
ปิดโปรเจ็กต์ช่วยภัยแล้งปี59 ใช้งบร่วมแสนล้าน/เตือนฝนมา12จังหวัดเสี่ยงดินถล่ม
ก.เกษตรฯพอใจ ประกาศปิดโปรเจ็กต์ช่วยภัยแล้งปี 59 เผยอัดงบร่วมแสนล้าน อุ้มเกษตรกรฝ่าวิกฤติกว่า 6 ล้านครัวเรือนฉลุย เตรียมดันเป็นโมเดลตัวอย่างในฤดูแล้งปีหน้า ขณะหน้าฝนปีนี้กรมพัฒนาที่ดิน คาดการณ์พื้นที่เกษตรเสี่ยงนํ้าท่วมขังใน 51 จังหวัด พื้นที่ 1.94 ล้านไร่ และ12 จังหวัดเสี่ยงสูงเกิดดินถล่ม
นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงสถานการณ์ภัยแล้ง ในปี 2559 ที่ถือมีความวิกฤติและรุนแรงในรอบ 20 ปี ว่า ทางกระทรวง โดย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งหน่วยงานของกระทรวงต่างๆ ได้บูรณาการการทำงานช่วยเหลือเกษตรกรกว่า 6 ล้านครัวเรือนให้ผ่านพ้นวิกฤติได้เป็นผลสำเร็จ เพราะ 1. ภัยแล้งเกิดขึ้นจากธรรมชาติ และ 2.วิกฤติแล้งของปีนี้ปริมาณน้ำ โดยเฉพาะลุ่มน้ำพระยามีปริมาณน้อยมาก ที่ผ่านมาแนวทางการแก้ปัญหาภัยแล้งเดิมที่เคยปฏิบัติมา จะแก้ปัญหาเมื่อเกิดวิกฤติ มีการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานของแต่ละกระทรวงเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหามีน้อย และมีความล่าช้า รวมทั้งการจ่ายเงินเยียวยาแก่เกษตรกรส่วนใหญ่กว่าจะแล้วเสร็จก็เข้าสู่ช่วงฤดูฝนถึงฤดูแล้งของปีถัดไป ไม่ทันการ ที่สำคัญการลงพื้นที่ติดตามงานมีน้อยทำให้มีเกษตรกรร้องเรียนจำนวนมาก
“เปรียบเทียบในปีนี้ ทางกระทรวงได้มีการเตรียมความพร้อมมา 5 เดือนเพื่อรับมือภัยแล้งคือ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2558 2.ตั้งคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการแก้ไขปัญหาวิกฤตภัยแล้งปี 2558/59 โดยมีพล.อ.ฉัตรชัย เป็นประธาน พร้อมกันนี้ได้ตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขปัญหาภัยแล้งระดับชาติ และระดับจังหวัด โดยมี ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้อำนวยการ เพื่อทำหน้าที่เฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง ช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งรายงานสถานการณ์ให้คณะอำนวยการบูรณาการ ร่วมกับ 11 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตภัยแล้งรับทราบเป็นระยะๆรวมทั้งมีการออก 8 มาตรการแก้ปัญหาภัยแล้งล่วงหน้าผนวกกับ 9 มาตรการของกระทรวงอื่นๆ ที่ได้ขอความเห็นของจากคณะรัฐมนตรี รวมเม็ดเงินที่ลงไปช่วยเกษตรกรร่วมแสนล้านบาท”
นายธีรภัทร กล่าวอีกว่า การทำงานที่ผ่านมาแม้จะแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที แต่ยอมรับว่ามีปัญหาบ้าง เสียหายบ้าง แต่ในภาพรวมแล้วไม่มากอย่างที่ประเมินไว้ก่อนหน้าที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้นจริงว่าจะมีความรุนแรงมาก อย่างไรก็ดีแม้ว่าจะเตรียมการดีแล้ว รัฐมนตรียังเปรยว่าการจ่ายเงินยังมีความล่าช้า ยังติดขัดในระยะแรก แต่โมเดลนี้จะเป็นบทเรียนที่จะนำไปเป็นแผนปฏิบัติการในฤดูแล้งปีหน้า ขณะนี้กำลังเตรียมแผนรับมือภัยพิบัติในฤดูฝน ที่คาดการณ์พื้นที่เกษตรมีโอกาสเกิดน้ำท่วมซ้ำซาก แผ่นดินถล่ม หวังว่าจะช่วยลดผลกระทบให้เกษตรกรเช่นเดียวกับฤดูแล้งที่ผ่านมา
แหล่งข่าวจากกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ในปี 2559 คาดการณ์พื้นที่เกษตรจะมีโอกาสเกิดน้ำท่วมขัง รวม 51 จังหวัด คิดเป็นพื้นที่ 1.94 ล้านไร่ ได้แก่ 1. ภาคเหนือ พื้นที่ประมาณ 0.27 ล้านไร่ ที่มีโอกาสที่จะเกิดน้าท่วมขังใน 13 จังหวัด อาทิ นครสวรรค์ พิษณุโลก อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ และเชียงใหม่ เป็นต้น 2. ภาคกลาง พื้นที่เกษตรประมาณ 0.79 ล้านไร่ ที่มีโอกาสที่จะเกิดน้าท่วมขังใน 12 จังหวัด อาทิ สุพรรณบุรี
พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี นครปฐม อ่างทอง ชัยนาท สิงห์บุรี สระบุรี นนทบุรี นครนายก ปทุมธานี และราชบุรี
3. ภาคตะวันออก พื้นที่เกษตรที่มีโอกาสที่จะเกิดน้ำท่วมขังใน 4 จังหวัด ประกอบด้วย ปราจีนบุรีฉะเชิงเทรา ชลบุรี และสระแก้ว คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 0.37 ล้านไร่ 4. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พื้นที่เกษตรที่มีโอกาสที่จะเกิดน้ำท่วมขังใน 16 จังหวัด อาทิ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา บึงกาฬ และสุรินทร์ เป็นต้น คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 0.36 ล้านไร่ และ 5. ภาคใต้ พื้นที่เกษตรที่มีโอกาสที่จะเกิดน้ำท่วมขังใน 6 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง นราธิวาส สุราษฎร์ธานี และ ปัตตานี
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า จังหวัดที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพราะพื้นที่เกษตรมีโอกาสสูงที่จะเกิดน้ำท่วมขังเป็นบริเวณกว้าง และเป็นระยะนาน ส่งผลให้พืชที่ปลูกได้รับความเสียหายมี 14 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ พิษณุโลก สุโขทัย หนองคาย นครพนม ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สงขลาและ พัทลุง อย่างไรก็ตามในช่วงที่มีฝนตกหนักและคาดการณ์พื้นที่มีโอกาสเกิดดินถล่มสูงมีทั้งหมด 12 จังหวัด ได้แก่ พื้นที่ภาคใต้ จำนวน 4.82 หมื่นไร่ มี 8 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช ภูเก็ต สงขลา ชุมพร พังงา ระนอง พัทลุง และตรัง ส่วนภาคกลางมี 2 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรีและราชบุรี ภาคเหนือ มี 3 จำหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ตาก และเชียงราย (ดูตารางประกอบ)
Photo : Pixabay
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,165 วันที่ 12 - 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559
นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงสถานการณ์ภัยแล้ง ในปี 2559 ที่ถือมีความวิกฤติและรุนแรงในรอบ 20 ปี ว่า ทางกระทรวง โดย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งหน่วยงานของกระทรวงต่างๆ ได้บูรณาการการทำงานช่วยเหลือเกษตรกรกว่า 6 ล้านครัวเรือนให้ผ่านพ้นวิกฤติได้เป็นผลสำเร็จ เพราะ 1. ภัยแล้งเกิดขึ้นจากธรรมชาติ และ 2.วิกฤติแล้งของปีนี้ปริมาณน้ำ โดยเฉพาะลุ่มน้ำพระยามีปริมาณน้อยมาก ที่ผ่านมาแนวทางการแก้ปัญหาภัยแล้งเดิมที่เคยปฏิบัติมา จะแก้ปัญหาเมื่อเกิดวิกฤติ มีการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานของแต่ละกระทรวงเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหามีน้อย และมีความล่าช้า รวมทั้งการจ่ายเงินเยียวยาแก่เกษตรกรส่วนใหญ่กว่าจะแล้วเสร็จก็เข้าสู่ช่วงฤดูฝนถึงฤดูแล้งของปีถัดไป ไม่ทันการ ที่สำคัญการลงพื้นที่ติดตามงานมีน้อยทำให้มีเกษตรกรร้องเรียนจำนวนมาก
“เปรียบเทียบในปีนี้ ทางกระทรวงได้มีการเตรียมความพร้อมมา 5 เดือนเพื่อรับมือภัยแล้งคือ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2558 2.ตั้งคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการแก้ไขปัญหาวิกฤตภัยแล้งปี 2558/59 โดยมีพล.อ.ฉัตรชัย เป็นประธาน พร้อมกันนี้ได้ตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขปัญหาภัยแล้งระดับชาติ และระดับจังหวัด โดยมี ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้อำนวยการ เพื่อทำหน้าที่เฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง ช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งรายงานสถานการณ์ให้คณะอำนวยการบูรณาการ ร่วมกับ 11 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตภัยแล้งรับทราบเป็นระยะๆรวมทั้งมีการออก 8 มาตรการแก้ปัญหาภัยแล้งล่วงหน้าผนวกกับ 9 มาตรการของกระทรวงอื่นๆ ที่ได้ขอความเห็นของจากคณะรัฐมนตรี รวมเม็ดเงินที่ลงไปช่วยเกษตรกรร่วมแสนล้านบาท”
