
รอบด้านตลาดหุ้น by Bualuang Securities
มุมมองทางเทคนิคเรื่อง “Brexit “
สัปดาห์นี้ต่างปรับตัวลงแรงจากความกังวลที่สหราชอาณาจักรจะออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) โดยผลการสำรวจล่าสุดเสียงข้างมากเลือกที่จะออก การทำประชามติจะจัดขึ้นในวันที่ 23 มิ.ย.นี้ นักลงทุนมองสถานการณ์ดังกล่าวว่า อาจปรับพอร์ตลดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงลงก่อนถึงวันทำประชามติตลาดหุ้นไทยก็อาจได้รับผลกระทบได้เช่นกัน สินทรัพย์เสี่ยงกำลังอยู่ภายใต้แรงกดดัน ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐ S&P500 และยุโรปกำลังปรับตัวลงสวนทางกับราคาทองที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาจากการหวาดกลัวการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงดังนั้นปัจจัยภายนอกในระยะนี้ดูเหมือนจะส่งผลต่อทิศทางของตลาดหุ้นไทยมากกว่า ดังนั้นเราทำการวิเคราะห์ด้วยปัจจัยทางเทคนิคโดยมีทางเลือก 2 ทางคือ
Scenario 1: Leave
อังกฤษ “ออก” จากสหภาพยุโรป SET อาจปรับตัวลง 5-8% จากจุดยอด 1450 จุด โดยประเมินแนวรับที่ 1360-1390 อาจปรับตัวก่อนวันการทำประชามติวันที่ 23 มิ.ย.2559 กลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะปรับตัวลงแรงจะเป็นกลุ่มที่เชื่อมโยงกับภาวะเศรษฐกิจในต่างประเทศ อาทิเช่น พลังงาน ปิโตรเคมี และอิเล็คทรอนิคส์
Scenario 2: Remain
อังกฤษ “อยู่ต่อ” SET คาดว่าจะปรับตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 1450 จุด หุ้นขนาดใหญ่ในดัชนี SET50 คาดว่าจะปรับตัวขึ้นได้โดดเด่นเนื่องจากเป็นกลุ่มที่รองรับกับกระแสเงินลงทุนได้ดี
โดยช่วงหลังการทำประชามติอาจเป็นโอกาศดีในการเข้าซื้อจากความชัดเจนและการที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงมาในระดับที่น่าสนใจ โดยประเมินแนวรับบริเวณ 1360-1390 จุด
รายงานพื้นฐาน BLS วันนี้
(+) MINT เราไปเยี่ยมชมโครงการ 5 โปรเจคต์ใหญ่ของบริษัทที่จังหวัดภูเก็ตอาทิเช่น โรงแรมและรีสอร์ท บริษัทยังคงเน้นกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมี่ยม มีการกระจายตัวของสัดส่วนรายได้ค่อนข้างดีและบริหารงานแบบมีอาชีพ MINT ยังคงเป็นหุ้นที่เราชอบมากที่สุดจากประเด็นสำคัญคือคาดการณ์กำไรไตรมาส 2/16 และ ไตรมาส 3/16 เติบโตสูงที่สุดในกลุ่ม โดยเรามองหุ้นมีโอกาสปรับขึ้นหนุนจากกำไรพิเศษจากกิจการทิโวลี
ผลกระทบเรื่อง: Brexit หากค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลง จำนวนนักท่องเที่ยวในยุโรปจะลดลงหรือไม่?
ความคิดเห็น: เราคาดว่าผลกระทบไม่เยอะ เนื่องจากนักท่องเที่ยวจากยุโรปส่วนใหญ่เป็นลูกค้าพรีเมี่ยม ขณะที่สัดส่วนรายได้ของนักท่องเที่ยวในยุโรปคิดเป็น 30% คงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 42 บ.
(+) BJC เราแนะนำ ซื้อ ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 46.5 บาท (เดิม 45 บาท) เพราะแผนการขยาย BIGC ที่มากกว่าคาด บริษัทตั้งเป้าจะขยาย 10 hypermarkets และ Mini BigC 200 สาขา ในปี 2017 (เราคาดเพียง 100 สาขา) ซึ่งส่งผลให้ประมาณการกำไรของเราปรับขึ้น 2-5% ในปี 2017-19 นอกจากนี้เรามองว่าหลังจากการควบรวม BIGC แล้ว บริษัทเป็น ผู้ค้าปลีกที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ในอาเซียน และมีการกระจายรายได้ไปทั่วภูมิภาค CLMV และประมาณการกำไรของเรายังไม่รวมถึง synergies ระหว่าง BJC และ BIGC มูลค่าราว 1,700 ล้านบาท ที่จะเกิดขึ้นในระยะ 3 ปีข้างหน้า
(0) NWR เราขอแนะให้ปิดสถานะ กระชับพอร์ตก่อน อิงรายงานกลยุทธ์ เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2016 เราแนะนำให้เล่นรอบเกาะกระแสไปกับกลุ่มรับเหมา ในเชิงกลยุทธ์ระยะสั้น โดยคาดผลประกอบการที่มีแนวโน้มฟื้นตัว และการได้รับชำระเงินคดีคลองด่านจะเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้น อย่างไรก็ดีราคาหุ้นไม่ได้ปรับตัวขึ้นตามคาด เพราะคดีคลองด่านมีแนวโน้มล่าช้ากว่าคาด และราคาหุ้นมีแนวโน้มขยับตัวไปตามกลุ่มรับเหมา ดังนั้นด้วยแนวโน้มงานประมูลภาครัฐฯที่คาดจะออกมาในช่วง 2H16 เป็นจำนวนมาก เราแนะนำให้กลับไปเล่นรับเหมาตัวใหญ่ เช่น CK STEC แทน
