี
ยังมีปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไทย ทั้งการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เพิ่มขึ้น การส่งออกที่ยังขยายตัว มาตรการเชิงรุกด้าน FTA มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การ Re-skills และ Up-skills กำลังคนเพื่อยกระดับทักษะในอนาคต รายได้จากภาคการท่องเที่ยว และมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งช่วยเสริมสภาพคล่องให้ SME ไทย พร้อมความคาดหวังว่า SME จะเปลี่ยนจาก “ม้าผจญเพลิง” สู่ “ม้าคึกคัก” ที่สามารถวิ่งแข่งขันและขับเคลื่อนประเทศได้อย่างยั่งยืน
ในด้านเครื่องยนต์การค้า จากการสำรวจของ สสว. พบว่า การส่งออกของ SME ไทยในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 ยังขยายตัวได้ดี มูลค่าการส่งออกรวมของไทยอยู่ที่ 9,307,535 ล้านบาท ขยายตัว 5.1% โดยเป็นการส่งออกของผู้ประกอบการรายใหญ่ 7,977,792 ล้านบาท และ SME 1,329,783 ล้านบาท คิดเป็น 14.3% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด และขยายตัวสูงถึง 33.9%
เมื่อจำแนกตามขนาดธุรกิจ SME รายย่อยมีมูลค่าส่งออก 286,019 ล้านบาท ขยายตัว 306.6% SME รายย่อมมีมูลค่า 470,894 ล้านบาท ขยายตัว 34.9% และ SME ขนาดกลางมีมูลค่า 572,870 ล้านบาท หดตัว -0.2% กลุ่มธุรกิจที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุด ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ 236,390.5 ล้านบาท เครื่องจักร คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ 225,448.6 ล้านบาท และอุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ 123,425.8 ล้านบาท โดยตลาดส่งออกอันดับหนึ่งยังคงเป็นสหรัฐอเมริกา มูลค่า 265,177.5 ล้านบาท ขยายตัว 45.1% (YoY)
ขณะที่การนำเข้า 10 เดือนแรกของปี 2568 มีมูลค่า 9,548,691 ล้านบาท ขยายตัว 4.8% โดย SME มีมูลค่านำเข้า 1,645,492 ล้านบาท ขยายตัว 50.6% ตลาดนำเข้าอันดับหนึ่งคือจีน มูลค่า 761,057.9 ล้านบาท ขยายตัว 50.2% (YoY)
“แสงชัย” ให้ทรรศนะว่า ผลิตภาพการผลิตรวมของ SME ที่ชะลอลงและติดลบในบางสาขา สะท้อนความเปราะบางของโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังพึ่งพาแรงงานเข้มข้น ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรม ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI การบริหารซัพพลายเชนอย่างมีประสิทธิภาพ การยกระดับทักษะผู้ประกอบการและแรงงาน การเข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนต่ำ และการขยายตลาดใหม่ เพื่อให้ SME ไทยมีขีดความสามารถแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืนในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่
พลังของผู้ประกอบการ S-M-E จึงไม่เป็นเพียงธุรกิจที่หมุนเวียนไปมา แต่ยังเป็นฐานรากในการค้ำยันเศรษฐกิจไทยให้แข็งแรงได้ในอนาคต