นายธีรภัทร กล่าวอีกว่า การทำงานที่ผ่านมาแม้จะแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที แต่ยอมรับว่ามีปัญหาบ้าง เสียหายบ้าง แต่ในภาพรวมแล้วไม่มากอย่างที่ประเมินไว้ก่อนหน้าที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้นจริงว่าจะมีความรุนแรงมาก อย่างไรก็ดีแม้ว่าจะเตรียมการดีแล้ว รัฐมนตรียังเปรยว่าการจ่ายเงินยังมีความล่าช้า ยังติดขัดในระยะแรก แต่โมเดลนี้จะเป็นบทเรียนที่จะนำไปเป็นแผนปฏิบัติการในฤดูแล้งปีหน้า ขณะนี้กำลังเตรียมแผนรับมือภัยพิบัติในฤดูฝน ที่คาดการณ์พื้นที่เกษตรมีโอกาสเกิดน้ำท่วมซ้ำซาก แผ่นดินถล่ม หวังว่าจะช่วยลดผลกระทบให้เกษตรกรเช่นเดียวกับฤดูแล้งที่ผ่านมา
แหล่งข่าวจากกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ในปี 2559 คาดการณ์พื้นที่เกษตรจะมีโอกาสเกิดน้ำท่วมขัง รวม 51 จังหวัด คิดเป็นพื้นที่ 1.94 ล้านไร่ ได้แก่ 1. ภาคเหนือ พื้นที่ประมาณ 0.27 ล้านไร่ ที่มีโอกาสที่จะเกิดน้าท่วมขังใน 13 จังหวัด อาทิ นครสวรรค์ พิษณุโลก อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ และเชียงใหม่ เป็นต้น 2. ภาคกลาง พื้นที่เกษตรประมาณ 0.79 ล้านไร่ ที่มีโอกาสที่จะเกิดน้าท่วมขังใน 12 จังหวัด อาทิ สุพรรณบุรี
พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี นครปฐม อ่างทอง ชัยนาท สิงห์บุรี สระบุรี นนทบุรี นครนายก ปทุมธานี และราชบุรี
3. ภาคตะวันออก พื้นที่เกษตรที่มีโอกาสที่จะเกิดน้ำท่วมขังใน 4 จังหวัด ประกอบด้วย ปราจีนบุรีฉะเชิงเทรา ชลบุรี และสระแก้ว คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 0.37 ล้านไร่ 4. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พื้นที่เกษตรที่มีโอกาสที่จะเกิดน้ำท่วมขังใน 16 จังหวัด อาทิ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา บึงกาฬ และสุรินทร์ เป็นต้น คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 0.36 ล้านไร่ และ 5. ภาคใต้ พื้นที่เกษตรที่มีโอกาสที่จะเกิดน้ำท่วมขังใน 6 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง นราธิวาส สุราษฎร์ธานี และ ปัตตานี
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า จังหวัดที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพราะพื้นที่เกษตรมีโอกาสสูงที่จะเกิดน้ำท่วมขังเป็นบริเวณกว้าง และเป็นระยะนาน ส่งผลให้พืชที่ปลูกได้รับความเสียหายมี 14 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ พิษณุโลก สุโขทัย หนองคาย นครพนม ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สงขลาและ พัทลุง อย่างไรก็ตามในช่วงที่มีฝนตกหนักและคาดการณ์พื้นที่มีโอกาสเกิดดินถล่มสูงมีทั้งหมด 12 จังหวัด ได้แก่ พื้นที่ภาคใต้ จำนวน 4.82 หมื่นไร่ มี 8 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช ภูเก็ต สงขลา ชุมพร พังงา ระนอง พัทลุง และตรัง ส่วนภาคกลางมี 2 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรีและราชบุรี ภาคเหนือ มี 3 จำหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ตาก และเชียงราย (ดูตารางประกอบ)
Photo : Pixabay
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,165 วันที่ 12 - 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559