ที่มา:บมจ.หลักทรัพย์ บัวหลวง
สัปดาห์นี้ต่างปรับตัวลงแรงจากความกังวลที่สหราชอาณาจักรจะออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) โดยผลการสำรวจล่าสุดเสียงข้างมากเลือกที่จะออก การทำประชามติจะจัดขึ้นในวันที่ 23 มิ.ย.นี้ นักลงทุนมองสถานการณ์ดังกล่าวว่า อาจปรับพอร์ตลดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงลงก่อนถึงวันทำประชามติตลาดหุ้นไทยก็อาจได้รับผลกระทบได้เช่นกัน สินทรัพย์เสี่ยงกำลังอยู่ภายใต้แรงกดดัน ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐ S&P500 และยุโรปกำลังปรับตัวลงสวนทางกับราคาทองที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาจากการหวาดกลัวการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงดังนั้นปัจจัยภายนอกในระยะนี้ดูเหมือนจะส่งผลต่อทิศทางของตลาดหุ้นไทยมากกว่า ดังนั้นเราทำการวิเคราะห์ด้วยปัจจัยทางเทคนิคโดยมีทางเลือก 2 ทางคือ
Scenario 1: Leave
อังกฤษ “ออก” จากสหภาพยุโรป SET อาจปรับตัวลง 5-8% จากจุดยอด 1450 จุด โดยประเมินแนวรับที่ 1360-1390 อาจปรับตัวก่อนวันการทำประชามติวันที่ 23 มิ.ย.2559 กลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะปรับตัวลงแรงจะเป็นกลุ่มที่เชื่อมโยงกับภาวะเศรษฐกิจในต่างประเทศ อาทิเช่น พลังงาน ปิโตรเคมี และอิเล็คทรอนิคส์
Scenario 2: Remain
อังกฤษ “อยู่ต่อ” SET คาดว่าจะปรับตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 1450 จุด หุ้นขนาดใหญ่ในดัชนี SET50 คาดว่าจะปรับตัวขึ้นได้โดดเด่นเนื่องจากเป็นกลุ่มที่รองรับกับกระแสเงินลงทุนได้ดี
โดยช่วงหลังการทำประชามติอาจเป็นโอกาศดีในการเข้าซื้อจากความชัดเจนและการที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงมาในระดับที่น่าสนใจ โดยประเมินแนวรับบริเวณ 1360-1390 จุด
รายงานพื้นฐาน BLS วันนี้
(+) MINT เราไปเยี่ยมชมโครงการ 5 โปรเจคต์ใหญ่ของบริษัทที่จังหวัดภูเก็ตอาทิเช่น โรงแรมและรีสอร์ท บริษัทยังคงเน้นกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมี่ยม มีการกระจายตัวของสัดส่วนรายได้ค่อนข้างดีและบริหารงานแบบมีอาชีพ MINT ยังคงเป็นหุ้นที่เราชอบมากที่สุดจากประเด็นสำคัญคือคาดการณ์กำไรไตรมาส 2/16 และ ไตรมาส 3/16 เติบโตสูงที่สุดในกลุ่ม โดยเรามองหุ้นมีโอกาสปรับขึ้นหนุนจากกำไรพิเศษจากกิจการทิโวลี
ผลกระทบเรื่อง: Brexit หากค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลง จำนวนนักท่องเที่ยวในยุโรปจะลดลงหรือไม่?
ความคิดเห็น: เราคาดว่าผลกระทบไม่เยอะ เนื่องจากนักท่องเที่ยวจากยุโรปส่วนใหญ่เป็นลูกค้าพรีเมี่ยม ขณะที่สัดส่วนรายได้ของนักท่องเที่ยวในยุโรปคิดเป็น 30% คงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 42 บ.
(+) BJC เราแนะนำ ซื้อ ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 46.5 บาท (เดิม 45 บาท) เพราะแผนการขยาย BIGC ที่มากกว่าคาด บริษัทตั้งเป้าจะขยาย 10 hypermarkets และ Mini BigC 200 สาขา ในปี 2017 (เราคาดเพียง 100 สาขา) ซึ่งส่งผลให้ประมาณการกำไรของเราปรับขึ้น 2-5% ในปี 2017-19 นอกจากนี้เรามองว่าหลังจากการควบรวม BIGC แล้ว บริษัทเป็น ผู้ค้าปลีกที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ในอาเซียน และมีการกระจายรายได้ไปทั่วภูมิภาค CLMV และประมาณการกำไรของเรายังไม่รวมถึง synergies ระหว่าง BJC และ BIGC มูลค่าราว 1,700 ล้านบาท ที่จะเกิดขึ้นในระยะ 3 ปีข้างหน้า
(0) NWR เราขอแนะให้ปิดสถานะ กระชับพอร์ตก่อน อิงรายงานกลยุทธ์ เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2016 เราแนะนำให้เล่นรอบเกาะกระแสไปกับกลุ่มรับเหมา ในเชิงกลยุทธ์ระยะสั้น โดยคาดผลประกอบการที่มีแนวโน้มฟื้นตัว และการได้รับชำระเงินคดีคลองด่านจะเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้น อย่างไรก็ดีราคาหุ้นไม่ได้ปรับตัวขึ้นตามคาด เพราะคดีคลองด่านมีแนวโน้มล่าช้ากว่าคาด และราคาหุ้นมีแนวโน้มขยับตัวไปตามกลุ่มรับเหมา ดังนั้นด้วยแนวโน้มงานประมูลภาครัฐฯที่คาดจะออกมาในช่วง 2H16 เป็นจำนวนมาก เราแนะนำให้กลับไปเล่นรับเหมาตัวใหญ่ เช่น CK STEC แทน
ที่มา:บมจ.หลักทรัพย์ บัวหลวง






