นางสาวประภาวี เหมทัศน์ เลขาธิการสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจคราฟต์เบียร์ และโฆษกกรรมาธิการวิสามัญร่าง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เปิดเผยในรายการ 'ฐานทอล์ค' ถึงความกังวลของผู้ประกอบการ หลัง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ว่า แม้กฎหมายประกาศใช้แล้ว แต่ยังไม่มีรายละเอียดหรือกฎหมายลูกที่ชัดเจน ทำให้ภาคธุรกิจไม่มั่นใจว่าจะถูกตรวจสอบหรือดำเนินคดีในลักษณะใด
“หลายร้านกังวลว่าลูกค้าจะไม่กล้าเข้ามาใช้บริการ เพราะยังไม่รู้ว่ากฎหมายลูกจะออกมาแบบไหน และเจ้าหน้าที่จะบังคับใช้ในลักษณะใด และสิ่งที่ผู้ประกอบการรู้สึกว่าไม่ตรงปก คือการนำข้อความ ‘ห้ามดื่มในช่วงเวลาห้ามขาย’ กลับมา ทั้งที่ข้อห้ามนี้เคยถูกยกเลิกไปแล้วตามคำสั่งคณะปฏิวัติฉบับที่ 253"
ทั้งนี้ ข้อห้ามดังกล่าวไม่ผ่านการโหวตรับรองในชั้นกรรมาธิการวิสามัญ แต่กลับถูกบรรจุเพิ่มในขั้นตอนของคณะกรรมการกฤษฎีกา ทั้งที่ในห้องประชุมไม่มีมติให้เพิ่มข้อห้ามนี้ แต่เมื่อร่างกฎหมายออกมาก็ปรากฏว่ามีอยู่ในฉบับจริง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสงสัยและผิดหวังมาก เพราะไม่ได้มีการทบทวนหรือรับฟังใหม่ก่อนประกาศใช้
อย่างไรก็ตามแม้ฝ่ายราชการให้เหตุผลว่า หากไม่มีข้อห้ามดังกล่าว จะเกิดปัญหา 'การไหล' หรือการนั่งดื่มต่อในช่วงเวลาห้ามขาย แต่ผู้ประกอบการกลับเห็นว่าช่วงเวลา 14.00–17.00 น. ควรถูกยกเลิกมากกว่า เพราะเป็นเวลาที่กระทบผู้ประกอบการร้านอาหารทั่วไปโดยไม่ก่อให้เกิดผลดีต่อการควบคุมการบริโภคแอลกอฮอล์
“ตอนนี้สามารถออกประกาศยกเลิกช่วงเวลาห้ามขายได้เลย แต่รัฐกลับทำงานช้าเกินไป และไม่ใส่ใจความเดือดร้อนของประชาชน"
นางสาวประภาวีกล่าวต่อว่า ในคณะกรรมาธิการวิสามัญร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว มีกรรมาธิการทั้งหมด 42 คน แต่ผู้แทนภาคเอกชนมีเพียง 7 คนเท่านั้น ทำให้เสียงของผู้ประกอบการเป็นเสียงส่วนน้อย และไม่สามารถต่อรองหรือคัดค้านได้จริง ส่วนในชั้นออกกฎหมายลูกนั้น ยิ่งไม่มีอำนาจ เพราะเอกชนมีแค่สิทธิให้ความเห็น ไม่สามารถลงมติหรือมีผลต่อการตัดสินใจได้
สำหรับคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชุดใหม่ ที่จะจัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ ภาคเอกชนมีตัวแทนเพียงไม่กี่รายจากสภาอุตสาหกรรม หอการค้า และนักวิชาการอีกหนึ่งที่นั่ง จากทั้งหมดประมาณ 50 คน ซึ่งด้วยสัดส่วนแบบนี้ มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เสียงของผู้ประกอบการจะเปลี่ยนผลโหวตได้ สิ่งที่เอกชนทำได้คือการให้ข้อมูลและสะท้อนความเห็นเท่านั้น
นางสาวประภาวี ชี้ว่า สิ่งที่ภาคเอกชนกังวลมากที่สุดไม่ใช่ตัว พ.ร.บ. แต่คือ 'กฎหมายลูก' ที่จะตามมา เพราะเป็นตัวกำหนดกลไกการบังคับใช้จริงในชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจกลายเป็นภาระต่อผู้ประกอบการรายย่อยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยภาคธุรกิจคราฟต์เบียร์และผู้ประกอบการร้านอาหารไม่ได้ต้องการละเมิดกฎหมาย
"เราทุกคนอยากทำถูกกฎหมาย อยากสนับสนุนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เพียงแต่ขอให้รัฐออกกฎหมายด้วยความเข้าใจและเห็นใจคนทำธุรกิจด้วย ถ้าภาครัฐอยากรู้ว่ากฎหมายแบบไหนใช้ได้ผลจริงและไม่สร้างความเดือดร้อน ก็ต้องเปิดพื้นที่พูดคุยให้มากกว่านี้ และรับฟังเสียงจากคนที่อยู่หน้างานจริง ๆ”