KEY
POINTS
หลัง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ ประกาศใช้ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยห้ามลูกค้านั่งดื่มในร้านในช่วงเวลาห้ามขาย ตั้งแต่หลังเที่ยงคืนถึง 11 โมงเช้า และช่วงเวลาบ่าย 2-5 โมงเย็น หากฝ่าฝืนมีสิทธิถูกปรับ 1 หมื่นบาท ส่งผลให้ผู้ประกอบการภาคบริการที่เกี่ยวข้องกับการจําหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ กสับสนกับกฎหมายฉบับใหม่ ถึงความชัดเจนในการบังคับใช้ และขอบเขตการบังคับใช้
นพ.นิพนธ์ ชินานนท์เวช ผู้อำนวยการสํานักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงภายในรายการ 'ฐานทอล์ค' โดยระบุว่าปัจจุบันตัวกฎหมายลูกยังไม่ได้เริ่มทำ ทำให้ช่วงนี้เป็น 'ระยะเปลี่ยนผ่าน' ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า ตัวกฎหมายจะมีผลบังคับใช้จริง แต่เจ้าหน้าที่ส่วนมากมีความเข้าใจ ก็จะเน้นตักเตือนก่อนลงโทษ
“ตอนนี้เรายังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน เจ้าหน้าที่เข้าใจดีว่าจะต้องใช้ดุลยพินิจอย่างระมัดระวัง ไม่ได้ตั้งเป้าจับปรับใคร แต่จะเน้นทำความเข้าใจ เตือนก่อน ถ้ามีการกระทำผิดซ้ำจึงค่อยเข้าสู่กระบวนการทางปกครอง” นพ.นิพนธ์กล่าว
สำหรับมาตราที่ต้องออกกฎหมายลูกโดยเร็ว ได้แก่ วิธีการขายและเงื่อนไขการบริโภคในสถานที่จำหน่ายหรือให้บริการในช่วงเวลาห้ามขาย เช่น กรณีร้านอาหารหรือผับบาร์ที่เปิดให้ลูกค้านั่งดื่มต่อหลังเวลาห้ามขาย รวมถึง 'ตู้กดอัตโนมัติ' ที่ยังไม่มีกฎเกณฑ์รองรับ
โดยกฎหมายฉบับนี้จัดอยู่ในกลุ่ม 'กฎหมายพินัย' หมายถึงการลงโทษทางปกครอง ไม่จำเป็นต้องดำเนินคดีถึงศาล โดยขณะนี้เจ้าพนักงานที่มีอำนาจลงโทษได้ มีเพียงเจ้าพนักงานของกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น ซึ่งสามารถออกคำปรับตามอัตราโทษในกฎหมายได้โดยตรง
“ตำรวจยังไม่มีอำนาจปรับในตอนนี้ เพราะยังไม่มีประกาศมอบอำนาจเพิ่มเติม ต้องรอกฎหมายลูก ซึ่งจะกำหนดแนวทางให้ชัดว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายใดจะมีส่วนร่วมในอนาคต” เขากล่าว พร้อมย้ำว่าการปรับทั้งหมดต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน
ในกรณีที่เป็นความผิดเชิงอาญา เช่น ขัดขวางเจ้าหน้าที่ หรือมีพฤติกรรมหลบเลี่ยงกฎหมาย การเข้าตรวจค้นหรือกล่าวโทษต้องมีพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาร่วมด้วย ได้แก่ ตำรวจหรือฝ่ายปกครอง เพื่อให้การดำเนินการมีผลทางกฎหมายสมบูรณ์
นพ.นิพนธ์เปิดเผยว่า ในระยะถัดไป เมื่อมีการตั้งคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชุดใหม่แล้ว คณะกรรมการฯ จะเป็นผู้ทบทวนแนวทางการบังคับใช้ทั้งหมด รวมถึงอำนาจของเจ้าหน้าที่แต่ละหน่วยงาน โดยพิจารณาว่าจำเป็นต้องขยายอำนาจให้ตำรวจและมหาดไทยเข้ามาร่วมบังคับใช้หรือไม่ เพื่อให้เกิดเอกภาพทั่วประเทศ
“สิ่งสำคัญคือการให้ทุกฝ่ายเข้าใจเจตนารมณ์ของกฎหมาย ไม่ใช่การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือปราบปราม แต่เป็นเครื่องมือสร้างระเบียบและความรับผิดชอบร่วมกันในสังคม” เขากล่าวทิ้งท้าย