thansettakij
thansettakij
สปสช.แจงสัญญาที่กฤษฎีกาตีความ ไม่ได้ใช้งบกองทุนหลักประกันสุขภาพ

สปสช.แจงสัญญาที่กฤษฎีกาตีความ ไม่ได้ใช้งบกองทุนหลักประกันสุขภาพ

19 มิ.ย. 59 | 08:17 น.
อัปเดตล่าสุด :20 มิ.ย. 59 | 09:50 น.
สปสช.แจงข้อตกลงที่มีกับ สธ.ซึ่งเกี่ยวข้องกับคู่สั ญญาของผู้สมัครเลขาธิการ สปสช.ที่ส่งให้คณะกรรมการกฤษี กาตีความนั้น ใช้งบบริหารจัดการสำนักงาน ไม่ใช่งบกองทุนหลักประกันสุขภาพ จึงไม่ได้ขัดกับสิ่งที่ คตร.และ สตง.แนะนำ

นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา รักษาการเลขาธิการสำนักงานหลั กประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ขณะนี้มีข่าวทำให้เกิดความเข้ าใจผิดในประเด็นสัญญาหรือข้ อตกลงที่มีลักษณะนิติสัมพันธ์ ที่ สปสช.โดยมติคณะกรรมการหลักประกั นสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ให้หารือปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกั บลักษณะต้องห้ามของผู้สมั ครเลขาธิการ สปสช.ไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา แต่มีความเข้าใจผิดว่า สัญญาหรือข้อตกลงที่ สปสช.ทำกับกระทรวงสาธารณสุข อาจเป็นโมฆะเพราะขัดกับข้ อแนะนำของคณะกรรมการติ ดตามและตรวจสอบการใช้จ่ ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ที่ระบุว่าเงินกองทุนหลักประกั นสุขภาพแห่งชาติตามมาตรา 38 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ต้องส่งให้กับหน่วยบริ การสาธารณสุขเท่านั้น

นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นความเข้าใจผิ ด เพราะข้อตกลงที่มีลักษณะนิติสั มพันธ์ทั้ง 2 ฉบับที่คณะกรรมการกฤษฎีกาใช้ตี ความคุณสมบัติของผู้สมัครเลขาธิ การ สปสช.นั้น เป็นข้อตกลงที่ใช้งบบริหารจั ดการของ สปสช.ตามมาตรา 29 ไม่ได้ใช้งบกองทุนหลักประกันสุ ขภาพตามมาตรา 38 จึงไม่ได้ขัดกับ คตร.หรือ สตง.แนะนำ

ทั้งนี้ สปสช.ได้ส่งข้อตกลงที่มีลั กษณะนิติสัมพันธ์ระหว่ างกระทรวงสาธารณสุข กับ สปสช.ที่ยังไม่เกิน 1 ปี ทั้งหมด 3 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับ นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ ผู้ตรวจราชการ ซึ่งเป็นผู้สมัครเลขาธิการ สปสช.เพื่อให้คณะกรรมการกฤษฎี กาประกอบการพิจารณาตีความ และข้อตกลง 2 ฉบับที่คณะกรรมการกฤษฎีกาใช้ตี ความ เป็นข้อตกลงที่ใช้งบบริหารจั ดการของ สปสช.ตามมาตรา 29 ไม่ได้ใช้งบกองทุนหลักประกันสุ ขภาพตามมาตรา 38 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 จึงไม่ได้ขัดกับข้อแนะนำของ คตร.และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ส่วนข้อตกลงฉบับที่ 3 ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่ได้ ตอบข้อหารือมานั้น ถึงแม้เป็นข้อตกลงที่ใช้งบกองทุ นหลักประกันสุขภาพ แต่ในข้อตกลงก็ได้ระบุไว้ชั ดเจนว่าเงินกองทุนส่งตรงไปที่ หน่วยบริการประมาณ 1,000 แห่งในสังกัด สป.สธ.ไม่ได้ส่งให้กั บกระทรวงสาธารณสุขแต่อย่างใด

รักษาการเลขาธิการ สปสช. กล่าวต่อว่า ข้อตกลงทั้ง 3 ฉบับนั้น 2 ฉบับแรกคณะกรรมการกฤษฎีกาใช้ตี ความและตอบข้อหารือมายัง สปสช.เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.2559มีดังนี้

1.ข้อตกลงดำเนินงานตามโครงการพั ฒนาระบบการจัดการข้อร้องเรียน ฟ้องร้องทางการแพทย์และสาธารณสุ ขด้วยสันติวิธี ระยะเวลาตั้งแต่ 19 ธ.ค.2557 สิ้นสุด 30มิ.ย.2558 ใช้งบบริหารจัดการของ สปสช.

2.ข้อตกลงดำเนินงานตามโครงการพั ฒนาระบบการจัดการข้อร้องเรียน ฟ้องร้องทางการแพทย์และสาธารณสุ ขด้วยสันติวิธี ปีงบประมาณ 2559 ระยะเวลาตั้งแต่ 18ธ.ค.2558 สิ้นสุด 31 พ.ค.2559 ใช้

งบบริหารจัดการของ สปสช.

ส่วนข้อตกลงฉบับที่ 3 นั้น เป็นข้อตกลงดำเนินงานร่วมกันเพื ่อสนับสนุนการดำเนิ นงานและงบประมาณเรื่องการจั ดระบบการดูแลระยะยาวด้ านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่ มีภาวะพึ่งพิง (Long Term Care) แบบบูรณาการของหน่วยบริการในสั งกัด สธ.ปีงบประมาณ 2559 ลงนามโดย นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ คณะกรรมการกฤษฎีกาไม่ได้ตอบข้ อหารือมา และถึงแม้จะเป็นข้อตกลงใช้ งบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่ งชาติ แต่ก็ส่งเงินกองทุนฯ ให้หน่วยบริการในสังกัด สป.สธ. โดยตรง

สำหรับผลการสรรหาเลขาธิการ สปสช. ซึ่งจะเหลือเฉพาะ นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ เข้าสู่การพิจารณาของบอร์ด สปสช.ในวันที่ 4 ก.ค.นี้ แหล่งข่าวจากคณะกรรมการสรรหาฯ เปิดเผยว่า คะแนนที่ นพ.ประทีป ได้รับจากคณะกรรมการสรรหาฯ ในภาพรวมได้ 91 คะแนน ในคะแนนเต็ม 100 คะแนน และเฉพาะคะแนนการแสดงวิสัยทัศน์ จากคะแนนเต็ม 60 ได้ 57 คะแนน หรือร้อยละ 95 โดยเกณฑ์การให้คะแนนแบ่งเป็น ระดับการศึกษา (10 คะแนนเต็ม ได้ 8 คะแนน) บุคลิกและลักษณะการตอบโต้ (10 คะแนนเต็ม ได้ 8 คะแนน) ประสบการณ์ในการบริหารงาน (10 คะแนนเต็ม ได้ 9 คะแนน) ผลงานเชิงประจักษ์ (10 คะแนนเต็ม ได้ 9 คะแนน) และการแสดงวิสัยทัศน์ (60 คะแนนเต็ม ได้ 57 คะแนน)